ทดสอบ รีวิว Kawasaki W800 Café เต็มทริป “ภูทับเบิก” กับ 8 ประเด็นต้องรู้!!

เรื่อง : Hey Joe
ภาพ : กัน เก้าร้อย ,รัสตาฟา

อย่างที่รู้กัน Kawasaki เป็นหนึ่งใน Big4 ของยานยนต์สัญชาติญี่ปุ่นที่มี “ต้นทาง” อันแข็งแกร่ง …ย้อน “ลึก” ไปได้ร่วมๆครึ่งศตวรรษ และการยังคงอยู่ในสายการผลิตของรหัส W800  ก็เป็นเหมือนการสดุดีโมเดล W1  รถผู้ชายทรงคลาสสิคที่ออกมาสร้างชื่อจารึก Kawasaki  ตระกูล W เอาไว้ในโลกยานยนต์ตั้งแต่ปี 1965

…ความสำเร็จของ W1 นับว่ามีผลต่อผลิตรหัส W มาจนถึงปัจจุบัน ซึ่งในเมืองไทย คาวาซากิได้ทำตลาดรุ่น W800 ควบคู่กับ W250 และ W175 มาอย่างต่อเนื่อง   และใน W800 เวอร์ชั่น 2019 ก็มีการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญๆในหลายจุด…หลังจาก Kawasaki ส่งมันมาถึงมือ ผมก็วางแผนพา W800 Café  “ออกทริป” ไปไกลถึง “ภูทับเบิก” เนื่องจากการขี่เที่ยว Long Trip แบบนี้มีความสัมพันธ์เรื่อง “ระยะทาง” กับ “เวลา” ที่มากพอให้คลายข้อสงสัยทุกด้านที่มีต่อรถคันนี้นั่นเอง…และนี่คือ 8 ประเด็นที่ต้องรู้เกี่ยวกับ W800 Café โมเดลใหม่ 2019  ที่ผมค้นพบจากมัน!!

ประเด็นที่ 1  : การควบคุม

ช่วงแรกของการเดินทางทริปนี้ สถาณการณ์บังคับให้ผมต้อง “ฝ่าการจราจร” ออกจากถนนรามคำแหงและลาดพร้าว ซึ่งรถติดสุดๆ ต้อง “มุด” กันเป็นว่าเล่น  แต่ปรากฏว่าด้วยมิติของ W800 Café 2019 ซึ่งมีการเปลี่ยนเมนเฟรมแบบเปลคู่ใหม่ทั้งหมด ออกแบบให้รถมีจุดศูนย์ถ่วงที่ต่ำ ความสูงเบาะ 790 มม. น้ำหนัก 223 กก. กับท่านั่งบังคับหมอบเล็กน้อย ถังน้ำมันที่ล็อคเข่าได้พอดีๆ ไปกันได้สวย เบาะทรงตูดมดที่มีส่วนเว้ารับสรีระ กับแฮนด์หมอบทรงตัว M สไตล์ Clubman ซึ่งยังมีการปรับองศาคอให้มุมเลี้ยวแคบลง (แรค 26 องศา) ผมรู้สึกได้เลยว่าการพารถหนักระดับ 220 กก. ซอกแซกผ่านเมืองในท่านั่งแบบคาเฟ่เรเซอร์ ช่วงรถให้ความสมดุลดีมาก ขี่ง่าย ใช้งานในชีวิตประจำวันได้เลย…ขณะที่เดียวกันตอนวิ่งทางไกล รถก็ฝ่าลมได้เสถียรดีในความเร็วสูง…เรียกว่าการปรับเปลี่ยนเรื่องมิติของเวอร์ชั่น 2019  เกิดผล “เชิงบวก” อย่างชัดเจนครับ

ประเด็น 2  : สูบตั้ง แคมฯเดี่ยว SOHC เสื้อลม วิ่งเท่าไหร่??

“งาม” นั่นคือสิ่งที่รู้สึกเมื่อแรกเห็นเครื่องยนต์ของ W800 อย่างเต็มตา  มันให้อารมณ์โอลด์สคูลของเครื่องสูบตั้ง Vertical Twin แคมฯเดี่ยว SOHC   8 วาล์ว ระบายความร้อนด้วยอากาศ ปริมาตร 773 ซีซี. ที่โชว์ครีบระบายความร้อนสวยๆไว้ทั่วเสื้อสูบ แน่นอนว่าเครื่องบล็อคนี้ยังมี “เอกลักษณ์” ที่ “ก้านเฟืองราวลิ้น” (ซึ่งดูคล้ายก้านกระทุ้งของพวกเครื่องยนต์ยุคแรกๆ) อยู่ที่ซีกขวาของเครื่องยนต์ เจ้าชิ้นส่วนนี้ทำหน้าที่เชื่อมโยงถ่ายเทกำลังจากข้อเหวี่ยงผ่านก้านขึ้นมาหมุนเฟืองขับเพลาราวลิ้นนั่นเอง


ระหว่างเดินทางครั้งนี้ มีหลายช่วงที่เป็นโอกาสไล่เกียร์ทั้ง 5 สปีด ผมพบว่าช่วงเกียร์ W800 Cafe ค่อนข้างกว้าง อัตราทดที่ออกแบบมา ครอบคลุมการขี่ใช้งานในเมืองและตอบโจทย์การขี่ทริปได้พอเหมาะทีเดียว และการที่ Kawasaki ได้เพิ่ม Assist Slipper Clutch เข้ามาทำให้มีผลอย่างมากในการกำคลัทช์เข้าเกียร์ได้อย่างนุ่มนวล ที่ชัดมากคือตอนที่ต้องเชนจ์เกียร์ลงแบบฉับพลัน สลิปเปอร์คลัทช์ช่วยลดแรงฉุดให้อาการของรถเป็นไปอย่างราบรื่นแทบไม่มีอาการท้ายปัดเลย

ขณะที่คาแรคเตอร์ของย่านกำลังก็มีเอกลักษณ์ในแบบ W800  เนื่องจากการใช้เพลาข้อเหวี่ยงแบบ 360 องศา มีผลให้เสียงเครื่องยนต์ของ W800 Cafe ที่ผมได้ยิน เข้มขรึมและฟัง “แน่น” แตกต่างออกไปจากพวกเครื่องยนต์สองสูบของค่ายอื่นๆ และกำลังใน “รอบต้น” อาจรู้สึกว่าแรงบิดไม่ได้รุนแรงเป็นลูกๆ รอบมีหน่วงเล็กน้อย และเมื่อรอบเครื่องยนต์ขึ้นไปถึง 3,500 รอบ/นาที แม้จะรู้สึกได้ถึงอาการสะท้านระดับหนึ่งขึ้นมาที่แฮนด์…แต่สิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อไต่ความเร็วขึ้นไปเรื่อยๆ อาการสะท้านกลับไม่ได้เพิ่มขึ้นด้วย ที่ได้กลับเป็นเพาเวอร์แบนด์ที่หลั่งไหลออกมาอย่างสมูทเกินคาด

ผมลองทำความเร็วปลายพร้อมกับชำเลืองดูเข็มเรือนไมล์ไปด้วย พบว่าตอนที่วิ่งเข้าสู่ “ท็อปสปีด” เข็มวัดความเร็วจมไปที่ 190 กม./ชม. !!! ขณะที่เข็มวัดรอบเครื่องยนต์ของ W800 Café ปั่นไปไม่ถึง 7,000 รอบ(ซึ่งเป็นจุดเริ่มของเรดไลน์) ด้วยซ้ำ!! …ยังแอบคิดเล่นๆว่าเรือนไมล์ของ W800 Café น่าจะมีไปถึง 220 กม./ชม.ซะเลย เพราะเครื่องลูกนี้คงวิ่งถึงแน่ …ฮ่าๆ

ในภาพคือตอนที่ W800 วิ่งจมไมล์ กับความเร็วบนหน้าปัด 190 กม./ชม. ขณะที่รอบเครื่องยนต์ไม่ถึง 7,000 รอบ/นาที…แรงเกิ้นนนนน!

อย่างไรก็ตามประเด็นเรื่อง “ท็อปสปีด” ก็อาจจะไม่ใช่สาระสำคัญของรถประเภทนี้ ถามว่าจำเป็นมั้ยที่จะต้องวิ่งสุดขนาดนั้น ก็ตอบว่าคงไม่จำเป็นครับ แต่ทริปนี้ไหนๆก็วิ่งทางไกลแล้ว เลยลองให้รู้ไปเอาไว้เป็นข้อมูลก็แค่นั้นครับ (ฮา)  อ้อ…สำหรับเรื่องความร้อน ช่วงที่วิ่งในเมืองความร้อนจากเครื่องยนต์ที่แผ่มาโดนก็ไม่ได้ร้อนมากถึงขนาดเป็นปัญหาครับ

ประเด็น 3 : ถังน้ำมัน และอัตราสิ้นเปลือง

ด้วยทรงถังน้ำมันแบบหยดน้ำ ความจุ 15 ลิตร(รีเซิร์ฟ 2ลิตร)  คาวาซากิออกแบบให้เชพของถังใบนี้มีความกว้างพอสมควร  ที่ด้านข้างมีแผ่นยางรองเข่าติดตั้งมาให้เรียบร้อย  ฝาปิดถังน้ำมันก็ใช้กุญแจไข เปิดออกมาแบบบานพับ ช่วงก่อนออกจาก กทม.ผมได้กดเซ็ททริปเอาไว้พร้อมกับเติม “เต็มถัง”  จากนั้นก็วิ่งผ่าน 200 กม.แรก ด้วยความเร็วที่หลากหลายรวมทั้งกดท็อปสปีดไป 2-3 ช่วงด้วย  เมื่อถึงจุดพักแล้วเติมน้ำมันคืนเต็มถังอีกครั้ง แล้วนำข้อมูลมาคำนวณ ปรากฏว่า ได้ “อัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิง” อยู่ที่ประมาณ 22 กม./ลิตร  ซึ่งถ้าขี่แบบชิลๆเรื่อยๆตามสไตล์รถจริงๆน่าจะประหยัดกว่าอีกมากทีเดียว…ทั้งนี้ W800 Café  ไม่ได้มีมาตรวัดเชื้อเพลิง แต่ใช้สัญลักษณ์เป็นรูปถังเชื้อเพลิงที่เรือนไมล์ฝั่งขวาซึ่งจะกระพริบพร้อมๆกับคำว่า FUEL บนหน้าปัดดิจิตอลที่เรือนไมล์ฝั่งซ้าย ถ้าน้ำมันใกล้หมด…

ประเด็น 4 : ช่วงล่าง

สัมผัสตลอดทั้งทริปของ “ช่วงล่าง” W800 Cafe คือความนุ่มนวล …ว่ากันตรงๆมันนุ่มมากๆบนพื้นฐานโช้คหน้าเทเลสโคปิกขนาดแกน 41 มม. ให้ช่วงยุบมาถึง 125 มม. ( ใส่ยางหุ้มโช้คมาในโฉมคลาสสิค)

ขณะที่โช้คอัพหลังคู่แบบคอยล์สปริง ช่วงยุบ 102 มม. สามารถปรับสปริงพรีโหลดได้ 5 ทาง  ซึ่งด้วยคาแรคเตอร์ของรถก็พอเข้าใจว่ามันไม่ได้เน้นซิ่งมากนัก ดังนั้นความนุ่มที่มีมาก็ตั้งใจให้ไปกันได้กับการขี่หล่อๆ ซึ่งการซับแรงสะเทือนในถนนทั่วไป รวมทั้งช่วงที่เจอหลุมบ่อเอกลักษณ์ถนนไทย มันเอาอยู่สบายๆ อย่างไรก็ตามกับ “อาการในโค้ง” ผมก็มี “ข้อสังเกต” อยู่นิดนึงในประเด็นนี้ แต่เดี๋ยวมาว่ากันต่อไป…

ประเด็น 5 : เบรก

นี่เป็นอีกหนึ่งการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญของ W800 Cafe เนื่องจากมันใช้ระบบเบรกชุดใหม่พร้อม ABS  จุดนี้ผมว่าด้วยกำลังของรถรวมกับน้ำหนักตัวก็เป็นเหตุผลให้คาวาซากิเลือกขยับไปใช้ “จานใหญ่” ขนาด 320 มม. ดิสค์หลังก็ใหญ่ถึง 270 มม. คาลิเปอร์ของ Tokico และมี ABS แบบ 2 ชาแนล หน้า-หลังมาให้ด้วย แค่ช่วงแรกของการเดินทางบนถนนพหลโยธิน ผมก็ได้ใช้เบรคจน ABS ทำงานไปถึง 2 ครั้ง จังหวะการทำงานของ ABS ออกมากระชับและเบรคได้ค่อนข้างละเอียดแม่นยำ ถือว่าเบรคดีครับ…ประเด็นนี้คอนเฟิร์ม!

ประเด็น 6  : ยางติดรถ

W800 Cafe เลือกใช้วงล้อขอบ 18 นิ้วแบบซี่ลวด พร้อมยาง Dunlop K300 GP เมดอินเจแปน ที่มี “ยางใน”  และให้ดอกยางสวยๆเข้ากับสไตล์รถ ขนาดยางหน้า 100/90 -18  ส่วนยางหลัง 130/80-18 คอมปาวน์ของยางคู่นี้ไปทางเดียวกันกับช่วงล่างครับคือนุ่มและไม่มีอาการเลื้อยไต่เส้นประแบ่งเลน  อาการในโค้งก็เกาะได้ดี เรียกว่าอยู่ในระดับเอาตัวรอดได้  อย่างไรก็ตามทริปนี้ผมไม่ได้เจอสภาพทางเปียกหรือวิ่งลุยฝนจึงขาดข้อมูลในส่วนของวิ่งทางเปียกไป

ประเด็น 7 : ออพชั่นทั่วร่าง

W800 Cafe เน้นการออกแบบมาในสไตล์ คาเฟ่-เรเซอร์  มันใส่เบาะทรงตูดมด มาพร้อม “โม่ง” ที่ครอบโคมไฟแบบ LEDไว้อย่างเหมาะเจาะ ผมมีโอกาสใช้งานไฟหน้าทั้งสูง-ต่ำ ช่วงที่วิ่งกลางคืนบน รูท12 โคมใบนี้ให้แสงสว่างจัดชัดเจนดีมาก  ขณะที่เรือนไมล์ก็สวยงามด้วยการใช้ไมล์คู่ ฝั่งซ้ายเป็นหน้าที่ของเข็มวัดความเร็วที่มีจอดิจิตอลเล็กๆอยู่ด้านล่าง  แยกกับเข็มวัดรอบที่มาพร้อมสัญญาณต่างๆที่ฝั่งขวา  ส่วนเรือนไมล์ดิจิตอลที่ให้มา กดปุ่มสั่งงานที่วางไว้กึ่งกลางเรือนไมล์ทั้งคู่ เลือกได้หลักๆ 3 ฟังก์ชั่นคือ ระยะทางรวม ,นาฬิกา และ เซ็ททริป  สำหรับคนที่ไม่เน้นฟังก์ชั่นเยอะ ไมล์แบบนี้ก็ใช้ง่ายดี…

 

ประเด็น 8 : ข้อสังเกต

ค่าตัว 429,000 บาท กับการเป็นรถ “เมดอินเจแปน” นำเข้าทั้งคันจากญี่ปุ่น ส่งผลให้งานประกอบรถรุ่นนี้สวยงามและปราณีตมากๆ …อย่างไรก็ตามหลังจากขลุกอยู่กับมันนับ 1000 กม. ผมก็มี “ข้อสังเกตุ” เล็กน้อยต่อ W800 Cafe  เริ่มจาก “โช้คหน้า” ซึ่งเอาจริงๆก็นุ่มมากไป จนทำให้บางจังหวะรถมีอาการ “โยน” ยวบๆ โดยเฉพาะในช่วงโค้งไฮสปีดและช่วงความเร็วสูงนี่อาการมาชัดเจน  อย่างไรก็ตามในจุดนี้ก็ไม่ได้เป็นปัญหาร้ายแรงอะไรเพราะนำไปเซ็ตอัพให้แข็งและไล่น้ำมันให้หนึบขึ้นอีกนิดก็น่าจะจบได้


ข้อต่อมาก็เป็นเรื่อง “ขาตั้งคู่” ที่เดิมทีมีอยู่ในโมเดลเก่า แต่เวอร์ชั่นนี้กลับเอาออกไป ก็น่าเสียดายเพราะถ้ามีขาตั้งคู่มันเวิร์คกว่าแน่ๆ …อีกจุดคือแครงค์เครื่องที่ทำ “สีดำ” มา แทนที่จะเป็นแครงค์ชุบโครเมี่ยมแบบเวอร์ชั่น Street กล่าวคือแครงค์สีดำแบบนี้ มันเป็นรอยง่าย เช่นล้มแปะนิดนึงก็เกิดรอยชัดแล้ว…


จุดสุดท้ายผมมองว่าไหนๆก็เป็นรถสไตล์คลาสสิคที่มีความโมเดิร์นซ่อนอยู่ในตัว ฟังก์ชั่นสำคัญๆอย่าง ไฟ Pass ไฟฉุกเฉิน น่าจะใส่มาให้ด้วยเลยจะลงตัว…
…อย่างไรก็ตามข้อสังเกตที่ว่ามา ก็ไม่อาจเทียบกับสมรรถนะโดยรวมของ W800 Cafe ที่มันผสมผสานงานศิลปะงานออกแบบยุคเก่าและใหม่เข้าด้วยอย่างกลมกล่อมมากๆ  นี่คือรถที่เต็มไปด้วย “ตัวตน” ของรถ Kawasaki แท้ๆ ให้ทั้งความดิบ ดุ แรง และขี่สนุกไปพร้อมๆกัน…ลองแวะไปศูนย์คาวาซากิบิ๊กไบค์ใกล้บ้านแล้วขอลองขี่ดูครับ …แล้วจะชอบมัน!!

*** W800 CAFE ราคา  429,000 บาท

ขอขอบคุณ : Kawasaki Motors Thailand  ,จนท.ตำรวจทางหลวงทรัพย์ไพรวัลย์