Royal Enfield “Super Meteor 650” ขี่ถนนประเทศไทยแล้วเป็นไง? 269,000 คุ้มมั้ย?!

หลังจากที่เคยไปขี่ทดสอบกันอย่างเข้มข้นถึงประเทศต้นกำเนิดอย่างอินเดียโดยฝีมือของ บก.ภิญโญ และได้เขียนรีวิวละเอียดยิบไปแล้ว ที่นี่ .. ดังนั้นผมจึงขอเล่าเพียงเรื่องราวที่สลักสำคัญสำหรับ Royal Enfield “Super Meteor 650” ในฐานะที่เพิ่งเปิดราคาในไทยอย่างเป็นทางการแบบเร้าใจสุดขั้ว.. เพราะ 650 Twin คันนี้มีราคาเริ่มต้นเพียง 269,000 บาทเท่านั้น.. กับการขับขี่ทดสอบบนถนนประเทศไทยเป็นครั้งแรก ทั้งถนนไฮไวย์, ถนนเปี่ยมหลุม, ถนนเล็กๆ และทางดิน! จะเหมาะสมกับตลาดบ้านเราขนาดไหนกัน?

พื้นฐาน
เหมือนเป็นสไตล์ที่ถูกจริต อันเป็นจุดร่วมกันที่ไทยและอินเดียมีอยู่ร่วมกัน เราจึงเห็นความตั้งใจของ Royal Enfield ในการพัฒนารถ Super Meteor 650 ออกมาได้อย่างดี.. โดยเป็นการต่อยอดจากความยอดเยี่ยมของไลน์ 650 Twin 2 รุ่นก่อนหน้านี้..

เครื่อง 648 ซีซี. 2 สูบเรียง เสื้อลมดูแลง่าย พร้อมเสียงตุบตับแน่นๆแม้เป็นท่อเดิมโรงงาน.. สำหรับรุ่น Super Meteor นี้มีการปรับแมปปิ้งมานิดหน่อยให้เหมาะกับสไตล์ครุยเซอร์มากขึ้น ที่รอบต้นจะจัดจ้านกว่า สำหรับการบิดออกตัวและเร่งแซงที่ฟินสะใจ..

ระบบกันสะเทือนหน้าถูกจัดมาเป็นโช้ค USD ครั้งแรกจากค่ายนี้ โดยเป็นโช้คขนาดแกน 43 มม. ของ Showa ที่ได้ระยะยุบกว่า 120 มม. และโช้คอัพหลังคู่ที่สามารถปรับระดับพรีโหลดได้อีก 5 ระดับ

นอกจากนี้ก็ยังมีออปชั่นอื่นๆที่ถูกปรับมาให้เหมาะกับการ “ครุยซิ่ง” ขี่ไปเรื่อยๆ ชิลๆ ได้อีก ทั้งตำแหน่งท่านั่ง เบาะนั่งนุ่มๆ 2 ตอน และรุ่นท็อปที่จะได้ของแต่งแบบขี่สบายสะใจแถมมาด้วย..

Super Meteor ปะทะถนนประเทศไทย
“จงลบภาพคลาสสิกครุยเซอร์ที่คุณจำได้ไปซะ เพราะนี่คือยุคสมัยใหม่จากโรยัลเอ็นฟิลด์” ต้องบอกว่าสัมผัสแรกของครุยเซฮร์คันนี้คือ “ขี่ง่ายโคตร” จากประสบการณ์ที่เคยสัมผัสค่ายยุโรปมาหลายหน โดยความง่ายดายของเขามีดังนี้..
“คลัทช์กำง่ายมาก” แถมเตะเปลี่ยนเกียร์ได้โคตรนุ่ม เพราะความจุ 650 ซีซี. ทำให้ชิ้นส่วนอุปกรณ์ส่งกำลังต่างๆไม่ต้องใหญ่โตรอบรับแรงบิดมหาศาลจนเกินไปอย่างรถซีซี. ใหญ่ๆ กลับกัน ชุดเกียร์นี้ทำให้คุณสับเกียร์ขึ้นลงได้รวดเร็วประหนึ่งรถสไตล์สปอร์ต.. ไร้เสียง “แกร๊ง” อย่างที่เคยสัมผัสมา.. แถมเวลาจอดรถก็คล้ำหาเกียร์ว่างง่ายสุดๆ

“คุมรถง่ายมาก” ด้วยน้ำหนักตัวเพียง 240 กก. นิดๆ ซึ่งถือว่าเบาสำหรับรถสไตล์นี้ และยังอยู่ในเรทที่เป็นประโยชน์กับการไหลความเร็วที่ช่วงทางตรงยาว ทำให้เราประหยัดแรงไปเยอะ เมื่อมีน้ำหนักแบบนี้ถ่วงอยู่ใต้ร่างกาย แถมระยะฐานล้อก็สั้นจะพับเลี้ยวโค้งแคบๆแบบโค้งบนถนนบนอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ก็ทำได้ (แต่อย่าผาดโผนมากนักนะครับ)

“ซูเปอร์เซฟ” จากเหตุการณ์ไม่คาดคิด ด้วยชุดเบรก ABS 2 แชนแนล ทำงานร่วมกับดิสก์เบรกหน้า-หลังขนาดเบิ้มๆ ..ส่วนตัวคิดว่าจับเบรกดีเกินไปเสียหน่อย แต่กลับกันมันน่าจะมีประโยชน์กับคนที่ไม่ค่อยมีประสบการณ์ขับขี่มากนัก ให้ทำความคุ้นเคยกับระบบหยุดรถได้ง่ายกว่านั่นเอง

จุดสังเกต
อาการของ Super Meteor 650 มีคาแรคเตอร์ที่ค่อนไปทาง “ขับขี่ง่าย” แบบสุดๆ ทั้งพละกำลังในรอบต่ำ รวมไปถึงองค์ประกอบต่างๆ ในชนิดที่ว่าบิดสุดก็ไม่ตกใจ เพราะมีการหน่วงคันเร่งเอาไว้พอประมาณ เป็นเทคนิคการพัฒนารถให้ขับขี่เดิมๆได้อย่างลงตัวที่สุดโดยที่ไม่ต้องปรับแต่งอะไรเพิ่มเติม

แน่นอนว่าเรื่องของเทคโนโลยีช่วยเหลือการขับขี่เลยดูจางลงไป ..ซึ่งอีกแง่หนึ่งอาจจะถูกใจสายคลาสสิกก็ได้ ที่ไม่ต้องมาปรับค่าอะไรให้วุ่นวาย.. ขี่ง่ายๆ สบายใจก็พอ.. แต่ก็ยังแอบมีกิมมิคเล็กๆแถมมาให้อยู่เล็กน้อยสำหรับสายเดินทาง..
“หน้าปัดเรือนไมล์” เป็นสิ่งที่น่าจะโมเดิร์นที่สุดในรถ ด้วยความเป็นหน้าปัดดิจิทัล-อนาล็อก บอกความเร็วด้วยเข็ม แสดงผลข้อมูลอื่นๆด้วยจอดิจิทัลตรงกลางทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นเวลา, ระยะทาง, สัญญาณไฟ Eco, ปริมาณน้ำมันคงเหลือ และตำแหน่งเกียร์ ..แม้ว่าทั้งหมดจะอัดกันอยู่ในส่วนแสดงผลเล็กๆจนทำให้อ่านข้อมูลยากนิดหน่อย แต่ดูเหมือนว่าโรยัลเอ็นฟิลด์จะพัฒนามาให้ผู้ขับขี่โฟกัสอยู่บนหนทางภายหน้า มากกว่าหน้าจอเรือนไมล์ของรถ..

ในขณะที่กระปุกเรือนไมล์เล็กๆทางขวาจะเป็นฟีเจอร์หน้าจอทริปเปอร์ ที่ต้องเชื่อมต่อกับแอปพลิเคชันของ Royal Enfield เพื่อเข้าถึงฟังก์ชันการบอกทางแบบ Turn-by-Turn พร้อมปรับแสงหน้าจอตามสภาพแวดล้อมโดยอัตโนมัติ
การขับขี่ Royal Enfield “Super Meteor 650” ครั้งนี้กว่า 150 กม. ทำให้เราได้ทราบว่าทีมพัฒนาของโรยัลเอ็นฟิลด์นั้นไม่ธรรมดา.. คาแรคเตอร์ “ขี่ง่าย-เข้าถึงง่าย” คือ จุดเด่นของ Super Meteor อย่างไม่ต้องสงสัย แม้น้ำหนักตัว 240 กก. อาจจะดูเหมือนจุดด้อย แต่กลับทำให้ผู้ขับขี่ลืมเรื่องน้ำหนักทันทีที่ล้อเริ่มหมุนออกตัว กับราคาจำหน่ายเพียง 269,000 บาทในรุ่นสีพื้นฐาน(Astral), 274,000 บาท สําหรับรุ่น Interstellar (สีทูโทน) และ 284,000 บาท สําหรับ Celestial ที่จะได้ออปชั่นเพื่อคนเดินทางอย่าง ชิลด์บังลมหน้าทรงสูง และเบาะนั่งตอนเดี่ยวพร้อมพนักพิงคนซ้อนที่นุ่มกว่าเบาะเดิมๆเป็นไหนๆ ..ผมเชื่อเลยว่าความสามารถของรถคันนี้จะทำให้มีไบเกอร์สายครุยเซอร์ของไทยหันมาขี่โรยัลเอ็นฟิลด์มากขึ้น.. ไม่ว่าคุณจะเป็นมือใหม่หรือมือเก๋าก็ตาม