5 เหตุผล ที่ BMW R1200G/S ยังคง “น่าเล่น” เสมอ!!


แม้โมเดลนี้จะครองตลาดมาตั้งแต่ปี ค.ศ.2004 ได้รับการไมเนอร์เชนจ์และออกรุ่นย่อยมาเรื่อย จนกระทั่งถึงคราวต้องเปลี่ยน “All-New” เป็นเวอร์ชั่น 2019  R1250GS ภายในปีนี้ .. แต่ดูเหมือนว่าคุณค่าของ R1200 G/S โมเดลก่อนหน้าจะไม่ได้แผ่วลงไปเลย ที่จริงมันยังคงเจ๋งและมีดีมากพอในการรักษาตำแหน่งทัวร์ริ่งแอดเวนเจอร์อันดับหนึ่งในใจสายเดินทางได้เสมอ.. ดังนั้นลองมาดูกันอีกทีว่าทำไม BMW R1200G/S ถึงยังคงน่าเล่น…และเล่นได้อยู่เสมอ!!

1.เครื่องยนต์ Boxer Twin พัฒนามาไกล!
ซิกเนเจอร์ของค่ายใบพัดสีฟ้า คือ เครื่องยนต์บ๊อกเซอร์ ซึ่งใน R1200G/S(เวอร์ชั่นก่อนตัวใหม่2019) มีปริมาตร 1,170 ซีซี. 2 ลูกสูบ 4 วาล์ว พละกำลังสูงสุด 125 แรงม้าที่ 7,700 รอบ/นาที …ตัวเลขแรงบิดสูงสุด 125 นิวตันเมตร ที่ 6,500 รอบ ความเร็วสูงสุดที่เคยทดสอบกันก็อยู่ราวๆ 220 กม./ชม. ที่สำคัญมันเครื่องยนต์ของ R1200G/S รุ่นที่พัฒนามาจน “ลงตัว” แล้วกับการวางตำแหน่งเครื่องยนต์ให้แมตช์กับเมนเฟรมจนได้บาลานซ์ที่ดีสุดของรถ  ทำให้การขับขี่นั้นเต็มไปด้วยเสถียรภาพและความมั่นใจยามต้องการเดินทางไกล 

 

2.ช่วงล่าง “เทพ”อยู่แล้ว
สิ่งที่โดดเด่นจนทำให้ใครหลายๆคนต้องเหลียวหลัง คือระบบช่วงล่าง Telelever ด้านหน้า ช่วยบาลานซ์และซับแรงกระแทกได้อย่างมีเสถียรภาพ พร้อมระบบโช้คอัพไฟฟ้า “Dynamic ESA” ทำงานร่วมกันกับ G-sensor 6 แกน คำนวนองศาการเอียง ลักษณะพื้นผิว และน้ำหนักการเบรค ส่งผลให้การควบคุมรถเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ(มาก) เรียกว่าแทบจะเป็น A.I. ที่คิดคำนวนการใช้งานอุปกรณ์ต่างๆให้หมดแล้ว เหลือเพียงแค่คุณเลือกโหมดการขับขี่ให้ถูกต้องและออกแอคชั่นเท่านั้น!
3.ระบบช่วยเหลือการขับขี่ เพียบ!!
นอกจากช่วงลางไฟฟ้า Dynamic ESA ที่กล่าวไปข้างต้นแล้ว เจ้า R1200G/S ยังหนาแน่นไปด้วยเทคโนโลยีที่จะช่วยเหลือการขับขี่อย่างดีเยี่ยม ไม่ว่าจะเป็น “Dynamic Traction Control” ที่จะปรับสมดุลการหมุนของล้อให้เข้ากับการขับขี่แต่ละโหมดโดยอัตโนมัติ(เลือกเปิด-ปิดได้), “ABS Pro” เพิ่มความปลอดภัยขณะการเบรคยามเข้าโค้งได้มากขึ้น ไม่พลิกจนเสียอาการ, “Cruise Control” ควบคุมความเร็วไว้ให้คงที่โดยที่ไม่ต้องกดคันเร่งค้างไว้, “Tyre Pressure Control” วัดความดันลมยางว่าอยู่ในสภาพที่เหมาะสมต่อการขัยขี่หรือไม่, “Heated Grips” ให้ความร้อนบริเวณมือยามขับขี่ในสภาพอากาศหนาวเย็น บอกลาปัญหานิ้วชาหน้าหนาวตลอดไป และโหมดการขับขี่ 2 โหมดบนโมเดลพื้นฐาน Road, Rain ที่มาพร้อมกับ Automatic Stability Control ในทุกๆโหมด 4.หลากหลายออพชั่นเพิ่มเติม “เลือกได้” ตามใจ
ทุกเวอร์ชั่นเปิดโอกาสให้คุณสามารถเลือกปรับออพชั่นต่างๆตามการใช้งานได้ดั่งใจก่อนออกจากศูนย์ ไม่ว่าจะเป็นมิติความสูงของรถ ช่วงล่าง การปลดล็อคโหมดการขับขี่เพิ่มขึ้นทั้ง “Dynamic Pro” และ “Enduro Pro” ที่จะทำให้ปรับแต่งเซ็ทติ้งของรถได้ละเอียดหลากหลายมากขึ้น หรือจะเป็นชนิดของยางเริ่มต้นจากโรงงานว่าอยากได้ยางแบบ Enduro หรือยางถนนปกติ พร้อมอุปกรณ์เสริมหลากหลายชนิดให้พร้อมตกแต่งติดตั้งชนิดเสร็จเรียบร้อยจากโรงงาน พร้อมถังน้ำมันความจุ 20 ลิตร ที่ยิงยาวๆได้ค่อนประเทศ

5.เทคโนโลยีสุดล้ำ
ในโมเดลล่าสุดตั้งแต่ปี 2017 ขึ้นมา จะได้ออพชั่นหน้าจอแดชบอร์ด TFT High Resolution ที่สามารถควบคุมและตั้งค่าต่างๆได้อย่างง่ายดายจากปุ่มกดบริเวณแฮนเดิลบาร์ แถมยังสามารถเชื่อมต่อกับโทรศัพท์มือถือได้ ออพชั่นเสริมอย่าง ระบบกุญแจ Keyless, ระบบ Emergency call ที่รถจะส่งสัญญาณขอความช่วยเหลือเมื่อเกิดอุบัติเหตุไม่คาดฝัน แน่นอนว่าตัวรถยังแยกออกด้วยว่ามันเป็นอุบัติเหตุรุ่นแรง หรือแค่ล้มแปะอ่อนๆ, Onboard Computer Pro, “Quick shifter” เปลี่ยนเกียร์โดยไม่ต้องกำคลัทช์ ในโมเดล R1200G/S Adventure สนนราคาค่าตัว “เริ่มต้น”  BMW R1200G/S อยู่ที่ 975,000 บาท และ BMW R1200G/S Adventure 1,075,000 บาทซึ่งจะได้รับออพชั่นและอุปกรณ์ตกแต่งให้เหมาะกับการลุยถนน Off-Road ได้มากขึ้นอย่างที่รู้กัน …ทั้งนี้ด้วยรูปร่างหน้าตาอันโดดเด่น มิติรถบึกบึน ขี่ง่าย+ความปลอดภัยสูงเป็นเอกลักษณ์เฉพาะของ BMW แล้ว ผนวกเข้ากับออพชั่นที่ขนมาแน่นๆขนาดนี้ จึงทำให้ BMW R1200G/S ทุกเวอร์ชั่น (โดยเฉพาะตัว 2017-2018) ยังน่าเป็นเจ้าของอยู่เสมอนั่นเอง…ถึงจะมีรุ่นใหม่มาแล้วก็เถอะ!!