จิตวิญญาณวัยรุ่น 90 ต้องร่ำร้อง “KAWASAKI ZEPHYR 750”

หนึ่งในรถนอกสายตาอย่างน่าเสียดาย “KAWASAKI ZEPHYR 750”.. ซึ่งไม่ควรจะเป็นอย่างนั้น เพราะมันมีส่วนร่วมในการทำให้กระแสรถ “Kick Start” เกิดขึ้นอย่างกว้างขวางในยุโรปตลอดยุค 90.. แต่ดันไปดับในอเมริกาซะงั้น! แม้ว่าออพชั่นต่างๆจะน่าเล่นกว่า Honda CB750 Nighthawk แทบทุกด้านก็ตาม
ซึ่งเราสามารถพบเจอกับแฟนๆของเจ้า Zephyr 750 ได้ไม่ยากเย็นเท่าไรในแถบยุโรป โดยเฉพาะ Linda และ Paul จากสำนัก November Customs แห่งเกาะอังกฤษ แม้จะเป็นอู่รถแต่งเล็กๆทางตอนเหนือ อยู่ภายในหลังบ้านของตัวเอง แต่ผลงานนั้นไม่ใช่ย่อยๆ

“เรามีเครื่องโม่ของ Bridgeport แท่นยกไฮดรอลิก เครื่องกลึงเล็กๆ และอุปกรณ์เชื่อมเหล็กนิดหน่อย รวมถึงอุปกรณ์ต่างๆในการทำงานเกี่ยวกับเหล็ก” Paul กล่าวต่อ “ซึ่งนอกจากจะใช้เครื่องโม่ โม่งานแล้ว เราใช้มันเป็นโต๊ะสำหรับงานอื่นๆด้วยนะ!”

แน่นอนว่าเรื่องราวความกระทัดรัดของพื้นที่ปฏิบัติการนี้ไม่เกี่ยวกับการดำเนินธุรกิจเลย Linda จัดการเรื่องบนกระดาษ ส่วนงานฝีมือเป็นของพี่ Paul นั่นเอง และสำหรับเจ้า 1991 Zephyr คันนี้นั้นคือ 2 ล้อคู่ใจของ Linda ที่ผ่านการออกแบบและตกแต่งเพื่อรสนิยมของเธอโดยเฉพาะ!
ระบบภายใน
เมื่อเจ้า Kawasaki Zephyr มาถึงหน้าบ้าน 2 คนนี้ก็ไปสอยรถไมล์น้อยมาคัสตอมตามสไตล์ November Customs โดยส่วนแรกที่ทนไม่ได้ต้องจับเปลี่ยนก่อนเลยนั่นก็คือใส่สวิงอาร์มแบบท่อเหล็กของ Honda CB900 เพราะมัน “เข้ากัน” กับเฟรมเหล็กดั้งเดิมของรถ ตามด้วยโช้คหลัง YSS “เราไม่อยากได้โช้คที่มีซับแท้งค์ ผมว่ามันดูเรียบง่ายดี” Paul กล่าวเสริม
ตามด้วยพาร์ทบริเวณหน้ารถยกมาจาก Ducati ล้วน ทั้งแผงคอ จาก Ducati 748 ช่วงล่างด้านหน้า Ducati 848 แต่กลับกลายเป็นว่าเมื่อปรับเปลี่ยนพาร์ทหน้ารถเสร็จสิ้นนั้น วงล้อดั้งเดิมของ Zephyr กลับแปลกๆไม่เข้ากัน ดังนั้นมันจึงกลายเป็นพื้นที่ของวงล้อซี่ลวดจาก Triumph Thruxton 1200

ออพชั่นสำคัญอีกอย่างเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพความปลอดภัย ดิสก์เบรคจาก Brembo (ดึงมาจาก Triumph 675) และคาลิเปอร์เบรคจาก Aprilia ที่มีสเป็คเข้าคู่กับโช้คอัพหน้าของ Ducati นั่นเอง
แล้วไอ้แท่งๆหลังโช้คนั่นคืออะไร? มันคือระบบ Anti-Dive แบบบ้านๆ Paul เล่าว่า “นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เราทำแบบนี้ และถึงมันจะไม่ใช่ไอเดียที่ใครๆจะชอบสักเท่าไร แต่เราชอบความบ้านๆ ง่ายๆของมันแบบนี้”
“มีคนถามเราเหมือนกันนะว่าทำไมทำแค่ข้างเดียว จริงๆแล้วแรกเริ่มที่ระบบนี้ถูกคิดค้นขึ้นมา ตอนนั้นระบบเบรคยังใช้คาลิเปอร์เบรคแค่สูบเดี่ยวหรือสูบคู่เท่านั้น แต่นี่เราเอามันมาใช้กับ Brembo 4 ลูกสูบ ดังนั้นถ้าใส่ Anti-Dive ลงไปทั้ง 2 ข้าง จะเป็นการเพิ่มกำลังการหยุดมากไป และเวลาโดดลงหลุมคงจะเป็นเราเด้งเป็นบอลลูกเด้งแน่ๆ ..ดังนั้นใครจะพูดอะไรก็พูดไป เราชอบแบบนี้ และมันใช้การได้ก็พอ”

ส่วนล้อหลังดูลงตัวสวยงามเมื่อได้ล้อซี่ของ Triumph มาร่วมแจม เรายังคงใช้เบรคจาก Brembo แบบ 2 ลูกสูบให้เข้ากับแนวทางหลักเอาไว้ รักษาสมดุลความเป็น Brembo หน้า-หลังไว้ได้อย่างลงตัว
จากนั้น Linda และ Paul ก็ทำการแงะเครื่อง DOHC 4 สูบ ระบายความร้อนด้วยอากาศบล็อคนี้ ออกมาเซอร์วิสใหม่ก่อนทำสีดำรอบเครื่องยนต์ดูดุดัน พร้อมเปลี่ยนคลัทช์ให้เป็นระบบ Hydraulic และคาบูเรเตอร์ Keihin FCR35 flatsides ถูกเสียบแทนที่คาบูฯเก่าเพื่อการตอบสนองต่อคันเร่งที่รวดเร็วขึ้น และระบบท่อไอเสียนั้น ได้รับการสลับใส่จาก BMW S1000R ทั้งเส้น มาบิดมาโมนิดหน่อยก็ได้ท่อสวยสมใจแล้ว..

ภายนอก
“เราอยากได้รถที่มีเฟรมแบบ Monocoque และฝาปิดถังน้ำมันแบบรถ Endurance มาตลอด ดังนั้นเราเลยตัด Sub-Frame เก่าออก และทำอันใหม่ให้มันซะ ซึ่งเป็นสถานที่เก็บส่วนของอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ต่างๆใต้เบาะ”
ถังน้ำมันเป็นของเดิม (!?) แค่ถูกตัดแต่งมากเป็นพิเศษ ด้วยดีไซน์ใหม่ทำให้ถังน้ำมันถูกยื่นเข้ามาถึงพื้นที่เบาะนั่งคนขับ ดังนั้นการตัดแต่งเหล่านี้จึงทำให้ Paul และ Linda ต้องสร้างเฟรมชั่วคราวขึ้นมาเพื่อรองรับการคัสตอมถังน้ำมันและแฟริ่งให้เสร็จสิ้น “เราใช้เวลาอยู่ 2-3 วันเลย ในการทับเหล็กไปมา ที่สำคัญต้องระวังไม่ให้อะไรไปโดนเฟรมชั่วคราวที่เราทำไว้ ไม่งั้นพังมดแน่ๆ”
ชิลด์บังลมเก่าๆที่ถูกวางลืมไว้ในมุมมืดของอู่เรา ถูกเอามาเหลาเข้ามุมใหม่บวกกับการทำความสะอาด พอได้มาประกอบกับแฟริ่งหน้าสไตล์คาเฟ่เรเซอร์ก็ดูเข้าที พร้อมหมุดยึดแบบ Quick-Release
ส่วนตูดมดด้านหลัง เป็นที่อยู่ของแบตเตอรี่ Lithium-ion และเช่นเดียวกับทั่วทั้งตัวถัง มันทำมาจาก “เหล็ก”

“การทำงานในส่วนของบอดี้รถด้านนอกนั้นถือว่าเป็นงานหินใช้ได้เลยล่ะ ผมต้องง่วนหาที่ใส่กล่องฟิวส์ไว้ใต้ถังน้ำมัน เพื่อที่จะให้การทำการตรวจสอบและการดูแลทำได้ง่ายโดยไม่ต้องรื้อชิ้นส่วนต่างๆออก แม้ว่าตำแหน่งตรงนั้นมันจะต้องก้มไปดูมากกว่าปกติสักหน่อย แต่เราถือว่าคุ้มค่า..”

ขั้นตอนสุดท้ายก็คือการเดินสายไฟใหม่หมด ติดตั้งระบบไฟ LED รอบคัน จากนั้นจึงหิ้วเจ้า Zephyr 750 ขึ้นเครื่อง Dyno ปรับจูนคันเร่งและเครื่องยนต์ให้เรียบร้อยก็เป็นอันคืนชีพอย่างเสร็จสมบูรณ์ ..และเจ้า Kawasaki Zephyr 750 คันงามคันนี้ก็เป็นบทพิสูจน์ชั้นเยี่ยมว่า คุณไม่ต้องมีอู่ขนาดใหญ่โตก็สามารถสร้างรถเท่ๆขึ้นมาได้อย่างไม่เกินความตั้งใจ
เรื่อง: bikeexif.com
ภาพ: Tony Jacobs
แปล: Gun1000R

