“Indian Chief Bobber Dark Horse” โมเดิร์นล้วนๆ ในคราบอเมริกันครุยเซอร์สุดเก๋า..

เรื่อง : กัน1000R ภาพ : แทน ธรรมชาติ…

ไปดูหลายประเด็นที่คุณควรรู้เกี่ยวกับครุยเซอร์เมดอินอเมริกัน.. “Indian Chief Bob-ber Dark Horse” .. กับการลองขี่ไป-กลับแลนด์มาร์กสำคัญของจันทบุรี ได้สัมผัสตัวตนของรถอย่างแท้จริง ..บอกเลยว่านอกจากความเก๋าแล้วฟีเจอร์ “แจ่ม” สุดๆแบบที่ว่า “คุณต้องเปลี่ยนความคิดกับรถสไตล์นี้ใหม่” เสียที!

1. เครื่อง “Thunder Stroke 116”
หลายคนที่เป็นแฟนอเมริกันครุยเซอร์ย่อมรู้ดีว่าเสียงเครื่องยนต์ 2 สูบ V-Twin ลูกโตมันเร้าใจเพียงใด Indian Chief Bobber Dark Horse คันนี้ก็เช่นกัน แต่ที่ชื่นชอบจริงๆต้องยกให้ฟังก์ชั่น “หยุดการทำงานของสูบหลัง” เมื่อไม่มีการใช้งานคันเร่ง เช่น การจอดในช่วงการจราจรติดขัด.. นอกจากช่วยเหลือเรื่องการระบายความร้อนได้อย่างมากแล้วยังประหยัดน้ำมันมากขึ้น ลดความร้อนที่ระเหยขึ้นมาโดนช่วงขาอีกต่อ

ส่วนเรื่องพละกำลังนั้นฟาดๆไป 162 Nm ตั้งแต่ 2,900 รอบ.. พูดง่ายๆคือ แค่บิดก็มาเต็มทันที โดยเฉพาะหากปรับโหมดคันเร่งไปที่ Sport “พร้อมบินเสมอ” จาก 3 โหมด Stan-dard และ Tour ที่มีการตัดกำลังลดหลั่นตามกันมา ..ถ้าเป็นการใช้งานที่กำลังดีนั้นต้องเป็น Standard จะเหมาะสมที่สุด.. ไม่กระชากเกินไป ไม่ปวกเปียกจนต้องเปิดคันเร่งเยอะเกินไป..

2. ทรง Bobber เท่จัด
ตามชื่อรุ่น Chief ‘Bobber’ Dark Horse เพราะมีการปรับแต่งอะไหล่พื้นฐานมาให้ตอบรับกับทรง Dragster ขวัญใจวัยรุ่น ประกอบด้วย แฮนด์บาร์ Mini-Ape ทรงสูง, พักเท้าเยื้องไปด้านหน้า และล้อหลังขอบ 16 ทำให้เร่งความเร็วในระยะทางสั้นๆได้อย่างดี.. แต่การขับขี่ทางไกลด้วยท่านั่ง Dragster ต้องเรียนตามตรงว่า “เมื่อยมาก” ด้วยมิติการจับแฮนด์เยื้องขึ้นไปด้านบนอยู่ในระดับเดียวกับช่วงปลายคาง

พักเท้าและเบาะนั่งที่ชวนให้งอหลัง เมื่อขับขี่ไปสักพักจึงเกิดอาการมือชาแขนชาจากการยกแขนสูงเป็นเวลานาน ส่วนท่านั่งดังกล่าวก็ทำให้ร่างกายรับแรงกระแทกจากหลุมมากเกินไปนิด.. เมื่อเปลี่ยนเป็นการขับขี่ระยางทางสั้นๆไม่เกิน 150 กม. หรือประมาณกรุงเทพฯ-พัทยา ท่านั่งแบบนี้ทำให้คุณมีความสุขในการขับขี่รถเท่ๆคันนี้ได้มาก ..

3. ฟีเจอร์ใช้ประโยชน์ได้จริง
“การอำนวยความสะดวกและความคลาสสิก” ดูจะสวนทางไปหน่อย ..แต่ไม่ใช่กับรถทรงคลาสสิกช่วงหลังมานี้.. อุปกรณ์พื้นฐานอย่าง “ช่อง USB” ไว้ชาร์จอุปกรณ์ก็มีมาให้ใต้เฟรมบริเวณแผงคอ แถมใช้เชื่อมต่อกับโทรศัพท์ได้อีก นอกเหนือจากการเชื่อมต่อด้วยบลูทูธ..

หน้าปัดเรือนไมล์เป็นหน้าปัดทัชสกรีนขนาด 4 นิ้ว มองเห็นแสงสว่างชัดเจน ใส่ถุงมือก็ใช้นิ้วสัมผัสได้ ตัวเลือกเมนูต่างๆวางมาให้เข้าใจง่าย โดยหลักๆมีการแสดงผล 4 แบบ.. บอกข้อมูลทั่วไป ความเร็ว ปริมาณน้ำมัน ข้อมูลทริป ระยะทาง ความชัน อุณหภูมิ และการนำทาง โดยผู้ขับขี่เลือกปรับการแสดงผลได้ไม่ว่าจะเป็นการทัชสกรีนหรือใช้ปุ่มควบคุมที่ประกับแฮนด์ 2 ข้างก็ได้

ชอบที่สุดยกให้ “ระบบครูซคอนโทรล”.. ตอบโจทย์การขับขี่ไป-กลับกว่า 450 กม. ครั้งนี้มาก.. ตามที่บอกไปก่อนหน้านี้ว่าท่านั่งค่อนข้างเมื่อยหากขับขี่นานๆ รวมถึงแรงบิดมหาศาลที่มารอให้ใช้เพียงเปิดคันเร่งเบาๆ ดังนั้นการขับขี่ทางไกลจึงต้องอาศัยความละเอียดของการเปิดคันเร่งพอสมควร โดยที่ต้องพยายามเปิด-ปิดคันเร่งให้กระชากหัวไปมาน้อยที่สุด.. เพียงเปิดระบบครูซคอนโทรล >ขับขี่ในช่วงความเร็วที่ต้องการ >กดคันโยก(ประกับขวา)ไปที่ Set >กดคันโยกตั้งความเร็วที่ต้องการ และรอกดเบรกกับประคองแฮนด์เท่านั้นพอ..

4. ระบบเชื่อมต่อโดดเด่น
ระบบเชื่อมต่อบนรถ Chief Bobber Dark Horse นี้ของจริง! เริ่มต้นที่การเชื่อมต่อด้วย “บลูทูธ” ฟังเพลง รับสาย จัดการมัลติมีเดีย ทำได้ง่ายๆด้วยหน้าปัดแบบทัชสกรีนที่ให้มา คล้ายจับคู่อุปกรณ์บนโทรศัพท์ เมื่อเชื่อมต่อเสร็จแล้วเลือกการแสดงผลหน้าจอเป็นการแสดงมัลติมีเดียได้ หรือหากขับขี่ไปอยากจะเพิ่ม-ลดเสียง เปลี่ยนเพลง เพียงโยกคันโยกมัลติมีเดียบริเวณประกับแฮนด์ซ้าย

ไฮไลต์อยู่ที่ระบบการนำทางแบบ Turn-by-Turn โดย Ride Command เสิร์ชหาสถานที่เป้าหมายที่ต้องการไปแล้วกดนำทาง เส้นทาง ถนน แผนที่ จะแสดงผลบนหน้าจอทันทีในแถบการนำทาง ทั้งนี้ผู้ขับขี่ต้องดาวน์โหลดข้อมูลแผนที่ผ่านแอปพลิเคชั่น “Indian Motorcycle Ride Command” ลงในรถก่อนจึงจะใช้งานได้

5. ช่วงล่าง-เบรก-ยาง
ส่วนสำคัญของรถที่ส่งผลมากต่อฟีลลิ่งการขับขี่.. Indian Chief Bobber Dark Horse ได้ระบบช่วงล่างดีๆชุดนี้ช่วยเชิดหน้าชูตาเอาไว้เยอะ.. เพราะในขณะที่กำลังขับขี่อยู่บนความเท่ ท่านั่งยกแขนสูงสไตล์วัยรุ่นเมกันเป็นอะไรที่ไม่ธรรมชาติเอาเสียเลย.. ยังดีที่ได้โช้คอัพหน้าเทเลสโคปิคขนาด 46 มม. ซับแรงกระแทกเอาไว้ได้อย่างล้นเหลือ ซึ่งรถสไตล์นี้ไม่เหมาะที่จะเข้าโค้งด้วยความเร็วสูงเท่าไรนัก..

โช้คอัพหลังวางเฉียง ยึดสวิงอาร์ม ปรับระดับพรีโหลดเซ็ตอัพมาค่อนข้างดี บวกกับเบาะนั่งนุ่มๆ ซึ่งลดแรงกระแทกที่จะส่งมาถึงตัวผู้ขับขี่ได้ .. เพราะท่านั่งที่ให้มา เมื่อกระแทกแรงๆ อาจทำให้ผู้ขับขี่ “จุก” บ้างนิดหน่อย.. ไม่แน่ว่าในรุ่น Chief Dark Horse ที่ได้แฮนด์ต่ำและพักเท้าวางใกล้ตัวผู้ขับขี่มากกว่านี้จะให้ความรู้สึกที่แตกต่างกันหรือไม่(?)..

ด้านระบบเบรกทำได้ในระดับที่ดีและเหมาะกับสไตล์รถ.. ด้วยจานดิสก์เดี่ยวขนาด 300 มม. ด้านหน้าปั๊มคาลิปเปอร์ 4 ลูกสูบ ส่วนปั๊มหลังคาลิปเปอร์ 2 ลูกสูบ ให้พลังหยุดแบบ “พอดีตัว” ไม่จับเบรกมากเกินไป เพราะน้ำหนักตัวเฉลี่ยราว 300 กิโลกรัม กับการทำความเร็วสูง การเบรกแบบกระทันหันดูจะอันตรายไปหน่อย.. แน่นอนว่ามี ABS มาให้เรียบร้อยครับ

ยาง Pirelli® Night Dragon หน้า-หลังชุดนี้ทำหน้าที่เพิ่มการยึดเกาะได้ดี ขณะที่ยางหน้าของ Chief Bobber Dark Horse ขอบล้อ 16 นิ้ว มาแทน ล้อขอบ 19 นิ้ว ในรุ่น Chief Dark Horse
โดยรวม Indian Chief Bobber Dark Horse มีความโดดเด่นที่หน้าตาและการออกแบบสุดดุดัน กับเทคโนโลยีล้ำๆพร้อมใช้งาน แบบที่หาในตลาดบ้านเรายากพอสมควร.. แน่นอนว่าเมื่อเป็นรถเมดอินอเมริกา จึงวางราคาของรุ่นนี้ไว้ที่ 1,299,000 บาท.. ด้วยระบบต่างๆ เมื่อเทียบกับเพื่อนร่วมคลาสแล้วถือว่าสูสีทีเดียว.. ลองไปชมตัวจริงที่โชว์รูมอินเดียน มอเตอร์ไซค์เคิล พระราม 5 หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมที่แฟนเพจ Indian Motorcycle TH ได้เลยครับ!