7 ประเด็นต้องรู้ Suzuki Burgman 400 ABS
เรื่อง :Hey Joe
ภาพ :Rastafa

จะเรียกว่า การได้ทดลองขี่ Burgman400ABS เป็นหนึ่งที่ในสิ่งที่ผม “รอคอย” แห่งปี 2020 ก็คงไม่ผิดเนื่องจากมันเป็นบิ๊กสกู๊ตเตอร์ที่จัดว่า “น่าสนใจ” มากสุดรุ่นหนึ่งของท้องตลาดตอนนี้ และหลังจาก ไทยซูซูกิ ส่งรถเดโมมาถึงมือ ผมก็เอามันออกไปหวด “เต็มทริป” ตามโจทย์ “ใช้ในเมือง” และ “ออกทริป” ตามแนวทางของเราที่ทำกันอยู่เสมอ จากนั้นผมก็ได้ข้อมูล 7 ประเด็น ซึ่งในหลายจุดเรียกว่า “เซอร์ไพรส์” เลยก็ว่าได้ มาเล่าให้อ่านกัน …เอาล่ะ…ไปดูว่ามีอะไรบ้าง?!!
1.การคอนโทรล กับ “ช่วงรถ”

มองปราดแรก สายตาก็รู้สึกได้เลยว่า รถรุ่นนี้มัน “ยาว” …ข้อมูลก็ย้ำว่าตัวรถมีความยาว 2,235มม. เทียบกับคู่แข่งในคลาสใกล้ๆกันอีก 2 ค่ายก็ยาวกว่าจริงๆ แต่พอขี่แล้วผมบอกได้เลยว่าBurgman400ABSเป็นรถที่แฮนด์ลิ่งดีมากๆ ทรงตัวดี เลี้ยวง่าย คุมง่าย มุดก็ไม่ยากมาก และยังพลิกรถเลี้ยวโค้งแบบไวๆได้อย่างมั่นใจอีกด้วย เบื้องลึกเรื่องนี้อยู่ที่การออกแบบแชสซีส์โครงสร้างที่เน้นให้มี “จุดศูนย์ถ่วงต่ำ” ระยะฐานล้อ1,580 มม.สอดรับด้วยความสูงเบาะ 755 มม. กับตำแหน่งแฮนด์ที่ยกขึ้นมาแบบเต็มฟีลลิ่งคอมมิวเตอร์ ในเรื่องเบาะต้องบอกว่าซูซูกิออกแบบได้ดีมาก เพราะเหลาให้เบาะมีความเรียว ไม่กว้างเทอะทะ(ระยะตอนของเบาะยังปรับได้ 3 ระดับ) คนขี่แล้วลงเท้าถอยรถหรือเดินหน้าได้แทบจะเต็มเท้าเลย น้ำหนักรถ 215กก.เรียกว่าไม่ใช่ปัญหา ….อีกอย่างตำแหน่งวางเท้า 2 สเต็ปที่มีส่วนสโลปเอียงกำลังเหมาะก็ทำได้ดี ขี่ไกลๆไม่มีเมื่อยขา อีกทั้งชิลด์บังลมเดิมๆจากโรงงานก็ตัดลมอยู่ระดับที่พอดีแล้ว ส่วนใครที่อยากใช้ชิลด์บังลมที่สูงกว่านี้ก็มีของศูนย์ให้เบิกมาใช้งานได้ไม่ยาก
2.ระบบเบรก ดิสค์หน้าคู่ ABS

ออพชั่นสั่งหยุดความเร็วของ Burgman400ABSฮือฮามาตั้งแต่ตอนเปิดตัว เนื่องจากมันเป็นบิ๊กสกู๊ตเตอร์ในค่ายมาตรฐาน ที่จัดเต็มระบบเบรกแบบดิสค์หน้าคู่มาเลย ชุดนี้ทำงานร่วมกับดิสค์หลังเดี่ยว พร้อมระบบABS แบบ 2 ชาแนล(จานดิสค์หน้า260มม. ,ดิสค์หลัง 210มม.) จากการเอาไปทดสอบขี่จริงและได้เบรกเต็มๆในหลายสถานการณ์ ตั้งแต่การใช้ในย่านพลุกพล่านของพัทยา หรือการเบรกตอนที่ตั้งใจดูความละเอียดของ ABS ผมพบว่าระบบเบรกของ Burgman400ABSทำงาน “ดีเยี่ยม” และให้ระยะเบรกที่มั่นใจได้เลย! ส่วนยางติดรถDunlop Scooter ยางหน้า 120/70-15 ยางหลัง 150/70-13 (ซึ่งหมายถึงล้อหน้าขอบ 15 นิ้ว และล้อหลังขอบ 13 นิ้ว) ผมให้ “ผ่าน” กับยางชุดนี้คอมปาวน์กลางๆสำหรับใช้งานทั่วๆไปรวมทั้งการขี่ในโค้งที่เอาตัวรอดได้ (ส่วนในทางเปียกยังไม่มีโอกาสลอง)
3.ทีเด็ดอยู่ตรงนี้…ที่ “ช่วงล่าง”

มาถึงสิ่งที่เรียกว่าทำให้ผมต้องร้อง ว้าว!! กับระบบกันสะเทือน ซึ่งซ่อน “ของดี” เอาไว้อย่างแยบยล มันเริ่มจากระยะแรกๆของการทดลองขี่และถ่ายทำคลิป ซึ่งทีมช่างภาพได้ร้องขอให้ผมทำ “สลาลอม” ตรงนี้เองที่ผมรู้สึกชัดเจนว่า นอกจากโช้คของ Burgman400ABS จะนิ่มนวลตั้งแต่แรกแล้ว พอเราโยกรถพลิกไปมาไวๆมันยัง “หนึบ” เหลือเชื่ออีกด้วย ต่อจากนั้นเมื่อการเดินทางผ่านหลายสภาพเส้นทางรวมถึงการตั้งใจไปเล่นโค้งเพื่อเก็บฟีลลิ่งให้ครบ ก็เป็นข้อยืนยันว่าโช้คหน้าเทเลสโคปิกช่วงยุบ 110มม. แกนใหญ่ถึง 41มม.(ใหญ่กว่าคู่แข่งคลาส300) และ โช้คหลังเดี่ยว ซึ่งวางนอน ซ่อนเอาไว้ใต้บอดี้ทำงานร่วมกับแขนกระเดื่อง(โช้คหลังปรับสปริงพรีโหลดได้ถึง 7 ทาง)เป็นหนึ่งใน “ข้อดี” มากๆ ของรถรุ่นนี้…กล่าวคือสำหรับผมมัน “แทบไม่รู้สึกถึงอาการหน้าไว” และเลี้ยวง่าย แถมยังเก็บบัมพ์ได้โดยที่ไม่ส่งแรงสะเทือนมาถึงมือเลย
4.เครื่องยนต์ 399.9 ซีซี….วิ่งเท่าไหร่?

เรื่องใหญ่ที่อยู่ในความสนใจของหลายคนรวมถึงผมด้วย คือพิกัดเครื่องยนต์ 399.9 ซีซี. สูบเดี่ยว แคมฯคู่ หม้อน้ำ ขับสายพาน CVT จะมี อัตราเร่ง- แรงบิด และความเร็วปลายอยู่ระดับ “น่าพอใจ” หรือไม่ …และจุดสำคัญข้อสงสัยที่ว่า เครื่องสูบเดี่ยว ลูกโต 81.0 มม. กับช่วงชัก 77.6มม. แบบนี้ ไม่ได้ใส่ Tracktion Control มาให้มันจะเป็นอย่างไร?? …ผมเริ่มค้นหาคำตอบนี้เมื่อต้องวิ่งทางไกลระหว่างเมือง จากกรุงเทพฯไปพัทยา ซึ่งตอบโจทย์ครบถ้วนแล้วสำหรับการทดสอบใช้งานรถจริงๆ ตลอดทริปนี้ ผมพบว่า “รอบต้น” ของ Burgman400ABS ถูกออกแบบไว้ให้ “ไม่พรวดพราด” เกินไปนัก ซึ่งสอดคล้องกับเหตุผลของการไม่ต้องมี TCนั่นเองครับ คือเปิดคันเร่งแล้วกำลังจะมีอาการหน่วงเล็กน้อยจนกระทั่งรอบทะลุผ่าน 3,000 ไป เพาเวอร์แบนด์ก็เริ่มมา จนถึง 7500 รอบ/นาที ซึ่งเป็นช่วงที่ดีสุดของรถรุ่นนี้ ส่วนความเร็วปลาย ผมกดคันเร่งจนรอบไต่เข้า Redline ที่ 8500 รอบ/นาที ได้ท็อปสปีดประมาณ 142 กม./ชม. …ถือว่าเป็นความเร็วท็อปสปีดที่ต่ำกว่าคาดไว้เล็กน้อย…แต่คงไม่ใช่เรื่องใหญ่เพราะความเร็วเท่าที่ได้ก็เอาไปเดินทางไกลสบายๆแล้ว
5.อัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิง เท่าไหร่?

ผมและทีมได้ทำประเด็นนี้สำหรับรถ “ทุกรุ่น” ที่เรานำมาฟูลรีวิว และกับ Burgman400ABS ผมเองไม่ได้คาดหวังอัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงที่ประหยัดสุดๆอะไรแบบนั้น เพราะคาแรคเตอร์ของเครื่องยนต์ที่มี อีกทั้งน้ำหนักตัวถึง 215 กก. ทริปนี้ผมหวดเต็มมือ สตาร์ทจาก กทม.ผ่านจังหวัดสมุทรปราการแล้วเข้าไปหาอัตราสิ้นเปลืองที่ชลบุรี บนระยะทางสะสมที่พอเหมาะแล้ว ปรากฏว่าผมได้อัตราสิ้นเปลืองที่ 26.6 กม.ลิตร ถือว่าเป็นไปตามสมควรเพราะลักษณะการขับขี่ที่วิ่งทางไกลด้วยความเร็วปริ่มๆ120 กม./ชม.(บางช่วงก็มีหมดปลอก) ก็น่าจะกินน้ำมันราวๆนี้แหละ ทั้งนี้ใครขี่ใช้งานในเมืองและไม่เฆี่ยนบ่อยๆก็อาจจะได้ตัวเลขประหยัดกว่าครับ
6.โฉมสไตล์ Suzuki และฟังก์ชั่นเพื่อการใช้งาน

ประกอบญี่ปุ่นทั้งคัน นั่นคือข้อเท็จจริงที่ทำให้ Burgman400ABS ผ่านสายตาแว๊บเดียวก็เก็ทเลยว่านี่แหละงานสไตล์ซูซูกิจ๋าๆเลย ผมว่ามันดู “สปอร์ต” และผสมผสานอารมณ์รถคอมมิวเตอร์ไว้ได้อย่างกลมกลืน ชุดไฟหน้า ตาคู่ ใช้หลอด LED พร้อมโคมมัลติรีเฟลคเตอร์ ลองใช้งานช่วงขากลับกลางคืนก็พบว่าสว่างชัดดีมาก ไฟท้ายก็เป็น LED สวยงามและเป็นเอกลักษณ์ ฟังก์ชั่นที่เด่นๆคือ ช่องเก็บของใต้เบาะขนาด 42 ลิตร ใส่หมวกกันน็อคเต็มใบกับหมวกเล็กครึ่งใบได้ ส่วนตรงคอนโซลฝั่งขวามีช่องจ่ายไฟ9โวลต์เป็นแบบที่เสียบจุดบุหรี่ ..ที่ใช้งานได้ดีอีกจุดคือ “เบรกมือ” ซึ่งมีประโยชน์มากๆทีเดียวกับรถที่น้ำหนักไม่น้อยแบบนี้เวลาต้องจอดทางลาดเอียง

เรือนไมล์หน้าปัดมาแบบคู่ ใช้เข็มและดิจิตอลผสมกัน ก็คุ้นเคยดีกับรถแนวนี้ มาตรฝั่งซ้ายบอกความเร็ว ฝั่งขวาบอกวัดรอบ ตรงกลางก็เป็นข้อมูลแบบดิจิตอลซึ่ง มีทั้ง สเกลน้ำมัน เวลา เซ็ททริป A-B ระยะทางรวม มีบอกอุณหภูมิด้วย การเซ็ทยังใช้ปุ่ม Control เล็กๆใกล้หน้าปัด (จุดนี้ผมมีข้อสังเกตว่าถ้าออกแบบปุ่มControl ไว้ที่แฮนด์ฝั่งใดฝั่งหนึ่งจะใช้สะดวกมาก)

7.ราคา 214,000 บาท กับบทสรุปและ “ข้อสังเกต”

อย่างไรตามผมมี “ข้อสังเกต” สำหรับ Burgman400ABS ตามมุมมองของผมอยู่ 2-3 ข้อ อย่างแรกคือพวกช่องเก็บของตรงคอนโซลน่าจะเลือกวัสดุดูแน่นหนาและออกแบบให้ล็อคปิดได้เวลาหักคอจอดแล้วล็อค จุดต่อมาคือ “ระบบกุญแจ” ที่ยังเป็นดอกกุญแจมาทั้งที่คู่แข่งแทบทุกค่ายระดับเดียวกันเขาใช้ “สมาร์ทคีย์” ไปกันหมดแล้ว…อีกจุดคือพื้นที่ใต้เบาะที่เอาจริงๆก็เล็กไปหน่อยสำหรับคลาสนี้
ขณะที่ “ภาพรวม” ของรถรุ่นนี้ในมุมมองผม มันได้คะแนนสูงมากในเรื่องเบรกและช่วงล่างที่ต้องยอมรับว่าดีเยี่ยม แฮนด์ลิ่งก็ทำได้ดีขี่ทางไกลสบายเกินคาด ในส่วนอื่นๆก็เต็มไปด้วย “ตัวตน” ที่ชัดเจนของ “ซูซูกิ สกู๊ตเตอร์” ที่ไม่เหมือนใคร และเชื่อว่าน่าจะถูกใจแฟนๆของซูซูกิที่ค่อนข้างจะเหนียวแน่น …ค่าตัว 214,000 บาท เทียบกับสิ่งที่ให้มา สำหรับคนที่เลือกรถมาใช้งานจริงๆ มากกว่าที่จะเอามา “คุย” กัน…นี่คือตัวเลือกที่ห้ามมองข้ามครับ!!

