2026 TF 250-E เอ็นดูโร่แท้ ๆ จาก Triumph
เปิดตัวรถโปรดักชันสำหรับขายให้ผู้ใช้ทั่วไปแล้ว สำหรับเอ็นดูโร่ไบค์ที่จดทะเบียนและขับขี่บนถนนได้อย่าง Triumph 2026 TF 250-E ที่เป็นเอ็นดูโร่ไบค์แท้ ๆ ไม่ใช่ลูกผสม หรือสำหรับใช้แข่งขันโมโตครอสหรือรถสูตร โดยเปิดเป็นโมเดลปี 2026 และจะเริ่มขายตั้งแต่ช่วงกลางปี 2025 เป็นต้นไป ซึ่งเป็นปกติของรถในสไตล์เอ็นดูโร่ที่จะมีรหัสปีนำหน้ารุ่นอื่น ๆ เสมอ โดยเปิดพร้อม ๆ กับพี่ใหญ่รหัส 450 ซึ่งก็คือ TF 450-E
สำหรับโมเดลนี้ได้ออกแบบและพัฒนาร่วมกับแชมป์โลก World Enduro 5 สมัยอย่าง Iván Cervantes และแชมป์โลก 4 สมัยจากรายการเดียวกันอย่าง Paul Edmonson เพื่อพัฒนาสมรรถนะในการแข่งขันและในการขับขี่ผจญภัย ที่สำคัญคือพัฒนาให้มีสมรรถนะในระดับแนวหน้าของคลาสอีกด้วย โดยจะมีจุดเด่นที่แชสซีน้ำหนักเบา เฟรมที่ออกแบบมาให้ควบคุมได้ดีและนิ่งเสถียรทุกสภาพเส้นทาง
ดีไซน์นั้นโดดเด่นด้วยเส้นสายที่ปราดเปรียว ลายกราฟิกสีเหลืองในแบบของไทรอัมพ์เรซซิ่ง ทั้งยังออกแบบมาให้มีท่าขับขี่ที่ตรงตามหลักการยศาสตร์อีกด้วย โดยรวมแล้วด้านดีไซน์นั้นถือว่าเรียบง่ายมาก ๆ แต่ก็มีกิมมิคที่ด้านท้ายกับลายกราฟิกธงตราหมากรุกที่สื่อถึงการแข่งขันได้อย่างชัดเจน
สำหรับขุมพลังนั้นจะเป็นเครื่องสูบเดียวระบายความร้อนด้วยน้ำ 4 จังหวะ 249.9 ซีซี เคลมกำลังแรงม้ามาที่ 42.3 แรงม้า กับแรงบิดสูงสุดที่ 27.8 นิวตันเมตร โดยมีย่านกำลังที่กระจายตัวดีทุกช่วงความเร็วรอบ และยังมีการพัฒนาให้มีแรงเฉื่อยมากกว่ารถโมโตครอส ทำให้ส่งกำลังได้นุ่มนวลและควบคุมได้ง่ายขึ้น ใช้น้ำมันจากถังขนาด 8.3 ลิตร บวกกับคลัตช์แบบเรซซิ่งของ Exedy กับเกียร์ 6 สปีด ช่วยให้สับเกียร์ขึ้นแบบไม่กำคลัตช์ได้อย่างนุ่มนวล ช่วยรักษาโมเมนตัมในจุดที่ยาก ๆ ได้
ตัวเครื่องยนต์ยังใช้ระบบหัวฉีดและระบบจุดระเบิดที่ล้ำหน้า ทำให้ควบคุมจัดการกำลังได้อย่างมีประสิทธิภาพ ตอบสนองต่อคันเร่งได้ฉับไว สมรรถนะที่คาดเดาได้ตลอดการขับขี่ ยังมีเรือนปีกผีเสื้อสั่งทำ Dellorto ขนาด 44 มม.มีระบบบายพาสอากาศเวลาช่วยสตาร์ทรถเวลาเครื่องเย็นและสามารถปรับความเร็วรอบเดินเบาได้
ยังมีวาล์วไทเทเนียม Del West และลูกสูบฟอร์จ Konig ช่วยให้สมรรถนะที่คงที่ตลอดการใช้งานที่รอบสูง ๆ และทนทานลดการเซอร์วิสได้
ทีเด็ดคือระบบควบคุมจัดการเครื่องยนต์เอเธน่า Athena Engine Management System ซึ่งเป็นการร่วมมือกันระหว่างเอเธน่าและไทรอัมพ์เพื่อสร้างซอฟต์แวร์ใหม่ที่ช่วยให้สามารถควบคุมขับขี่ได้ดีมากขึ้น ซึ่งระบบที่ออกแบบใหม่จะช่วยให้ได้สมรรถนะที่ดีและความมั่นใจจากการมีรูปแบบของแม็ปปิ้งและการควบคุมการยึดเกาะที่ร่วมกันพัฒนาขึ้นมา
ยังมีเอ็นจิ้นแม็ปอีก 2 รูปแบบสำหรับการใช้งานในสภาวะที่แตกต่างกัน สามารถเลือกใช้ได้เพียงแค่กดปุ่มเลือกใช้โดยไม่ต้องจอด นอกจากนี้สามารถเพิ่มเติมเองได้ด้วยแต่อันนี้ต้องเสียเงินเพิ่มเพื่อติดตั้งระบบเพิ่มเติม
มาเข้าเรื่องของช่วงล่างกันบ้าง ตัวรถใช้เฟรมแบบสไปน์เฟรมทำจากอลูมิเนียมน้ำหนักเบา ปรับให้มีมวลและความแข็งที่เหมาะสมบวกกับจุดศูนย์ถ่วงที่ต่ำ เพื่อให้คล่องตัว เพิ่มความเสถียรและความแม่นยำ
ระบบกันสะเทือนจะเป็นของ KYB ด้านหน้าจะเป็นโช้คหัวกลับขนาด 48 มม. ปรับแต่งได้ทั้งพรีโหลด รีบาวด์และคอมเพรสชัน ขณะที่ด้านหลังก็จะเป็นโช้คพร้อมกระเดื่องและสวิงอาร์ม โดยสามารถปรับแต่งได้ทั้งคอมเพรสชัน (ไฮและโลสปีด) และรีบาวด์ ช่วยให้ปรับเซ็ตเข้ากับเจ้าของรถได้ง่าย
ขณะที่ระบบเบรกด้านหน้าจะเป็นดิสก์เบรกเดี่ยวจาก Galfer ขนาด 260 มม.กับคาลิเปอร์เบรก Brembo 2 ลูกสูบ และด้านหลังจะเป็นดิสก์เบรกเดี่ยวขนาด 220 มม. จาก Galfer เช่นกัน คาลิเปอร์เบรก Brembo ลูกสูบเดี่ยว
ส่วนล้อซี่ลวดเป็น D.I.D Dirtstar 7000 อลูมิเนียมอะโนไดซ์สีดำกับฮับอลูมิเนียม มาพร้อมยาง Michelin Enduro 2 ขนาด 90/90 – 21 และ 140/90 – 18 หน้าหลังตามลำดับ
สำหรับเรื่องเทคโนโลยีก็จัดมาให้เน้น ๆ แบบแนวหน้าของคลาส ซึ่งสามารถใช้งานได้อย่างง่ายดายผ่านปะกับที่แฮนด์บาร์ เริ่มกันที่ปุ่มควบคุมมีไฟ ส่วนเรือนไมล์ดิจิทัลก็เรียบง่ายตามสไตล์รถแต่ก็แสดงผลข้อมูลต่าง ๆ ได้ครบถ้วน ยันเลขบอกเกียร์
โดยเรื่องความปลอดภัยก็จะมีแทรคชันคอนโทรล ระบบช่วยออกตัว ควิกชิฟเตอร์แบบขาขึ้นที่ใช้งานได้ในเกียร์ 2 ถึงเกียร์ 6
ส่วนสนนราคาเริ่มต้นที่อังกฤษก็ราว ๆ 432,000 บาท ก็ถือว่าแรงพอตัว แต่ออปชันที่ให้มาก็ถือว่าแทบจะไม่ต้องทำอะไรเพิ่มมาก แต่ถ้าจะเอาไปแข่งขันก็ยังคงต้องมีการปรับแต่งเพิ่มเติมอยู่ดี ส่วนตัวผมว่าคันนี้เหมาะกับมือเก๋ามือโปรมากกว่า เพราะราคาแรงเลยทีเดียว หากซื้อมาใช้งานทั่วไปเกรงว่าอาจจะไม่ตอบโจทย์ได้อย่างเต็มที่ เท่ากับมือเก๋ามือโปร หรือคนเงินเหลือ ที่น่าจะตอบโจทย์ได้ดีกว่า เพราะติดตั้งอุปกรณ์เพิ่มเติมและปรับแต่งอีกนิดก็สามารถแข่งขันได้เลย
อ่านทดสอบรีวิวรุ่นอื่น ๆ คลิกที่นี่
ติดตามข่าวสารทางแฟนเพจได้ที่นี่








