4 ประเด็น รู้เรื่อง!! เยี่ยมชมโรงงาน BAJAJ ณ อินเดีย “ดีไซน์ – คุณภาพ – ความมั่นใจ” พร้อมลุยประเทศไทย!??

เรื่อง : GUN1000R
ภาพ : Vroom Thailand
BAJAJ คือแบรนด์มอเตอร์ไซค์อินเดียที่ “ใหญ่” เป็นอันดับ 3 ของโลก และพวกเขาก็มีการพัฒนาผลิตภัณฑ์-ขยายเครือข่ายการจำหน่ายอย่างต่อเนื่อง ล่าสุด Bajaj พาสื่อมวลชนและดีลเลอร์จากประเทศไทย เข้าเยี่ยมชมโรงงาน Bajaj ณ ประเทศอินเดีย เพื่อเผยกระบวนการผลิต ให้เห็นกันชัดๆ แม้กระทั่งน๊อตตัวแรกที่ได้ประกอบลงไป พร้อมกับชูแผนการดำเนินการว่า “ Bajaj จะสร้างจุดยืนที่แข็งแกร่งในตลาดประเทศไทยให้ได้” อย่างมุ่งมั่น

…ทริปนี้ Bajaj เปิดโรงงาน Chakan Plant ที่ เมืองปูเน่ รัฐมหาราษฏระ ทางภาคตะวันตกของอินเดีย พร้อมกับการประกาศความเคลื่อนไหวสำคัญหลายด้าน เผยเตรียมขยับไลน์อัพให้โดนใจคนไทยมากขึ้น และชูจุดเด่น “รถแรง เข้าถึงง่าย ใช้งานได้ทุกวัน” แต่ก็มีคำถามมากมายจากผู้บริโภคถึงเรื่อง “รูปโฉม สมรรถนะ และความไว้วางใจ” และนี่คือคำตอบจาก 4 ประเด็นคำถามตรงใจคนไทย!!

ประเด็นแรก.. ภารกิจของ Bajaj คือการพัฒนาสินค้ายกใหญ่.. “รูปโฉม” ที่มีเอกลักษณ์และดูไปคนละทางกับกระแสงานออกแบบของคู่แข่งค่ายอื่นๆในประเทศไทย? ในจุดนี้ Bajaj มีแนวโน้มจะเปลี่ยนแปลงหรือไม่นะ?
ตอบ: Bajaj ลุยตลาดทั่วโลกจนขึ้นแท่นเป็นแบรนด์Top3 ของโลกได้ด้วยดีไซน์ “แบบเดียวกัน” กับที่ทุกคนได้เห็นในงานเปิดตัวที่ประเทศไทย.. แน่นอนว่าผลตอบรับในประเทศไทยดูไม่น่าพึงพอใจเท่าไร แต่ Bajaj ก็น้อมรับ พร้อมให้คำตอบว่า “…ล่าสุด Bajaj ตั้งศูนย์ออกแบบ (Design Center) ที่ประเทศไทยแล้ว ..เพื่อตอบสนองกับความต้องการของตลาดประเทศไทยโดยเฉพาะ! เราพบว่าปัจจัยที่ส่งผลต่อการตัดสินใจซื้อมอเตอร์ไซค์ของคนไทยนั้น “ค่อนข้างแตกต่างจากตลาดโลก”.. คนไทยให้ความสำคัญกับรูปโฉมของรถพอๆกับสมรรถนะและการใช้งาน.. ดังนั้นในอนาคต “จะมีโอกาสได้เห็นโมเดลที่พัฒนามาเพื่อแฟนๆ ชาวไทยโดยเฉพาะ รับรองว่าถูกใจแน่นอน”..

เช่นปี 2022 นี้ คนไทยจะได้เจอไมเนอร์เชนจ์รุ่นแรกที่พัฒนาเอาใจคนไทยโดยตรง อย่างสตรีทเน็กเก็ตPulsar 200 NS ติดโช้คหน้า USD จากโรงงาน พร้อมระบบเบรก ABS หน้า-หลัง ในราคา 9 หมื่นนิดๆ สามารถเป็นเจ้าของได้ง่ายๆ

ประเด็นที่สอง.. คุณภาพการผลิต สมรรถนะ งานประกอบ? หลายคนยังติดภาพ “งานรถอินเดีย” เมื่อครั้งหลายสิบปีก่อนอยู่.. “BAJAJ มีคำตอบที่น่าสนใจเกี่ยวกับเรื่องนี้เยอะเชียว”
ตอบ: ต้องบอกให้ทราบถึง “จุดเด่น” ของมอเตอร์ไซค์จาก BAJAJ ให้ทราบก่อนว่า รถทุกคันนั้นเป็นรถที่ เข้าถึงง่าย ดูแลง่าย มีสมรรถนะที่ดี ในราคาที่ดีที่สุด” ดังที่เราเห็นว่าราคาจำหน่ายของ BAJAJ ในประเทศไทยนั้น “เย้ายวนใจโคตรๆ”
ในขณะเดียวกันก็ตั้งใจรักษาคุณภาพ ดึงผลิตภัณฑ์ของตัวเองขึ้นไปอยู่มาตรฐานเดียวกับหลายแบรนด์ใหญ่ระดับโลก ด้วยการร่วมมือกับ KTM, Husqvarna, Triumph เอาต้นทุนความรู้ มาตรฐานมาจัดสรรให้เหมาะสมกับสินค้าของตัวเอง ตั้งแต่การพัฒนาเครื่องยนต์ วิศวกรรม R&D จนช่วงหลังเราสัมผัสได้อย่างชัดเจนถึงการพัฒนาที่ดีขึ้นเสมอ บอกได้เต็มปากว่า “ไม่แพ้แบรนด์ญี่ปุ่น” ..โดยเฉพาะรุ่นตั้งแต่ปี 2021 เป็นต้นมา..

ปล. ที่โรงงาน Bajaj ประเทศอินเดียที่เราเยี่ยมชมเป็นฐานผลิตรถ KTM รุ่นต่ำกว่า 400 ซีซี. และ Husqvarna ตามออเดอร์ ส่งจำหน่ายทั่วโลกด้วยนะ

ประเด็นที่สาม.. ทิศทางในอนาคตของ BAJAJ ในประเทศไทย.. จะอยู่นานไหม? จะไม่ลอยแพลูกค้าใช่หรือไม่? และถ้ามีโมเดลใหม่.. ประเทศไทยจะได้สัมผัสเป็นกลุ่มแรกๆไหม?!
ตอบ: อย่างที่บอกไปก่อนหน้านี้ว่า Bajaj เพิ่งจะตั้ง Design Center ในประเทศไทยไปหยกๆ ดังนั้นแนวโน้มที่จะ “อยู่ยาว” ก็มีค่อนข้างสูง และผู้บริหารสาขาใหญ่อย่างอินเดียเองก็บอกว่า “เรามองตลาดประเทศไทยเป็นความท้าทายครั้งใหญ่ของ BAJAJ.. มีหลายอย่างที่ต้องศึกษาและพัฒนา เพื่อออกผลิตภัณฑ์ที่ตรงใจ กับตลาดที่เรื่องของ “ความรู้สึกและอารมณ์” เป็นปัจจัยสำคัญในการตัดสินใจซื้อ”

นอกจากนี้ BAJAJ กำลังเริ่มดำเนินกลยุทธ์ “เน้นการมีส่วนร่วมของลูกค้า” ทำให้เร็วๆนี้เราจะได้เห็นกิจกรรมอื่นๆอีกมากจาก BAJAJ ไม่ว่าจะเป็น การจัดทริปท่องเที่ยวกิจกรรมผาดโผน หรือกิจกรรมเกี่ยวกับรถแต่งใดๆก็ตาม..
สำคัญคือ.. ประเทศไทยยังเป็นตลาดแรกๆที่ BAJAJ จะนำโมเดลสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าสุดฮอตอย่าง BAJAJ “Chetak” เข้ามาวางจำหน่ายในเร็วๆนี้ จากกระแสยานยนต์ไฟฟ้าของไทยที่ช่วงนี้ถือว่าร้อนแรงมากๆ ..และ Chetak เองก็น่าขี่ไม่ใช่น้อย (ไปอ่านต่อได้ในคอลัมน์ Chetak )

ประเด็นที่สี่..  “อะไหล่และบริการหลังการขาย” ต้องรออะไหล่เป็นเดือนๆ มั้ยถ้ารถมีปัญหา?
ตอบ: เนื่องด้วยอะไหล่ของรถ BAJAJ นั้นส่วนใหญ่ผลิตจากประเทศอินเดียทั้งสิ้น แต่รถที่จำหน่ายในไทยนั้นมีโรงงานประกอบ “อยู่แค่มาเลเซีย” ข้างบ้านเรานี้เอง (วางจำหน่ายที่มาเลเซียด้วย) ดังนั้นจึงค่อนข้างมั่นใจได้ว่าจะรออะไหล่ไม่นานอย่างที่คาดการณ์ไว้.. (ทาง BAJAJ กระซิบมาว่า รถเรามีจุดเด่นที่ความ “อึด ถึก ทน” ไม่น่าจะได้เคลมอะไหล่บ่อยขนาดนั้น ..แถมร้อยละของลูกค้าที่แจ้งเคลมอะไหล่ยังลดลงทุกปี

ถึงจุดนี้น่าจะพอครบถ้วนเรื่องคำถาม “ดีไซน์ – คุณภาพ – ความมั่นใจ” ถือว่าผู้บริหารจากสาขาใหญ่ ตอบคำถามเหล่านี้ของแก๊งสื่อมวลชนหลายสิบเจ้าได้อย่างคล่องแคล่ว พร้อมสั่งทีมงานดำเนินการทันทีหากมีปัญหา
..สำหรับแบรนด์BAJAJ เอง ผมมองว่าเป็นแบรนด์ที่ค่อนข้าง “แข็งแกร่งระดับโลก” เลยนะ คุณภาพผลิตภัณฑ์นี่ก็ “อึก ถึก ทน จับต้องง่าย” แต่แอบอยากเห็นไลน์อัพใหม่ๆที่กำลังพัฒนามาตอบสนองตลาดประเทศไทยอยู่เหมือนกัน.. ถ้ามีโอกาส ไม่พลาดแน่ ..ส่วนโมเดลในตอนนี้ทุกคนต้องลอง “เปิดใจ” ดูสักหน่อย เพราะถ้ากำลังหารถดีๆ ราคาไม่แรง ไม่เข้าอู่บ่อย ใส่ชื่อ BAJAJ เป็นตัวเลือกแรกๆดูครับ