2025 Honda CB1000 Hornet SP แตนยักษ์ปรับใหม่ ใส่ออปชันเทพ
เปิดตัวโมเดลใหม่อีกแล้วกับค่ายปีกนก ล่าสุดส่ง Honda CB1000 Hornet SP 2025 แตนยักษ์ปรับโฉมใหม่ ใส่ออปชันเทพ แน่นอนว่ามีตัวแสตนดาร์ดด้วย ซึ่งเราก็จะรวบรัดลงเป็นข่าวเดียวกันไปเลย แล้วจะชี้ให้เห็นว่ามีอะไรแตกต่างกันบ้าง
ดีไซน์
ภายนอกยังคงมีสไตล์แบบเดิม ตัวรถมีการออกแบบที่ประเทศญี่ปุ่นด้วยคอนเซปต์หลัก ๆ คือ ดิบและดุดัน คือให้รถดุดันแบบไม่มีส่วนใดที่เกินความจำเป็น แต่มีการปรับเปลี่ยนสีสันและกราฟิก โดยเฉพาะตัว SP ที่มาพร้อมกับสีดำตัดด้วยสีทอง โช้คสีทองและล้อสีทองเพิ่มความหรูหราพรีเมียม โดดเด่นด้วยไฟหน้าคู่เฉียบคมและถังน้ำมันตามสไตล์ของ Hornet
ขุมพลังเครื่องยนต์
เป็นเครื่องยนต์ของ CBR1000RR ปี 2017 ที่เป็นเครื่อง 4 สูบเรียงระบายความร้อนด้วยน้ำขนาด 1,000 ซีซี ใช้ถังน้ำมันขนาด 17 ลิตร สั่งงานความแรงผ่านระบบคันเร่งไฟฟ้า พร้อมใส่วาล์ว RC ในปลายท่อไอเสีย RC ช่วยให้มีกำลังแรงม้าสูงสุดมาที่ 155 แรงม้าที่ 11,000 รอบต่อนาที และแรงบิดสูงสุดที่ 107 นิวตันเมตรที่ 9,000 รอบ เมื่อเทียบตัวสแตนดาร์ดที่เคลมแรงม้าสูงสุดมาที่ 149.66 แรงม้า ที่ 11,000 รอบต่อนาที และแรงบิดสูงสุดที่ 104 นิวตันเมตรที่ 9,000 รอบ สรุปง่าย ๆ ว่าแรงกว่าปกติด้วยแรงม้ามากกว่า 5 แรงม้าและแรงบิดที่มากกว่า 3 นิวตันเมตร
นอกจากนี้แล้วยังมีการปรับอัตราทดเกียร์ใหม่ให้มีประสิทธิภาพการขับขี่รอบด้านดีขึ้น ขณะที่เกียร์ 6 ก็ปรับให้สามารถขี่เดินทางไกล ๆ ได้สบายมากขึ้น ยังมีระบบแอสซิสต์และสลิปเปอร์คลัตช์เสริมความปลอดภัย และรุ่น SP นี้ยังให้ควิกชิฟเตอร์แบบ 2 ทางพร้อมระบบออโต้บลิพจากโรงงานมาให้เลยอีกด้วย
ช่วงล่าง
ช่วงล่างก็มีการปรับปรุงเปลี่ยนแปลง โดยมีเฟรมใหม่แบบทวินสปาร์ที่ปรับให้มีการถ่ายน้ำหนักไปด้านหน้ามากขึ้นและมีการออกแบบให้เพิ่มความแข็งแรงต่อการบิดตัวมากขึ้น 70% เพื่อให้ขับขี่ได้คล่องตัวมากขึ้น
ส่วนระบบกันสะเทือนด้านหน้าจะเป็นโช้ค Showa SFF-BP แบบหัวกลับที่สามารถปรับแต่งได้ได้ทั้งพรีโหลด คอมเพรสชันและรีบาวด์ ซึ่งตรงนี้จะเหมือนกันทั้งรุ่น Standard และ SP แต่ด้านหลังจะอัปเกรด Ohlins TTX36 โช้คเดี่ยวที่ปรับแต่งได้ทั้งพรีโหลด คอมเพรสชันและรีบาวด์ รุ่นธรรมดาจะเป็นโช้ค Showa ที่ปรับได้แต่พรีโหลดและรีบาวด์
ระบบเบรกเองก็ได้รับการอัปเกรด โดยรุ่นพิเศษดังกล่าวนี้จะได้รับการอัปเกรดเป็น Brembo Stylema แทนที่ Nissin โดยจะเป็นคาลิเปอร์เบรก 4 ลูกสูบเหมือนกัน พร้อมกับดิสก์เบรกคู่ขนาด 310 มม. ด้านหลังจะเป็นดิสก์เบรกเดี่ยวขนาด 240 มม. คาลิเปอร์เบรก Nissin ลูกสูบเดียว
ปิดท้ายด้วยล้ออลูมิเนียม 5 ก้านแบบตัว Y แบบเดียวกับ CBR1000RR-R Fireblade รัดด้วยยางขนาด 120/70 – ZR17 และ 180/RR – ZR17 หน้าหลังตามลำดับ
เทคโนโลยี
นอกจากเรื่องคันเร่งไฟฟ้า แอสซิสต์และสลิปเปอร์คลัตช์ที่กล่าวถึงไปแล้วตัวรถยังมีเทคโนโลยีเรื่องการขับขี่อีกหลายอย่างด้วยกันไม่ว่าจะเป็น โหมดการขับขี่ 3 โหมด Standard, Rain และ Sport บวกกับโหมด User ที่ผู้ใช้สามารถตั้งค่าได้เองอีก 2 โหมด ระบบควบคุมกำลังเครื่องยนต์ 3 ระดับ ระบบควบคุมเอ็นจิ้นเบรก 3 ระดับ ระบบแทรคชันคอนโทรล 4 ระดับที่ผนวกเอาระบบควบคุมการลอยตัวของล้อไปด้วยในตัว ระบบเบรก ABS ระบบ ESS รวมไปถึงระบบหน้าจอสี TFT ขนาด 5 นิ้วที่สามารถเชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟนและใช้งาน Honda RoadSync ได้
ส่วนเรื่องของการจำหน่ายนั้นรุ่น SP มีสีเดียวคือสีดำด้านล้อสีทองและโช้คสีทอง (Mat Ballistic Black Metallic with Desert Gold Metallic wheels and Gold front forks)
ขณะที่รุ่นสแตนดาร์ดจะมีด้วยกัน 3 เฉดสี ได้แก่ แดง Grand Prix Red, เทาด้าน Mat Iridium Gray Metallic และขาวมุก Pearl Glare White
สนนราคาค่าตัวสแตนดาร์ดอยู่ที่ 8,999 ปอนด์หรือราว ๆ 393,000 บาทโดยประมาณ ส่วนรุ่น SP จะอยู่ที่ 9,999 ปอนด์หรือราว ๆ 436,500 บาทโดยประมาณ แน่นอนว่าถ้ามาจำหน่ายในไทยราคาก็จะกระโดดขึ้นไปอีกพอสมควร อาจจะเริ่มต้นที่ 4 แสนกลาง ๆ สำหรับรุ่นสแตนดาร์ด และไปจนถึง 5 แสนต้น ๆ สำหรับรุ่น SP ทั้งนี้โมเดล 2024 ที่เปิดตัวในงาน Eicma ปี 2023 ก็ยังไม่เคยมาจำหน่ายในไทย ต้องลุ้นกันว่าโมเดล 2025 นี้จะมาขายในไทยด้วยหรือไม่ครับ
อ่านทดสอบรีวิวรุ่นอื่น ๆ คลิกที่นี่
ติดตามข่าวสารทางแฟนเพจได้ที่นี่
















