ทดสอบ รีวิว Moto GUZZI V7 III Stone

เรื่อง : Hey Joe
ภาพ : แทน ทาสแมว
…ทุกอย่างเริ่มต้นที่อาการ “กระทุ้ง” สลับซ้ายขวา…จากนั้นจึงเป็นความท้าทายในการขี่รถที่เต็มเปี่ยมด้วยเอกลักษณ์แบบนี้ไปตลอดทั้ง 400 กม. ใช่เลย!! นั่นเป็นความประทับใจของผมกับ Moto Guzzi V7III Stone …ที่เยี่ยมกว่านั้นคือนักบิดรุ่นพ่อก็ได้สัมผัสกับฟีลลิ่งนี้มาแล้วตั้งแต่ “ยุค 70” เมื่อ Moto Guzzi V7 ถูกสร้างสรรค์จากเมืองแมนเดลโล่ ประเทศอิตาลี และส่งมันให้สร้างชื่อกับมือนักบิดยุคนั้น …กระทั่งนาทีนี้ พญาเหยี่ยวV7 อยู่ในโลกยานยนต์มายาวนาน จนถึง เจนเนอเรชั่นที่ 3 ตามความหมายของเลขโรมันบนบอดี้ V7 III STONE นั่นเอง!!

พิกัด 750 ซีซี. เอกสิทธิ์ Transversal V ขวางโลก!!
ทันทีที่ได้รับกุญแจจาก Motoplex Bangkok ผมมุ่งตรงไปที่ V7 III STONE คันสีเหลือง ซึ่งโทนนี้เค้าเรียก Giallo Energico เป็นเนื้อสีเหลืองเข้มตัดกับชิ้นงานเคลือบแบบซาตินฟินิช หรือ “ดำด้าน” อันเป็นงานดีไซน์จำเพาะของรุ่น V7 III STONE ซึ่งหลักใหญ่ใจความรถรุ่นนี้ คือการออกแบบเพื่อส่งต่อความ “คลาสสิค” ระดับตำนานของตระกูล V และเป็น “วาระพิเศษ” ในห้วงเวลา 50 ปี ที่ Moto GUZZI ประสบความสำเร็จในการเป็นหนึ่งในอิตาเลียนแบรนด์ที่แข็งแกร่งและมีเอกลักษณ์นั่นเอง

กดปุ่มสตาร์ทเครื่องขึ้นมา รอบเดินเบาให้อาการ “เหวี่ยง” ที่บ่งบอกการเป็นสูบวีขวาง Transversal V เจนเนอเรชั่น3 พร้อมกับเสียงท่อที่หนักแน่นแต่ไม่แผดกร้าน

นี่คือเครื่องยนต์เจนฯล่าสุดที่มีการพัฒนามาให้มีขนาดกระชับจนได้จุดลงตัวกับการวางบนเมนเฟรมเหล็กกล้าแบบเปลคู่ ภายใต้ฝาสูบแบบอลูมิเนียม ลูกสูบไซส์ 80 มม. x ช่วงชัก 74 มม. กับปริมาตร รวมทั้งสองสูบที่ 744 ซีซี. ซ่อนม้าเอาไว้ฝูงใหญ่ในระดับ 55 ม้าไว้ในนั้น
เอาล่ะ…มันพร้อมแล้วกับการออกไปเดินทางกับผม…เกียร์ 1 ถูกสับลงมา จากนั้นความเพลินใจทั้งมวลก็เริ่มต้น…!!

 


นั่งต่ำ ไม่ร้อนขา!!
การขี่รถ สูบวีขวาง ไม่ใช่เรื่องใหม่สำหรับผม เนื่องจาก Motoplex Bangkok ที่ดูแลแบรนด์ Moto GUZZI ในประเทศไทย ทำได้ดีมาตลอดกับการมีรถเดโมให้ลูกค้ารวมทั้งสื่อฯได้ลองขับขี่ตลอด ซึ่งผมเองเคยมีทริปดีๆกับรุ่น V9 มาแล้วทั้ง BOBBER และ ROAMER ดังนั้นการเดินทางกับ V V7 III STONE ผมปรับตัวเข้าหารถแล้วก็รู้สึกว่ารถคันนี้ไม่ได้ขี่ยากนัก เบาะนั่งของมันสูงเพียง 770 มม. ช่วงแรกของการเดินทางผ่านจากเมือง น้ำหนักตัวระดับ 209 กก. ยิ่งไม่ได้เป็นปัญหา ในการ มุด โยก แหวก การจราจรออกไปบนเส้นทางเป้าหมาย จุดนี้จะว่าไปก็เป็นความสอดคล้องของงานออกแบบในหลายจุดครับ เริ่มจากชุดแฮนด์ที่มีความยาวกำลังเหมาะ องศาเลี้ยวที่ไม่กว้างมาก
ขนาดหน้ายางที่ Moto GUZZI เลือกใช้ยางหน้าแคบ บนวงล้อสไตล์คลาสสิค ยางหน้า 90/80-18 ยางหลัง 130/90-17 บนล้อ Spoked wheels สวยๆ ก็เป็นอีกหนึ่งสาเหตุความคล่องตัวระดับหนึ่ง
การขี่ช่วง “ในเมือง” ยังมีคำตอบสำหรับคำถามที่หลายคนสงสัย….สูบวีขวางแบบนี้ ไม่ร้อนขา หรืออย่างไร? คำตอบชัดเจนว่า “ไม่ร้อน” ครับ เพราะลักษณ์การยื่นออกมาของทั้งสองสูบ ฮีทซิงค์หรือ ครีบระบายความร้อน ยื่นออกมาได้รับลมเต็มที่ ดังนั้นความร้อนสะสมแบบพวกสูบวีตามหลัง จึงน้อยกว่านั่นเอง


เพลาขับ พร้อมแทรคชั่นคอนโทรลให้ 2 ระดับ
ช่วงที่สองของการออกมาเดินทางกับ V7 III STONE ผมจึงค่อยได้ทดลองไล่เกียร์ ทั้ง 6 โดยเกียร์ชุดนี้ให้อัตราทดที่ค่อนข้างกว้างในเกียร์ 4-5-6 ดังนั้นการมี “ชิฟท์ไลต์” คอยเตือนก็ถือว่าลงตัว เพราะอย่างในเกียร์ 5 ทำความเร็วอยู่ในระดับ 140 กม./ชม. สบายๆเลย ทริปนี้ผมไม่มีโอกาสในการกดแบบหมดปลอก ทำได้เพียงความเร็วเดินทางช่วงปลายในระดับ 170 กม./ชม. ซึ่งเรนจ์ที่ดีที่สุดของ V7 III STONE น่าจะอยู่ที่ช่วงความเร็ว 140-150 กม./ชม.ครับ เนื่องจากอาการรถเสถียร ข้อดีจุดนี้ยังสืบเนื่องมาจากการทำงานของชุดเกียร์ ส่งม้าลงล้อผ่านระบบ “เพลาขับ” ซึ่งลื่นไหลดีมาก ส่วนอาการแรงบิดหนักๆถูกรองรับด้วยระบบแทรคชั่นคอนโทรล ซึ่ง Moto GUZZI เรียกว่า MGCT มีให้เลือก 2 ระดับ และสามารถเลือกเปิดปิดได้ขณะที่ติดเครื่องยนต์


ABS แบบ 2 ชาแนล กับช่วงล่างนุ่มๆ
ระบบเบรกของ V7 III STONE คือการใส่ใจกับรายละเอียด ด้วยระบบ ABS two-channel Continental system ระบบป้องกันล้อล็อคแบบ 2 ชาแนล พร้อมคาลิเปอร์หน้า BREMBO กับจานดิสค์ขนาด 320 มม. เป็นออพชั่นมาตรฐานสูงที่ Moto GUZZI เป็นผู้ริเริ่มในตลาดสปอร์ตคลาสสิค

อย่างไรก็ตามช่วงล่างซึ่งเป็น Kayaba เดิมๆจากโรงงาน ผมพบว่ามีอาการ “หน้าเบา” พอสมควรในช่วงที่เร็วเกินกว่า 150 กม./ชม. ส่วนในความเร็วที่ช้ากว่านั้น ช่วงล่างชุดนี้ให้ความนิ่มนวลที่พอเหมาะแล้วกับการใช้งานปกติทั่วๆไปครับ โช้คหลังคู่ยังสามารถปรับสปริงพรีโหลดได้ด้วย ฟีลลิ่งในโค้งก็ถือว่าช่วยให้การเดินทางผ่านไปราบรื่น ถึงแม้จะไม่หนึบนิ่งแบบช่วงล่างรถสปอร์ตแท้ๆก็ตาม


21ลิตร ถังน้ำมันจุมาก..หน้าปัดเลือกใช้ได้ 10 ฟังก์ชั่น!!
ออพชั่นชิ้นสำคัญที่ต้องคือความจุถังเชื้อเพลิงครับ ถังทรงยาวใบนี้จุมากถึง 21 ลิตร นอกจากจะการันตีการขี่ยาวๆเกิน 300 กม.รวดเดียวแล้ว ยังออกแบบให้มี “ส่วนเว้า” สำหรับการหนีบเข่าล็อคกับถังให้ขี่ได้อย่างกระชับในช่วงความเร็วสูงและโค้ง ถ้าจะมีข้อสังเกตุในจุดนี้อยู่บ้างก็คงเป็นเรื่องสรีระ ถ้าคนขี่ร่างเล็กๆก็จะถูกบีบให้ก้มยื่นมือจับแฮนด์ลงไปในท่าสปอร์ตเล็กน้อย ขี่ยาวๆอาจมีเมื่อย แต่ผมเองไม่เจออาการนี้
นอกจากนี้ยังมีสิ่งที่ V7 III STONE ซ่อนไว้ในบอดี้สปอร์ตคลาสสิค ล้วนเป็นเทคโนโลยีที่มาในรูป “ฟังก์ชั่น” ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อการใช้งานครับ หน้าปัดทรงกลมที่เป็นลูกผสมระหว่างอนาล็อคกับดิจิตอล ซ่อนฟังก์ชั่นเอาไว้ถึง 10 ฟังก์ชั่น และแม้ว่ามันไม่ได้มีเกจ์วัดระดับน้ำมัน แต่ระหว่างการเดินผมเลือกฟังก์ชั่นที่ดูอัตราเฉลี่ยการสิ้นเปลืองแบบเรียลไทม์ได้เลย ทั้งนี้การทำงานร่วมกันระหว่างหน้าปัดและปุ่ม Mode ด้านมือขวายังเป็นตัวสั่งเปิดปิด MGCT และสั่งเลือกฟังก์ชั่นอื่นๆได้อย่างสะดวกง่ายดายมาก

…ผมจบทริปกับ Moto GUZZI V7 III STONE อย่างประทับใจ และบอกได้ว่านี่เป็นรถที่เต็มไปด้วยสเน่ห์อันเป็นเอกลักษณ์ ทั้งท้าทายในการขับขี่ และน่าภาคภูมิใจหากใครเป็นเจ้าของ ค่าตัวของมันอยู่ที่ 610,000 บาท ….คงไม่เกินจริงนัก ถ้าผมจะบอกว่า โดยส่วนใหญ่แล้ว “รถเลือกคน”