เรื่อง : PINYO Y JPR
ภาพ : Royal Enfield Thailand
…ไอร้อนระอุบนทางหลวงหมายเลข 4 พุ่งขึ้นมามองเห็นแต่ไกลเหมือนม่านสลัวๆ ก่อนถูกแหวกออกด้วยรถขบวนใหญ่ที่วิ่งผ่านไปอย่างรวดเร็วเหมือนพายุ…นาทีนั้นผมชำเลืองมองเข็มความเร็วบนหน้าปัดคู่พร้อมกับคิดเล่นๆว่า นี่ข้ากำลังขี่รถในสไตล์สปอร์ตคลาสสิคอยู่นะเฟ้ย ไหงตัวเลขมันเกือบแตะ 180 กม./ชม.เข้าไปแล้วละเนี่ย…ใช่… อ่านไม่ผิดหรอกครับ 180 กม./ชม….แน่ละ…นี่ไม่ใช่ RoyalEnfield ที่ผมเคยรู้จัก…และมันอาจจะเป็น “จุดเริ่มต้น” ของการเป็น “ผู้เล่นสำคัญ” ในคลาส 650 ซีซี.ของแบรนด์เก่าแก่นี้ซะด้วย …ตามมา… ผมจะเล่าทุกอย่างเกี่ยวกับมัน…

กำเนิดใหม่เครื่อง Twins
ก่อนการขับขี่ทดสอบครั้งนี้ ในเย็นของวันที่บินถึง “ภูเก็ต” ทีมสื่อฯไทย รวมทั้งผมได้เข้าไปฟังการให้ข้อมูลด้านต่างๆของรถทั้งสองรุ่น โดยมี “มร.มาร์ค เวลส์” หัวหน้ากลยุทธ์ผลิตภัณฑ์และการออกแบบเชิงอุตสาหกรรมของ Royal Enfield ซึ่งเป็นเหมือนหัวหน้าโปรเจ็คท์ Twins ผู้ปลุกปั้นเครื่องยนต์บล็อกใหม่ 2 สูบเรียง ที่จัดเต็มทั้งแคมฯโปรไฟล์แบบ 270 องศา ใส่สลิปเปอร์คลัทช์และบาล๊านซ์ข้อเหวี่ยงมาพร้อมกับโครงสร้างที่ออกแบบมาเฉพาะ Continental GT650 และ Interceptor650 อย่างละเอียด …และความจริงเป็นชื่อรุ่นรถที่ Royal Enfield เคยใช้มาแล้วในยุคเก่าและยุติไป จนกระทั่งมีการวางยุทธศาสตร์ “พัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่” มันจึงกลับมาเกิดอีกครั้ง …ซึ่งหลายๆอย่างที่คุณเวลส์พูด สะกิดความรู้สึกผมพอสมควร โดยเฉพาะในมุมที่ว่ามันเป็นรถที่เปี่ยมด้วยอัตราเร่ง….จริงแท้แค่ไหน…อยากลองไวๆแล้วล่ะ!!

Continental GT650 คาเฟ่เรเซอร์!!

…ด้วยการทดสอบแบบ 2 กรุ๊ป สลับรูทกัน ผมจับสลากได้ในกรุ๊ป B ซึ่งหมายถึงการเริ่มด้วยตัวสปอร์ต Continental GT650 ซึ่งในกลุ่มนี้ มี “นายใหญ่” ของ Royal Enfield “คุณสิทธัตถะ ลาล” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร รอยัล เอนฟิลด์ ที่ลงมาสูดกลิ่นไอเสียและไอแก๊สโซลีนจากเครื่องทวินส์และหายใจเอาลมทะเลอันดามันเข้าปอดไปกับพวกเราด้วย …ได้เวลาออกตัว ผมบิดกุญแจกดปุ่มสตาร์ทเครื่อง 2 สูบเรียงขึ้นมา มันให้เสียงครางต่ำๆที่ฟังแล้วอยากเปลี่ยนท่อ ลองเบิ้ลเครื่อง อาการนิ่งเกินคาดแฮะ จากนั้นมาร์แชลนำขบวนก็เคลื่อนตัว พาพวกเราออกมาจากภูเก็ต ข้ามสะพานสารสิน แล้วขึ้นไฮเวย์หมายเลข 4 ย้อนกลับมาทางพังงา….ถึงตรงนี้ความเร็วของรถเริ่มเพิ่มขึ้นอย่างไม่มีเหตุผล เพราะผมเน้นบิดคันเร่งตามมาร์แชลให้ทัน กว่าจะรู้ตัวว่าโดนหัวลากพาไปให้สัมผัสฟีลลิ่ง “ท็อปสปีด” ที่อ่านเข็มบนหน้าปัดได้ถึง 180 กม./ชม. ผมกับเพื่อนสื่อหลายสำนักก็พารถไต่ เรดไลน์ที่ 8,000 รอบ/นาที กันไปหลายช่วง ….แน่นอนครับ ทางหลวงสายเพชรเกษมจากภูเก็ตมาพังงา เต็มไปด้วยโค้งไฮสปีดที่ออกแบบค่อนข้างดี มีองศาเอียงรับการเลี้ยว ดังนั้นพอเริ่มตั้งใจจับอาการรถผมจึงลองใช้ความเร็วที่หลากหลายในการเข้าโค้ง พร้อมกับลองไล่เกียร์ 1- 6 จนได้คำตอบที่น่าพอใจ

กรุ๊ป B มีเบรคพักช่วงสั้นๆก่อนขึ้นไปขี่ทางโค้งต่อเนื่องบน “เขานางหย่อง” ซึ่งเป็นโลเคชั่นที่เน้นให้สัมผัสสมรรถนะเพื่อดูว่าช่วงล่างและยาง “เอาอยู่” แค่ไหน ซึ่งเราทุกคนผ่านทางช่วงนี้ไปจนถึงจุดพักกลางวันได้อย่างราบรื่น …ถึงตอนนี้ผมรู้แล้วว่า เครื่อง Twins 648 ซีซี. เสื้อลม ให้อัตราเร่งที่ “ดีมาก” แถม “ช่วงเกียร์” ค่อนข้างกว้าง โดยในช่วงเกียร์ 4-6 ยังมีกำลังเหลือให้บิดคันเร่งแซงรถร่วมทางสบายๆ ที่สำคัญบาล๊านซ์ข้อเหวี่ยงของเครื่องยนต์ 2 สูบเรียง ออกแบบมาดีเยี่ยมครับ ตัดอาการสะท้านได้อยู่หมัด ขณะที่สลิปเปอร์คลัทช์ก็ทำให้การบีบคลัทช์เชนจ์ดาวน์เข้าเกียร์ในทุกๆครั้งเป็นไปอย่างง่ายดายมาก จุดถัดมาคือเมนเฟรมแบบเปลคู่ ซึ่ง RE ทำได้ “พอดี” กับกำลังเครื่องยนต์ การคอนโทรล Continental GT650 ให้อาการที่สร้างความมั่นใจสำหรับผม น้ำหนักของรถประมาณ 200 กก. ถือว่าไม่มากไม่น้อยครับ

…ส่วนที่ผมมี “ข้อสังเกต” อยู่บ้างคือ นอกจากต้องปรับตัวกับอาการหมอบขี่ในสไตล์คาเฟ่-เรเซอร์ของ GT ซึ่งนานๆอาจจะเมื่อยแล้วก็มี “ชกมวย” หรือ หน้าไว ตอนที่ความเร็วเกิน 150 กม./ชม. และอาการหลังย้วยนิดๆ รวมทั้งอาการล้อซี่ลวดขอบ 18 นิ้ว รัดยาง Pirelli Phantom Sportcomp เป็นยางที่ฮิตกันในรถสไตล์นี้ แต่ส่วนตัวผมไม่ค่อยชอบเท่าไหร่เพราะรู้สึกว่าลื่นๆนิดในโค้ง อย่างไรก็ตามโช้คหลังของรถ(ทั้งสองรุ่น) สามารถปรับค่าพรีโหลดได้ 5 เลเวล แต่การทดสอบแบบนี้เราขี่ในเซ็ทติ้งจากโรงงานเพื่อให้รู้อาการเดิมๆของรถครับ ซึ่งข้อสังเกตที่ผมพบ ก็สามารถอัพเกรดออพชั่นหรือแก้ไขได้ไม่ยากสำหรับยูซเซอร์เอง เช่นเซ็ทน้ำมันโช้คหน้าใหม่ ปรับพรีโหลดโช้คหลังให้เหมาะกับน้ำหนักคนขี่ หรือจะเบิกโช้คแต่งที่ปรับรีบาวน์ได้ด้วยก็จะจบได้ไม่ยาก

ลุยโค้งต่อกับ Interceptor 650

ช่วงบ่าย ย้ายมาขี่ Interceptor 650 ซึ่งให้การควบคุมที่แตกต่างออกไป นั่นคือด้วยสไตล์รถ แฮนด์แบบยก ทำให้ท่านั่งหลังตรงมากขึ้น นั่งสบายกว่า GT ครับ ส่วนที่ “น่าสนใจ” คือทีมมาร์แชลของ RE ยังคงพาเราไปบนเส้นทางคดโค้ง แม้จะไม่ได้ขึ้นเขาเหมือนช่วงเช้า แต่กว่า 100 กม.ที่เป็นการวิ่งขากลับเข้าภูเก็ตนั้น เต็มไปด้วย “โค้งไม่รับ” ที่ท้าทายตัวคนขี่และสมรรถนะของรถเป็นอย่างมาก เรื่องกำลังเครื่องยนต์ Interceptor 650 เป็นฟีลลิ่งเดียวกันกับตัว GT แม้จะไม่ได้มีเส้นตรงๆให้ซัดกันหมดคันเร่ง แต่ก็รู้ว่าอาการแบบนี้มันวิ่ง 180 ได้สบายแน่นอน สิ่งที่สัมผัสได้จาก Interceptor 650 คือข้อสังเกตของช่วงล่างที่นุ่มนวล และมันค่อนข้างย้วยไปพอสมควรเมื่อเราให้ความเร็วเพิ่มขึ้น เหตุผลน่าจะเป็นเซ็ทติ้งที่ต้องการให้ความรู้สึกขับขี่ในเมืองของรถรุ่นนี้เป็นไปอย่างนุ่มนวลนั่นเอง (เพียงแต่มันนุ่มไป) Interceptor 650 คันที่ผมขี่ยังรู้สึกว่าเบาะนุ่มเกินไปด้วย อ้อ ยังมีอีกจุดเรื่องถังน้ำมันขนาด 12.5 ลิตรที่อาจจะจุน้อยเกินไปบ้างสำหรับ “สายเดินทาง” ถ้าสัก 14-16 ลิตรคงเหมาะ และหากปรับตำแหน่งถังน้ำมัน ให้ต่ำลงอีกนิดน่าจะใช้เทคนิคเข่าหนีบถังได้ง่ายขึ้นครับ

ทั้งนี้ “ช่วงล่าง” อาจจะเป็นจุดเดียวที่ผมมีข้อสังเกตที่”ซีเรียส”ต่อรถทั้งสองรุ่นนี้ นอกนั้นผมว่า Royal Enfield “มาถูกทาง” มากๆแล้วกับ Continental GT650 และ Interceptor 650 โดยเฉพาะจุดเด่นเรื่องเครื่องยนต์ที่ให้ย่านกำลังจัดจ้าน เกียร์ดี คลัทช์ดี แถมยังเก็บอาการสะท้านได้อยู่หมัด และในปีนี้โรงงาน RE ที่ประเทศไทยกำลังเริ่มแล้ว…ตามข้อมูลที่ได้มาเดือน 10 ปีนี้ อาจมี RoyalEnfield ประกอบไทย ลอตแรกส่งมอบให้ลูกค้า…ถือว่าเป็นทิศทางที่ดีสำหรับแฟนๆ RE และดีลเลอร์ในประเทศไทย…

-ราคา Continental GT650 = 221,000 บาท
-ราคา Interceptor 650 = 213,000 บาท
ปล. ราคานี้ เอาส่วนต่างไปเซ็ทอัพช่วงล่างเพิ่มเติมให้เหมาะเหม็ง ลงของแต่งพอคมเข้ม อยากได้เสียงแน่นๆก็เบิกท่ออีกคู่ แค่นี้ก็เพียงพอแล้วสำหรับรถที่เป็นตัวอย่างที่ดีของคำว่า “การพัฒนาผลิตภัณฑ์”
ขอบคุณ : Royal Enfield Thailand
ทีมช่างภาพ : OVERRIDE
ฝ่ายจัดงาน : WEBER CHANDWICK
[envira-gallery id=”1138″]

