…หลังจากการได้ลอง “2 โมเดลใหม่” ประกอบไทยของ BMW Motorrad อย่าง F900 XR และ F900R ครั้งแรกจากกิจกรรมที่ BMW Motorrad จัดขึ้นที่ระยอง …กลับมาถึงกทม.ผมก็ติดใจไม่หาย เพราะรถให้อาการที่ดีแล้วยังมีระบบอิเล็กทรอนิกส์เต็มคัน เลยย้อนกลับไปหยิบตัวที่หมายตาอย่าง F900 XR (เวอร์ชั่น Exclusive) มาหวดแบบ “เต็มทริป” เพื่อทำ Full Review มาฝากแฟนๆ และนี่คือ 5 ประเด็นต้องรู้เกี่ยวกับ F900XR …เอาล่ะตามมาเลย!!

1. สูงขนาดนี้ ขี่ได้มั้ย!?
ประเด็นแรกเปิดมาก็ว่ากันด้วยเรื่อง “มิติ” เพราะ F900XR เป็นสายทัวร์ริ่ง “ยกสูง” ท่านั่งแบบ Up Right กับแฮนด์บาร์กว้าง ความสูงเบาะเดิมๆมาที่ 825 มม. (สามารถเลือกออพชั่นเบาะแบบ Low Seat 775 มม. หรือ Extra High 860 มม.ได้) ขณะที่น้ำหนักรถอยู่ 219 กก.พร้อมน้ำมันเต็มถัง เทียบความสูงของผมแล้ว ขี่ได้มั้ย…ขี่ได้ครับ แต่มันต้อง “เขย่ง” พอสมควร หากคร่อมรถอยู่แล้วจะ เดินหน้า-ถอยหลัง ส่วนการขับขี่ผ่านสภาพการเดินทางต่างๆ บอกเลยว่าสบาย เพราะแม้จะหนัก 219 กก. แต่รถมีบาลานซ์ดีเยี่ยม การออกแบบบอดี้ของ BMW ทำให้คนรูปร่างไม่ใหญ่ก็สามารถใช้เทคนิค “เข่าหนีบถัง” กับคันนี้ได้เหมาะเจาะ เป็นข้อสรุปว่า F900XR เป็นรถที่ให้มิติการควบคุมดีมากครับ ทั้งทางตรงและการเลี้ยวโค้ง มีความกระชับและจัดว่าขี่ง่าย! อ้อ…ขาตั้งคู่ที่ให้มาก็ใช้ง่ายครับ ดึงนึดเดียวก็ตั้งรถง่ายๆ อย่างไรก็ตามหากใช้งานคันนี้ในเมืองที่ต้องมุดรถติด ผมว่าคนที่ร่างเล็กๆก็อาจจะลำบากนิดนึงนะ…

2.เครื่องยนต์ใหม่ 895 ซีซี. วิ่งเท่าไหร่??
ประเด็นที่ 2 จัดว่าสำคัญและผมเองก็ “อยากรู้” เพราะรถรุ่นนี้พัฒนาเครื่องยนต์จากตัวเดิมขึ้นมาเป็น 895 ซีซี. บนแพลทฟอร์ม 2 สูบเรียง หม้อน้ำ เกียร์ 6 สปีด (มีตัว Gear Ship Assistance Pro หรือ ควิคชิฟเตอร์มาให้ด้วย) สตาร์ทเครื่องรถร่นนี้เป็น Key Less ต้องสั่ง On ด้วยปุ่มแบบพุชสวิทช์ จากนั้นจึงบีบสวิทช์สตาร์ทเครื่องยนต์ขึ้นมา คาแรคเตอร์เท่าที่สัมผัส ได้ย่านกำลัง ต้น-กลาง ที่ติดมือดีมากๆครับ รอบเครื่องที่ดีสุด เริ่มจาก 5,000 – 7,000 รอบ
(แรงม้าสูงสุด 99ตัว) ช่วงเกียร์ จัดว่า “กว้างมาก” โดยเฉพาะเกียร์ 3-4-5 ส่วนในเกียร์ 6 ผมทำความเร็วปลาย(ในโหมด Rain)ได้ 194 กม./ชม. แบบยังเหลือคันเร่ง ทั้งนี้เรื่องความเร็วปลายผมมองว่าสำคัญมากกับรถแบบทัวร์ริ่ง เพราะมันตอบโจทย์ “การทำเวลา” ในช่วงเดินทางไกล จากหนึ่งจุด ไปอีกจุด ของนักขับขี่ได้ดีนั่นเอง ส่วนแรงบิดและอัตราเร่งที่ให้มา ก็มีส่วนจะช่วยให้รถยังคงไปได้ดีในขณะที่นักเดินทางต้องบรรทุกสัมภาระไปด้วย น้ำหนักรถรวมบรรทุกก็อยู่ที่ 438 กิโลกรัมครับ โดนใจสายแบกพอสมควร

3.เบรกและช่วงล่าง เป็นอย่างไร??
ทีเด็ดอีกอย่างของ F900XR ถือว่าอยู่ที่ออพชั่นเพื่อความปลอดภัยกับ “ระบบช่วงล่าง” ที่ใช้โช้คหน้าอัพไซด์ดาวน์ ขนาดแกน 43 มม. โช้คหลังเดี่ยวที่มีระบบ Dynamic ESA หรือการปรับค่าช่วงล่างด้วยไฟฟ้า …ทริปนี้ผมยังคงเลือกขี่ด้วยค่าเซ็ทติ้งเดิมๆจากโรงงานตามโหมด เพื่อดูอาการพื้นฐานของช่วงล่างเดิมนุ่มนวลและหนึบดี อาการบั๊มหลุมและฟีลลิ่งโค้งถือว่ายอดเยี่ยมมาก ส่วนเบรก ABS 2 ชาแนล จาก Brembo มีออพชั่นพิเศษใส่ไข่อยู่ที่ ABS PRO ซึ่งเป็นเอกสิทธิ์ของ BMW แน่นอน F900XR เบรกได้อย่างยอดเยี่ยมด้วย DBC ไดนามิคเบรคคอนโทรล ที่ตัวรถใช้เซนเซอร์ความเร็วและสภาพการขับขี่ตอนนั้นมาคำนวณหาน้ำหนักเบรกที่เหมาะสมให้เราหยุดรถได้ดีกว่า แถมด้วย MSR ที่จะช่วยตัดกำลังเครื่องยนต์ให้เราสู้กับแรงเฉื่อยเพียงอย่างเดียว…จุดนี้ก็จัดว่าเด็ดฮะ ส่วนล้อขอบ 17 และยางที่ให้มาเป็นบริดสโตน แบทแลคแนว “ออนโรด” ขี่ทางดำเป็นหลัก ถือว่าเกาะถนนได้ตามมาตรฐานรถระดับนี้ครับ

4. ออพชั่นล้ำๆ กับ 3 Riding Mode
คำว่า Dynamic ที่เคียงคู่กันมาอย่างมีนัยยะสำคัญนี่แหละคือ “การพัฒนาผลิตภัณฑ์”ที่ BMW ได้วางแนวรุกเอาไว้และนำมาใช้กับรถรุ่นใหม่ๆของพวกเขาอย่างต่อเนื่อง ออพชั่นไฮเทค บอกเลยว่ามาทั่วคันเยอะจัด แต่ผมจะแนะนำตัวหลักๆที่เข้าใจได้ง่ายๆครับ เริ่มจาก อแดปทีฟ เฮดไลต์ ที่รถจะปรับไฟหน้าไปตามทิศทางการเลี้ยว ซึ่งจะเห็นชัดตอนกลางคืน และหัวใจหลักของการขับขี่ที่มีโหมด 3 ตัว Rain ,Road และ Dynamic ซึ่งแต่ละโหมดมีคาแรคเตอร์ต่างกันไป (ที่จริงยังมี Dynamic Pro ที่ต้องปลั๊กอินเข้ามา) สิ่งที่สำคัญมากๆคือในโหมด Rain นั้น จัดว่า ขี่ง่าย สบาย สมูทที่สุดเลยครับ การตอบสนองคันเร่งไฟฟ้า Ride By Wire กับเซ็ทตั้งที่ให้มา มีความพอดีพอเหมาะนะผมว่า ส่วนเมื่อเริ่มเปลี่ยนไปโหมด Road ก็จะพบว่า รถมีการแมพให้แรงขึ้นอีกระดับ แค่เปิดคันเร่งก็รู้สึกแล้วครับ ส่วน Dynamic ฟีลลิ่งดุๆสปอร์ตเน้นๆ ซึ่งแต่ละโหมดค่าเซ็ทติ้งของ DCT ESA หรือ DBC ก็จะลดสัดส่วนลงตามสไตล์ครับ


-ยังมี จอ TFT ที่คอนเนคกับมือถือผ่านแอพ BMW Connectd และพอเชื่อมต่อแล้วเราสามารถเข้าไปดูค่าต่างๆที่เราขับขี่แล้วตัวรถบันทึกเอาไว้ให้ เช่นใช้เบรกมากไปมั้ย เบรกหนักมั้ย คันเร่งหนักไปรเปล่า ตรงนี้จัดว่าสุดยอดครับ มันเหมือน BMW ออกแบบ F900XR มาช่วยพัฒนาการขับขี่ของตัวเราได้ขึ้นตลอดเวลา ทั้งนี้ จอ TFTยังเลือกโหมดหน้าจอได้ ซึ่งผมลองเลือก “สปอร์ต” ที่มีการวัดองศาเลี้ยวให้ เอาไว้ฝึกฝนได้ด้วยครับ

5.ข้อสังเกตล่ะ มีมั้ย??
หลังจากขี่ไปเต็มๆถึง 2 ทริป ผมมีข้อสังเกตเกี่ยวกับรถคันนี้อยู่เล็กน้อย อย่างแรก “ไฟท้าย” ที่ดูมินิมอลไป น่าจะออกแบบได้สวยกว่านี้ครับ ถัดมาคือ ชิลด์หน้าที่มีก้านสวิทช์ยกระดับชิลด์ 2ระดับ แบบแมนวล อันนี้ถ้าทำมาแบบปรับไฟฟ้าจะ “เหมาะ” กับรถคันนี้ที่ค่อนข้างไฮเทคมากกว่า ถัดมาก็เป็นเรื่องของการปรับโช้คแบบไฟฟ้า ESA ที่เป็นการปรับแบบ “พรีเซ็ท” เลือกแบบ Rain หรือ Road หรือ Dynamic ถ้าออกแบบให้ปรับได้ละเอียดเป็นสเต็ปก็คงลงตัวที่สุดครับ สุดท้ายคือเรื่องความร้อนเครื่องยนต์ที่ส่งมาถึงผู้ขับขี่ ผมรู้สึกว่าในโหมดอื่นที่ไม่ใช่ Rain ความร้อนมาไวและรู้สึกได้ชัดเลย


… สุดท้ายแล้วด้วยราคาค่าตัวของ F900XR รุ่นเอ๊กซ์คลูซีฟ ซึ่งเป็นตัวท็อป 539,000 บาท ถามว่าเหมาะกับใคร…ก็เหมาะกับคนที่ชอบการขับขี่ท่องเที่ยวเดินทางไกลเน้นๆเลย เพราะตัวรถมีออพชั่นชุดกล่องสำหรับเดินทางให้ซื้อเพิ่ม …คุ้มค่า ซื้อมั้ย!? ส่วนตัวผมบอกตรงๆว่าคุ้มค่าสเปคจัดเต็ม….ชอบครับ ซื้อ!!!..ว่าแต่ใครจะพอมี 5 แสนให้ยืมบ้างเนี่ย…..

