รีวิว CT125 ได้เวลาผจญภัยTime To Trail
เรื่อง : Hey Joe ภาพ : RastaSnap

ฝนเม็ดใหญ่ สาดเป็นม่านสีขาวพลิ้วไปตามแรงลม…ภูเขาที่เห็นใกล้ตา ก็กลายเป็นเลือนลางออกไปเนื่องเพราะฝนที่เข้ามาจากทุกทิศ… ในทางที่มีแต่ป่าล้อมรอบ…ผมบิดคันเร่งรถคันสีแดงเดินหน้า บนเส้นทาง “เทรล” เต็มไปด้วยดินเละๆและก้อนหินพลิกร่วง ลุยฝนและข้ามลำธารเล็กๆ 2 รอบ …ใต้หมวกกันน็อคที่เปียกชื้นได้กลิ่นสายฝน กลิ่นหอมของดิน และหอมต้นไม้กลางผืนป่า “ตะนาวศรี” สุดชายแดนตะวันตก อ.สวนผึ้ง …แน่นอนผมเลือกพา CT125 มาที่นี่ เพราะมันเหมาะสมด้วย “ระยะทาง” และ “สภาพทาง” ตอบโจทย์สำหรับการค้นหา “ตัวตน” ของ leisure bike ที่ Honda ปล่อยลงสู่ตลาดและกำลังไปได้สวยมากๆ…และนี่คือทั้งหมดที่ผมค้นพบจาก Honda CT125!!

เครื่อง 125 ซีซี. 4 เกียร์วน..วิ่งเท่าไหร่…??

คำว่า วิ่งเท่าไหร่? แทบจะเป็นคำถามแรกที่หลายคนถามถึง เมื่อมีการเปิดตัวรถรุ่นใหม่สักรุ่น สำหรับรถHonda CT125 ก็หนีไม่พ้น ช่วงแรกของทริปนี้ผมเลยตั้งใจเอามันไปวิ่ง “เดินทาง” ช่วง “ออนโรด” จนถึง อ.สวนผึ้ง ก็ได้คำตอบว่า ด้วยเครื่องยนต์ 125 ซีซี. กับ อัตราทดที่ลงสเตอร์ไว้ 14 -39 มันให้การเดินทางแบบ “นั่งขี่” ยาวๆได้ความเร็ว 90 กม./ชม. สบายๆครับ แต่ผมลองหมอบเล่นๆเพื่อดูความเร็ว “สุด”” ปรากฏว่าได้ตัวเลข 107 กม./ชม. ส่วนเรื่องเกียร์ วน 4 ระดับ “ความชิด” ของเกียร์ เป็นแบบ 1 – 2 ค่อนชิดมาก ส่วน 3-4 ขยับออกมาเล็กน้อย เรื่องนี้เดี๋ยวขยายความต่อในช่วงลุยเทรลครับ

ลุยวิบากได้จริงมั้ย??


การนำ CT125 มาขี่ในทริปนี้ผมเลือกปลายทางที่ อ.สวนผึ้ง สู่ “พุระกำ” ดินแดนแห่งขุนเขาตะนาวศรี ซึ่งมีทางแบบ “เทรล” ให้เข้ามาสัมผัสธรรมชาติ เส้นทางนี้ไม่โหดถึงขนาดเอ็นดูโร่ครับ แต่เป็นทางในป่าที่ลื่นด้วยหล่มโคลน หลุมบ่อและมีหินน้อยใหญ่มากมายตลอดทาง รวมถึงมีช่วงที่ต้องขี่ข้ามลำธารน้ำค่อนข้างแรงและมีหินก้อนๆอยู่ที่พื้น ซึ่งในจุดนี้เองCT125 ทำงานของมันได้อย่างเต็มที่ สเตอร์หลัง 39 ฟัน ช่วยให้รถมีกำลังรอบต้น พาผมผ่านสภาพทางเหล่านี้มาได้โดยไม่กินแรงมากนัก ส่วนที่ต้องพูดถึงอีกจุดคือ ยาง IRC ไซส์80/90-17 (เท่ากัน) ที่ติดรถมา ให้ประสิทธิภาพเกาะถนนได้น่าทึ่งพอสมควรครับ เนื่องจากผมเจอฝนตั้งแต่ช่วงที่ทางลาดยาง และในช่วงเทรลมีลุยฝนต่อ ยางนี้ก็พาไปได้จนจบทริปโดยไม่มีอุบัติเหตุ

มิติการควบคุมเป็นอย่างไร?

สไตล์ของรถ leisure bike มันมีความ “เปลือย” ทั้งร่าง ช่วงการขับขี่เดินทางนั้น เลี่ยงไม่พ้นการปะทะลมเต็มๆครับ บอกเลยว่าสายขี่เที่ยว ถ้าเอามันมาเดินทางไกล(ซึ่งไม่ใช่แนวของ CT125) ถ้าอึดๆคงไหว แต่ถ้าไม่ฟิต เจอแรงปะทะก็เหนื่อยทีเดียว และวันที่ผมเดินทางก็อยู่ในช่วงมรสุม ฝนตกก็รับความเลอะจากถนนไปเต็มๆเช่นกัน แต่เรื่องนี้ถ้าสายลุยไม่ใช่ปัญหาครับ ส่วนเรื่องการ “คอนโทรล” ผมอยากบอกว่า การเลือกใช้ชุดแฮนด์เทเปอร์ที่ยกสูงขึ้นมา กับความสูงเบาะ 800 มม. เป็นสูตรที่ลงตัวทีเดียว เพราะท่านั่งกระชับดี ขี่ยาวๆช่วงเดินทางไม่ค่อยเมื่อยครับ ส่วนช่วงในการลุยเทรล มิติของ CT125 เหมาะมือมากเพราะรถเบา ผมสามารถดึงรถคุมอาการได้ง่าย เรื่องการควบคุมในทางออฟโรดCT125 ได้เปรียบรถบิ๊กไบค์สาย ADV บางรุ่นซะอีก

ช่วงล่างเดิมๆผ่าน!!??

เทียบกับความรู้สึกที่ผมใช้ C125ของตัวเอง ช่วงล่างของ CT125 นั้นมีอาการนุ่มกระชับมากกว่าพอสมควร คู่โช้คหน้าช่วงยุบ 100 มม. กับคู่โช้คหลัง ช่วงยุบ 70 มม. ทำงานได้ดีในการขี่เรื่อยๆช่วงออนโรดเดินทาง มันให้ความรู้สึกนุ่มอย่างก็ตามมีบางจังหวะที่เพลินกับความเร็วช่วงปลายแล้วเลี้ยวโค้งเจอความไม่สม่ำเสมอของถนนในโค้ง รถมีอาการ “โยน” ให้รู้สึกได้ครับ ส่วนการขี่ช่วงทางดิน ด้วยน้ำหนักตัวผมที่ 65 กก. กับสัมภาระอีกเล็กน้อย ผมว่าระบบกันสะเทือนเดิมๆชุดนี้ “เอาอยู่” แล้ว …แต่ถ้าคนที่บรรทุกสัมภาระเยอะ น้ำหนักคนขี่เยอะ อาจจะต้องเซ็ทอัพโช้คให้แข็งขึ้นกว่านี้ครับ…

เบรก ABS

ออพชั่นที่สำคัญอย่างหนึ่งของ CT125 คือมันมีระบบเบรก ABS ที่ดิสค์หน้า และให้ดิสค์หลังมาด้วย ชุดนี้ในทางเทรลอาจไม่ได้ใช้มากนัก แต่ในทางออนโรดช่วงออกจากเมือง ผมได้ใช้ประโยชน์จากระบบABS ตลอด เนื่องจากจังหวะการจราจรนั้นเดายาก อยู่ๆคันหน้าก็เบรกใส่… รถเล็กๆแบบนี้หากล้อล็อคตอนเบรก มันพับลงง่ายๆเลย การที่มี ABSมาให้และพบว่าทำงานได้ตามมาตรฐาน ช่วยให้ปลอดภัยขึ้นอีกมากเลย….

บทสรุป
CT125คันที่ผมเอามาขี่รีวิวครั้งนี้ เป็น “รุ่นสแตนดาร์ด” ที่มีจำหน่ายในวิงเซนเตอร์ทั่วไปครับ สิ่งที่ค้นพบในตัวมันยังมีเรื่องอัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงจากถังเชื้อเพลิงที่ให้ความจุถึง 5.4 ลิตร ซึ่งผมซัดหมดปลอกแทบตลอดทางออนโรด และไปใช้รอบเครื่องเค้นผ่านทางเทรลอีกหลายช่วงแล้วออกมาได้ระยะทาง 145 กม. วัดค่าอัตราสิ้นเปลืองได้อยู่ที่ 44 กม./ลิตร (ฮอนด้าเคลมมาที่ 66 กม./ลิตร) นอกจากนี้ยังมีหน้าปัดดิจิตอลซึ่งให้ฟังก์ชั่นอย่างการเซ็ททริปA-B ทำให้ดูระยะทางแต่ละจุดค่อนข้างสะดวก…มีข้อสังเกตเล็กน้อยถึงเลขบอกเกียร์ที่ไม่ได้ให้มา…สุดท้ายคืองานประกอบทั้งคันที่ผมว่าทำได้ดี แน่นหนา ขี่ความเร็วปลายเค้นรอบก็ไม่มีอาการกระพือแรคท้ายก็ใหญ่ ออกแบบให้มีขอเกี่ยวใช้แพ็คสัมภาระได้เหมาะเจาะมากครับ….ค่าตัว 84,900 ถือว่าไม่แพงเลยนะ…ยิ่งถ้าคุณเข้าเส้นทางเทรลบ่อยๆ…คุ้มครับ!!


