รีวิว Zontes 368G 2026 กับ 9 ประเด็น รถขนขิง “อัลตร้า แอดเวนเจอร์”
เปิดตัวด้วยราคา 183,800 บาท พร้อมขายในประเทศไทยเป็นที่เรียบร้อย สำหรับ 368G 2026 พร้อมคุณสมบัติประจำรุ่นที่จัดเต็มทั้งออปชั่นและสมรรถนะเอาใจนักบิดบ้านเราได้ตรงจุด โดยคราวนี้มีการปรับคอนเซ็ปต์เน้นคำว่า Ultra Adventure ตอกย้ำการสื่อความหมายถึงมอเตอร์ไซค์สำหรับนักเดินทางผจญภัยที่ครบเครื่องสุดในคลาสไม่เกิน 400 ซีซี งานนี้เราไม่พลาดที่จะ รีวิว Zontes 368G 2026 ขี่ออกทริป พร้อมจับฟีลลิ่งในทุก ๆ ด้าน แล้วนำบทสรุปมาให้อ่านกัน 9 เรื่องหลัก ตามนี้!
1.Zontes แบรนด์ใหญ่ระดับโลก
ก่อนอื่นอยากย้ำเตือนอีกทีว่าในด้าน “มาตรฐาน” ก็รู้กันว่าซอนเทส คือ “โกลบอลแบรนด์” ที่สายป่านยาวเหยียด มีโรงงานมาตรฐานระดับโลกที่ผลิตรถมอเตอร์ไซค์ได้ทุกกระบวนการตั้งแต่ชิ้นส่วนเล็ก ๆ ไปจนถึงเครื่องยนต์ รวมไปถึงระบบอิเล็กทรอนิกส์และซอฟต์แวร์ ทำให้สามารถสร้างรถที่ไม่กั๊กออปชั่นแต่ราคาเข้าถึงง่ายออกวางขายไปได้ทั่วโลก พร้อม ๆ กันนั้นเค้าก็ยังปักหมุดเน้นศูนย์บริการแบบ Stand Alone ซึ่งในประเทศไทยเอง เราก็ได้เห็นโชว์รูม Zontes Experience ขึ้นพรึ่บทั่วประเทศ จนปัจจุบันมีมากถึง 96 สาขาแล้ว
2.ดีไซน์ที่เปลี่ยนไป
หน้าตาโดยรวมยังอาจจะดูเหมือนเวอร์ชั่นก่อน แต่เมื่อลงลึกไปในรายละเอียด ก็จะสังเกตพบการเปลี่ยนแปลงแบบเทียบได้อยู่ เช่น ลายกราฟิกปรับใหม่จากคอนเซ็ปต์ที่เวอร์ชั่นนี้เปลี่ยนไปใช้คำว่า Ultra Adventure เน้นสื่อสารถึงบิ๊กสกู๊ตเตอร์สายเที่ยว “กึ่งลุย” ที่ขยายแนวการใช้งานให้คุณรับมือกับการเจอทางแย่ ๆ หรือลงทางดินได้หากเส้นทางที่เราไปเที่ยวต้องผ่านแบบนั้น ลองนึกภาพไปขี่รถเที่ยวลาว เจอทางแบบ 4X100 คือพัง 100 เมตร ดี 4 เมตร อะไรแบบนั้น นี่แหละเหมาะเลยกับคันนี้
นอกจากกราฟิกใหม่แล้ว โลโก้บนตัวรถอย่างคำว่า 368G ก็เติมท้ายด้วย ETC (Electronic Throttle Control) มาเรียบร้อย พร้อมชิ้นงานลายเคฟลาร์อีกหลายจุดที่ใส่มาให้แมตช์กับชุดสีรถเวอร์ชั่นนี้ได้ลงตัวดี
ฝั่งท่อไอเสียมองเห็นชัดว่าท่อไอเสียสเตนเลส ดีไซน์เล็กลงอย่างชัดเจน ตำแหน่งก็ห่างจากเท้าคนซ้อนมากขึ้นกว่าเดิม ท่อใบนี้เป็นส่วนหนึ่งของโปรเจกต์ “รีดน้ำหนัก” ของโมเดลปี 2026 นั่นเอง
หากก้มลงไปมองตัวสวิงอาร์ม จะพบว่าเป็นอีกหนึ่งจุดที่ถูกปรับเปลี่ยนดีไซน์ใหม่ (เรื่องฟีลลิ่งเดี๋ยวไปว่ากันในประเด็นระบบกันสะเทือน) สวิงอาร์มดีไซน์ใหม่มีผลด้านน้ำหนักที่ลดลงเช่นกัน
การเปลี่ยนแปลงรายละเอียดใหม่ ๆ เหล่านั้นเหมือนกันขับเน้นภาพลักษณ์ของ 368G เวอร์ชั่น 2026 ให้ดูลงตัวขึ้นนั่นเองครับ ส่วนระบบไฟส่องสว่าง ยังคงเท่ตั้งแต่ออนระบบขึ้นมาเพราะมี DRLที่ใช้ไฟวิ่ง Flowing Effect ส่วนโคมไฟหน้านอกจากจะได้หลอด LED โปรเจคเตอร์ทั้งชุดไฟสูงต่ำ ยังมีสปอตไลต์ติดตั้งมาให้พร้อม มีปุ่มเปิดไฟสปอตไลต์ที่แฮนด์ฝั่งซ้าย ไฟของ 368G นี่สว่างจริงนะครับ คมชัดเต็มเลน ผมว่าเดิม ๆ ออกทริปกลางคืนสบายไม่ต้องอัปเพิ่ม
มิติ-การควบคุม ยังคงเซ็ทติ้งเดิมที่ทำให้ 368G เป็นรถที่คล่องตัว ขี่ง่าย ทรงตัวดี เลี้ยวดีแบบไม่มีอาการเหวอให้เสียว การเปลี่ยนแปลงในด้านน้ำหนักตัวที่เบาลง 6 กก.(197กก.) เพิ่มความคล่องตัวของรถรุ่นนี้ให้มากขึ้นอีกนิด ความสูงเบาะนั่ง 795 มม. ถือว่าไม่สูงมาก คนร่างเล็กที่แข็งแรง ๆ และมีทักษะการขับขี่ในระดับหนึ่งก็สามารถขี่ได้สบายครับ
3. อิเล็กทรอนิกส์และระบบช่วยขับขี่
ระบบป้องกันล้อลื่นไถล TCS (Traction Control System) แอคทีฟไว แม่นยำ และสามารถเลือกปิดได้ โดยการกดปุ่มจอยสติ๊ก 1 ครั้ง ให้สัญลักษณ์ TCS สีเขียวโชว์ที่ด้านล่างของจอ จากนั้นโยกจอยสติ๊กขึ้นบนเพียง 1 ครั้ง ก็จะเป็นการปิด TCS ซึ่งจะมีสัญลักษณ์โชว์สีส้มหมายถึงปิดเรียบร้อย (หากจะสั่งเปิดใหม่ ก็ทำโดยการโยกจอยสติ๊กไปด้านบนอีก 1 ครั้ง ระบบก็จะกลับมาเปิดใช้งาน)
ถามว่าสถานการณ์แบบไหนจึงจะต้องปิด TCS ยกตัวอย่างเช่นตอนที่เราจำเป็นต้องขี่ลงไปถนนทางที่มีกรวดลอย หรือไต่ขึ้นทางดินซุย ๆ ลื่น ๆ ที่ต้องอาศัยกำลังรถฉุดไปข้างหน้าให้พ้น
ระบบ ABS 2 ชาแนล สามารถปิด ABS ที่ล้อหลังได้ ซึ่งการปิด ABS ทำโดยการเข้าไปเซ็ทติ้งจากหน้าจอง่าย ๆ จากที่ลองใช้บอกเลยว่าประทับกับการดีไซน์อินเตอร์เฟซของซอนเทสมาก เพราะทำกราฟิกรูปรถที่โชว์การ on/off ABS ได้เท่ดี และการสั่งปิด ABS ล้อหลังนี้ มีไว้รองรับการขับขี่ในทางดิน ซึ่งการเบรกแบบให้ล้อหลังมีอาการล็อค จะมีประโยชน์ต่อการควบคุมรถมากกว่านั่นเอง
ครูซคอนโทรล (Cruise Control) ระบบควบคุมความเร็วคงที่ ทำปุ่ม Set มาให้ใช้งานง่าย ๆ ที่ปะกับแฮนด์ฝั่งซ้าย ความเร็วที่จะเริ่มสั่งให้ทำงานได้คือ 50 กม./ชม. ขึ้นไปครับ จากการลองใช้งานทำให้ได้ข้อสังเกตว่า การทรงตัวที่ดีเยี่ยมของโมเดลนี้อันเป็นผลมาจากการออกแบบเฟรมและช่วงล่างที่ดี ยิ่งทำให้การใช้งาน Cruise Control ได้มั่นใจ
ETC (Electronic Throttle Control) ซึ่งเป็นหนึ่งในจุดเปลี่ยนสำคัญของโมเดล 368G 2026 รองรับพละกำลังเดือด ๆ ของเครื่องยนต์บล็อคนี้ได้เหมาะเจาะ โดยตรงคือทำให้การเดินคันเร่งสมูทขึ้นชัดเจนนั่นเองครับ
Riding Mode T-Touring กับ S -Sport (กดเลือกได้จากปุ่ม M ที่ปะกับแฮนด์ฝั่งซ้าย) ลองขี่จริงแล้วพบว่าต่างกันชัดเจน กล่าวคือ โหมด T เน้นให้การตอบสนองคันเร่งที่สมูทกว่า ไม่กระโชกโฮกฮาก ใช้แล้วบางจังหวะก็แอบขัดใจ ฮ่าๆ ขณะที่โหมด S นั้นไม่ต้องห่วง ให้การตอบสนองคันเร่งที่ฉับไว เรียกย่านกำลังออกมาได้ทันใจ จัดจ้านและขี่สนุก ซึ่งในทริปนี้ส่วนใหญ่ผู้ทดสอบเองก็ล็อกไว้ที่โหมด S นี่แหละครับ ถูกใจสุด
4. คาแรคเตอร์ขุมพลัง
เครื่องยนต์ ยังเป็นบล็อคเดิม 368 cc สูบเดี่ยว 4 วาล์ว ระบายความร้อนด้วยน้ำ ซึ่งซอนเทสย้ำเน้นว่าเป็น “ไฮคอมเพรสชั่น เอนจิน” ซึ่งหมายถึงชิ้นงานที่ประกอบขึ้นเป็นเครื่องยนต์ เสื้อสูบ แครงค์ ฝาสูบ ถูกปั๊มขึ้นด้วยเทคนิคแรงอัดสูงเพื่อความแข็งแกร่งทนทานเป็นพิเศษ
ตัวเลขด้านสมรรถนะ คอนเฟิร์มกำลังสูงสุดมาที่ 38.75 แรงม้า ที่ 7,500 รอบ/นาที และแรงบิดสูงสุด 40 นิวตันเมตร ที่ 6,000 รอบ/นาที ซึ่งจากการใช้จริง เราพบว่าการออกแบบชุดคลัตช์เฉพาะตัว ทำให้พละกำลังของ 368G มีคาแรคเตอร์ที่ไม่พรวดพราดตั้งแต่แรก แต่เปิดคันเร่งแล้วจะมีหน่วงเล็กน้อย ก่อนย่านกำลังจะทะลุทะลวงออกมาตั้งแต่ 4,000 4,500 รอบ/นาทีขึ้นไป จากตรงนั้นบอกเลยว่าขี่มันส์จริง เรียกเป็นมาไม่มีขาดตอน และเป็นเพาเวอร์แบนด์ในแบบซอนเทสที่เอามาใช้ขี่เดินทางได้เวิร์คครับ ถ้าจำเป็นต้องลงไปวิ่งทางดิน (ย้ำว่าทางดินไม่ใช่บ่อโคลนเหลว ๆ) ความแรงแบบนี้แหละใช่เลย
ระบบระบายความร้อนสำหรับ 368G 2026 มีการขยายช่องการ์ดหม้อน้ำเพื่อเพิ่มปริมาณลมที่จะเข้าไปช่วยลดความร้อนหม้อน้ำอีกทางหนึ่ง ขณะเดียวกันภายในเครื่องยนต์ได้อัปเกรดระบบ Zontes Oil Cooling System ระบบระบายความร้อนเครื่องยนต์ด้วยน้ำหล่อเย็นที่ระบายความร้อนเครื่องยนต์ + Oil Cooler ช่วยลดอุณหภูมิความร้อนน้ำมันเครื่องลงได้ถึง 3 องศาเซลเซียส ใช้งานต่อเนื่องนาน ๆ ไม่ต้องห่วงเครื่องน็อค ผลดีระยะยาวคือเครื่องยนต์สึกหรอช้ากว่านั่นเอง
5. Top Speed
ความเร็วสูงสุดที่ทำได้ในทริปนี้อยู่ที่ 157 กม./ชม. จากหน้าไมล์ (ถ้ามีโอกาสสลิปสตรีมหลบท้ายรถใหญ่ น่าจะได้มากกว่านี้อีกพอสมควร)
6. อัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิง
ตั้งใจทดสอบการเติมน้ำมันเต็มถังตอนสตาร์ททริปนี้ (เส้นทาง กทม.-ศรีราชา-ชลบุรี) เซ็ททริปเป็น 0 แล้วออกไปวิ่งทดสอบแบบเดินทางจริงโดยไม่มียั้งไม่อมคันเร่ง แถมใช้ความเร็วสูงเกิน 120 กม./ชม.เป็นหลักตลอด 175.3 กม. จากนั้นเติมน้ำมันคืนไปเต็มถัง ได้ปริมาตรที่โชว์บนหัวจ่าย 7.069 ลิตร นำมาหารกันแล้วได้อัตราสิ้นเปลืองที่ 24.7 กม./ลิตร (หน้าจอรถคำนวณให้ 28 กม./ลิตร) จากค่าการกินน้ำมันที่ทำได้นี้ ตัวผู้ทดสอบมองว่าเป็นตัวเลขที่ “รับได้” ครับ เพราะเราจำลองเหตุการณ์ขับขี่แบบผลาญน้ำมันกันไปเลย ซึ่งถ้าขี่เรื่อย ๆ แบบสายทัวร์ไม่เร่งรีบ ก็จะได้อัตราสิ้นเปลืองดีกว่านี้แน่นอน
7.ระบบช่วงล่าง-เบรก
ช่วงล่างเป็นหนึ่งในจุดที่มีการพัฒนาอัปเกรด โช้คหน้าหัวกลับ เปลี่ยนมาใช้กระบอกสีทอง ส่วนโช้คหลังคู่ก็เปลี่ยนใหม่เป็นแบบไม่มีซับแทงค์ ฟีลลิ่งโดยรวมในการทดสอบความเป็น Factory Setting ระบบช่วงล่างชุดนี้นุ่มนวลกว่าเวอร์ชั่นก่อนมาก สังเกตได้จากการสามารถขี่แบบรูดลูกระนาดหรือฝาท่อได้สบาย การขี่เข้าระนาดชะลอความเร็ว ไม่พบอาการ “ยัน”
![]() |
![]() |
อย่างไรก็ตามคาแรคเตอร์นุ่มนวลนี้ ก็ทำให้ฟีลลิ่งการขี่ในทางโค้งไฮสปีด ยังรู้สึกได้ถึงอาการยวบ-โยน ในจุดนี้ถ้าที่มีน้ำหนักบรรทุกเพิ่มเข้ามาก็อาจจะพอดีโดยไม่ต้องเซ็ทใหม่ครับ แต่ถ้าใครเป็น “คนตัวเบา” แบบผู้ทดสอบ ก็อาจจะต้องเซ็ทใหม่กันหน่อย ซึ่งตัวโช้คหน้าหัวกลับชุดนี้รองรับการเซ็ทติ้งอยู่แล้ว เพราะสามารถปรับคอมเพรสชั่นที่กระบอกช้คซ้าย และมีให้ปรับรีบาวนด์ที่กระบอกขวา
ขณะที่โช้คหลังรองรับการปรับสปริงพรีโหลดได้ 5 สเตปด้วย (เดิมโรงงานอยู่ที่ระดับ 3)
ระบบเบรกเป็น J.Jaun แบรนด์สัญชาติสเปน ยังอยู่ในสูตรดิสก์หน้าจานโต ปั๊มเรเดียลเมาท์ ดิสก์หลังก็ไม่ธรรมดา จากการทดสอบพบว่าซอนเทสไล่น้ำหนักเบรกมาได้ดีเยี่ยม เบรกนุ่มนวล ตอบสนองการกำเบรกได้ดี การทำงานของ ABS แม่นและไม่กระด้าง
ทีเด็ดช่วงล่าง ยังมีล้อซี่ลวดแทงข้าง ใส่ยางกึ่งลุยแบบจุ๊บเลสของ CST ยางหน้า 110/70-17 ยางหลัง 150/70-14 ซึ่งเรามีโอกาสลองทางเปียกด้วย เนื่องจากฝนตกหลายช่วงตอนที่ออกทริปทดสอบ โดยรวมแล้วล้อซี่แบบนี้ในรถเดินทางช่วยส่งเสริมฟีลลิ่งที่นุ่มนวมให้ช่วงล่างได้ดี ยืดหยุ่นรองรับการกระแทกได้ดีกว่าล้อแม็ก ส่วนยาง CST คู่นี้ เท่าที่ขี่ในทางเปียกต่อเนื่อง พบว่ายังมีอาการลื่นให้รู้สึกพอสมควร ซึ่งก็คงเป็นปกติของยางกึ่งลุย ส่วนในทางแห้งปกติและทางดิน สอบผ่านครับ
8.ฟังก์ชั่น
คุณสมบัติที่เป็นข้อได้เปรียบของมอเตอร์ไซค์ซอนเทส ก็เป็นความไม่กั๊ก แต่จัดหนักฟังก์ชั่นนี่เอง ซึ่งใน 368G 2026 ก็เช่นกัน ให้มาเพียบ
-กล้องบันทึกภาพวิดีโอหน้า-หลัง เปิด-ปิดแยกอิสระ
-จอ TFT 8 นิ้ว อัปเกรดชิปใหม่ ใช้ร่วมกับแอพ Zontes Smart APP จากที่ลองจอตอบสนองการใช้งานร่วมกับจอยสติ๊กได้ไว สีสัน กราฟิกสวยงาม
-เซ็นเซอร์แรงดันลมยาง โชว์บนหน้าจอแบบเรียลไทม์
-แครชบาร์อะลูมิเนียม อันนี้เจ๋งไม่ต้องไปหาใส่เพิ่มเอง จะติดสปอตไลต์เพิ่ม หรือเอาไว้ยึดกล้องแอคชั่นแคมก็เหมาะดี
-ไฟสปอตไลต์ 2 ดวง เปิด-ปิดได้จากปุ่มบนปะกับแฮนด์ซ้าย
-พาร์คกิ้งเบรก ใช้ง่าย มือเดียวก็ล็อกได้
-การ์ดแฮนด์พร้อมโครงเหล็ก
-ชิลด์หน้าปรับแบบแมนวลได้ 5 ระดับ ลองปรับขึ้นสูงสุดแล้ว ถือว่าครอบคลุมผู้ขี่ที่รูปร่างสูงได้
-เบาะนั่งทรงกว้าง นวมนุ่ม ทำจุดเว้าของเบาะสองตอนให้ฟีลเหมือนพนักพิงสะโพกของคนซ้อน
-ใต้เบาะมีไฟส่อง พร้อมโช้คค้ำเบาะและผ้ารองเบาะแบบกำมะหยี่
-ฟลอร์บอร์ดกว้าง ทำสโลปไว้ 3 จุด ขี่ไกล ๆ ได้ใช้เป็นตำแหน่งผ่อนคลายความเมื่อย พักเท้าคนซ้อนก็กว้าง และยังคงมีพักเท้ากลางสำหรับให้ใช้ยืนขี่ได้ในโพสิชั่นที่พอดี จัดท่าหนีบรถได้
-ถังน้ำมันความจุ 17.5 ลิตร ฝาถังดีไซน์แบบ Airplane Tank Cap ปลดล็อคด้วยการ On ระบบรถ
-กระจกมองข้าง ใบกว้าง ติดตั้งในตำแหน่งที่ให้มุมมองดีเยี่ยม ปรับแล้วอยู่เลย ไม่หลวมง่าย
![]() |
![]() |
-มีฮุคสำหรับแขวนของ ซ่อนอย่างเก๋ไก๋ตรงกึ่งกลางคอนโซล
![]() |
![]() |
-ช่องชาร์จ USB มีให้ 2 จุด พอร์ต คือใต้หน้าจอและใต้เบาะ มีฝาปิดมาให้พร้อม แต่ละจุดจะมีทั้ง USB-A และ USB-C รวม 4
9.ราคาจำหน่าย
เปิดมาสวย ๆ ที่ 183,800 บาท กับ 4 สี ลวดลายใหม่ เฉพาะประเทศไทย ได้แก่ น้ำเงิน 𝗚𝗹𝗮𝗰𝗶𝗲𝗿 𝗕𝗹𝘂𝗲, สีเทา 𝗟𝗶𝗴𝗵𝘁 𝗚𝗿𝗲𝘆, สีเขียว 𝗦𝘁𝗼𝗻𝗲 𝗚𝗿𝗲𝗲𝗻, สีดำ 𝗘𝘅𝘁𝗿𝗮 𝗕𝗹𝗮𝗰𝗸 พร้อมการรับประกันเครื่องยนต์นาน 5 ปี หรือ 50,000 กิโลเมตร
เมื่อลองเทียบราคากับรถคันอื่น ๆ ในคลาส และเทียบออปชั่นกับสมรรถนะที่ได้ ถือว่าไม่แปลกใจครับที่ซอนเทสกล้าพูดว่านี่คือ “รถขนขิง” ก็เค้ามาเต็มจัดและขี่ดีจริง!!
อ่านทดสอบรีวิวรุ่นอื่น ๆ คลิกที่นี่
ติดตามข่าวสารทางแฟนเพจได้ที่นี่











































