
1. มิติ-การออกแบบ
ปรับโฉมยกชุดจากเจนฯก่อนหน้านี้ ช่วงบอดี้ได้รับแรงบันดาลใจจาก RC213V โดยเฉพาะด้านหน้าได้รับการออกแบบใหม่ให้เข้ากับระบบแอโรไดนามิคดียิ่งขึ้น มีค่า Drag อยู่เพียง 0.27 เท่านั้น พร้อมชุดวิงเล็ทบิวท์อินทั้ง 2 ข้างของแฟริ่ง ที่ไม่ใช่แค่การจัดการลมปะทะด้านหน้าเท่านั้น แต่ยังจัดการระบบไหลเวียนอากาศให้ไปอยู่ในจุดที่เหมาะสม.. ทั้งลดแรงปะทะของลมบริเวณล้อหลัง เพิ่มการยึดเกาะล้อหลังมากขึ้นพร้อมรักษาอุณหภูมิของยาง ชุดบังโคลนหน้าที่ส่งต่อลมเข้าแฟริ่งข้างได้ไหลลื่น

CBR 1000 RR-R ให้มิติถังน้ำมันที่ต่ำลงสามารถหมอบหลบลมช่วงความเร็วสูงได้มากขึ้น ชิลด์บังลมเดิมๆ ก็ใช้การได้ดีแม้การขับขี่ความเร็วสูงรู้สึก “นิ่ง”
มิติท่านั่งเป็นทรงสปอร์ต “พร้อมแข่ง” เต็มตัว สามารถล็อคร่างกายเข้ากับรถราวกับมีแม่เหล็กดูดไว้เมื่อต้องหมอบทำความเร็ว ช่วงพับเลี้ยวรถก็ล็อคแขนกับถังน้ำมันได้พอดิบพอดี ..“เพอร์เฟกต์” สำหรับสนามแข่งมากๆ
2. ความแรง “ท็อปคลาส”
ไฮไลต์คือ เครื่องยนต์ 1,000 ซีซี. 4 สูบเรียง “พัฒนาใหม่ทั้งระบบ” ใส่ประจุไอดีใหม่ เพื่อประสิทธิภาพการส่งไอดีเข้าไปจุดระเบิด ลูกสูบอลูมิเนียมพร้อมก้านสูบไทเทเนียมและข้อเหวี่ยง เพื่อลดน้ำหนักเครื่องยนต์ ใช้วิศวกรรมแบบเดียวกับรถแข่ง RC213V ระบบระบายความร้อน Built-in bottom bypass ระบบหล่อลื่นใหม่ ระบบไอเสียที่พัฒนาร่วมกับ Akrapovic โดยใช้ปลายท่อไทเทเนียมตีตรา Akrapovic ติดรถ! ..บอกเลยว่าท็อปสปีดทะลุ 299 กม./ชม. (หน้าจอล็อคไว้ 299 ตั้งแต่ปลายเกียร์ 4)

เพื่อควบคุมความแรงให้อยู่มือมากขึ้น ฮอนด้ายังปรับองศา Cast&Trail ใหม่ ปรับตำแหน่งแฮนเดิลบาร์และพักเท้าผู้ขับขี่ให้เอียงไปด้านหน้ามากขึ้น ..แบบเดียวกับรถแข่งเป๊ะ.. แทบไม่ต้องยกหัวขึ้นมาจากถังน้ำมันแล้ว
3. ระบบอิเล็กทรอนิกส์
“เต็มไปหมด” เพื่อตอบโจทย์สายสนามแข่งตัวจริง ทั้งกันสะบัดไฟฟ้า HESD (Honda Electronics Steering Damper) ปรับระดับความหนืดได้ 3 ระดับ ทำงานร่วมกับเซ็นเซอร์ IMU 6 แกนของ Bosch ตอบสนองต่างกันไปตามสถานการณ์.. ใช้ความเร็วสูงก็หนืดมาก ความเร็วต่ำก็หนืดน้อย..

ระบบคันเร่งไฟฟ้า Throttle by wire ส่งสัญญาณตัวเลของศาการเปิดคันเร่งเข้าระบบไฟฟ้า ผ่านการวิเคราะห์ประมวลผล เพื่อให้ตอบสนองกับคันเร่งของผู้ขับขี่ได้มากที่สุด (ขึ้นตอนทั้งหมดเกิดขึ้นและเสร็จสิ้นในเสี้ยววินาทีโดยที่ผู้ขับขี่ยังไม่รู้ตัวด้วยซ้ำ)

ระบบเบรก ABS ติดตั้งเป็นพื้นฐาน ปรับได้ 2 แบบสำหรับการใช้งานทั่วไปและในสนามแข่ง มี Cornering ABS มาให้ ตามระเบียบ IMU 6 แกน..


ระบบ “Start Control Mode” โหมดสำหรับออกตัวในสนามแข่งเท่านั้นที่จะคุมรอบเครื่องยนต์ในระดับคงที่แม้เปิดคันเร่งสุดแรง เพื่อให้ผู้ขับขี่ควบคุมคลัทช์ช่วงออกตัวได้ง่ายขึ้น
โหมดการขับขี่ 3 โหมด.. ปรับค่าต่างๆของรถตามพรีเซ็ตที่มีให้ ทั้งระดับแมปปิ้ง (Power Selector (P) ระดับแทร็คชั่นคอนโทรล (HSTC(T) ระดับเอนจิ้นเบรก (EB) ระดับ Wheelie Control (W) ระดับ ABS และพิเศษสำหรับ CBR 1000RR-R สามารถปรับตั้งค่าการทำงานของโช้คอัพไฟฟ้าได้ด้วย

4. ออฟชัน-ช่วงล่าง
เทพทั้งด้านสมรรถนะและออฟชันติดรถ.. ด้วยระบบไฟส่องสว่าง LED เต็มระบบ มีไฟเลี้ยวที่ปิดอัตโนมัติ ระบบไฟฉุกเฉิน Emergency Stop Signal เมื่อมีการเบรกกระทันหันตั้งแต่ความเร็ว 60 กม./ชม. ขึ้นไป จอแสดงผล TFT ปรับรูปแบบการแสดงผลตามลักษณะการขับขี่ได้ ระบบควิกชิฟเตอร์ติดรถปรับค่าความแข็งอ่อนของแรงกดได้อีก 3 ระดับ (เฉพาะรุ่นรหัส SP)

ช่วงล่างจัดเต็ม ต่างกันอย่างชัดเจนทั้ง 2 รุ่น สแตนดาร์ดและ SP.. โดยรุ่นพื้นฐานได้ชุดกันสะเทือนจาก Showa (ไม่ไฟฟ้า) ด้านหน้าแบบ Big Piston Forks และด้านหลัง BFRC-lite (Balance Free Rear Cushion Lite Kit) ตัวท็อปปรับระดับได้เต็มระบบ มาพร้อมชุดเบรก Nissin 4 ลูกสูบด้านหน้า กับคาลิเปอร์ Brembo 2 พอตด้านหลัง..

ส่วนรุ่น SP นั้นได้โช้คอัพไฟฟ้า.. ปรับระดับได้จากหน้าจอแสดงผล ไม่ต้องหมุนคลิก ด้วย Ohlins Smart EC gen 2.. โช้คด้านหน้า Ohlins NPX และด้านหลังเป็น TTX36 พร้อมระบบเบรกแบบเดียวกับ RC123V ด้วยปั๊มของ Brembo ทั้งหน้า-หลัง..

จัดเต็มขนาดนี้.. ราคาเริ่มต้น 999,000 บาท รุ่นท็อป CBR 1000 RR-R SP ที่ 1,119,000 บาท ทรวดทรงที่เกิดมาเพื่อวิ่งบนสนามแข่งโดยเฉพาะ ..ทั้งหน้าตาดุดัน ทั้งระบบอำนวยความสะดวกต่างๆก็ตอบสนองต่อการทำเวลาในสนามแข่งได้อย่างยอดเยี่ยม.. แทบจะเป็นรถแข่งอยู่แล้วพี่ “BORN TO RACE ของจริง!”


