CVO Road Glide RR แบ็กเกอร์ตัวซิ่งขั้นสุดจาก Harley-Davidson
เปิดตัวโมเดลสุดพิเศษอีกแล้วสำหรับค่ายรถจากเมืองลุงแซม แดนอเมริกันอย่าง Harley-Davidson กับแบ็กเกอร์ตัวซิ่งรุ่นพิเศษจำนวนจำกัดที่มีชื่อเสียงเรียงนามว่า CVO Road Glide RR ซึ่งทางค่ายเคลมมาว่าเป็นรถที่ทรงพลังและลื่นไหลมากที่สุดในประวัติศาสตร์อันยาวนานกว่า 122 ปีของทางแบรนด์เลยทีเดียวเชียวละ
สำหรับดีไซน์และสไตล์ของตัวรถนั้นได้แรงบันดาลใจมาจากลวดลายจากรถแข่งของทีมโรงงาน Harley-Davidson Factory Racing Team ที่ลงแข่งในการแข่งขัน Mission King of the Baggers คลาสย่อยในรายการแข่งขันใหญ่อย่าง MotoAmerica ซึ่งใช้เจ้า CVO Road Glide มาปรับแต่งให้กลายเป็นรถแข่งสุดทรงพลัง
ตัวรถจมาพร้อมสีส้มสุดจี๊ด Solid Racing Oage ไล่เฟดไปเป็นลายกราฟิก Bar & Shield โลโก้ของทางแบรนด์ บนแฟริ่ง ถังน้ำมัน ฝาครอบข้าง และกล่องข้าง โดยในบางจุดจะเผยให้เห็นลวดลายและการถักทอของเส้นใยคาร์บอนไฟเบอร์ ยังมีลายกราฟิก Screamin’ Eagle สีขาว พาดจากถังน้ำมันไปยังแฟริ่งด้านข้างอีกด้วย ส่วยเครื่องยนต์นั้นทำสีดำ พร้อมไฮไลต์สีส้ม ปิดท้ายด้วยล้อสีดำเงา พร้อมตัวอักษร CVO RR เลเซอร์บนขอบล้อหน้าอีกด้วย
ตัวรถจะมาพร้อมเบาะนั่งเดี่ยวอานม้าที่ไม่เพียงสวยงามมีสไตล์เป็นเอกลักษณ์แล้วยังช่วยให้ควบคุมตัวรถเวลาเข้าโค้งได้ดียิ่งขึ้นอีกด้วย นอกจากนี้ยังมีเรื่องของการปรับเปลี่ยนท่านั่งและการยศาสตร์ให้เหมาะกับสไตล์ที่เป็นเรซซิ่งอีกด้วย ไม่ว่าจะเป็นพักเท้ากลาวตัวรถแทนที่ฟุตบอร์ด เพื่อเพิ่มองศาการเอียงรถเข้าโค้งได้มากขึ้น โดยพักเท้าจะเป็นพักเท้าอลูมิเนียม CNC ยังมีแฮนด์บาร์ Moto Bar และตัวยกแฮนด์เพื่อให้ได้ท่านั่งที่หลังตรงมากขึ้น
และที่สำคัญจะขาดไปไม่ได้เลยคือเพลตแสดงความเป็นลิมิเต็ดอิดิชันบนแผงคอที่จะรันนัมเบอร์จาก 001 – 131 ซึ่งสื่อถึงพิกัดเครื่องยนต์ 131 ลูกบาศก์นิ้วและเป็นจำนวนทั้งหมดที่ผลิตขึ้นมาจำหน่ายนั่นเอง
ต่อกันที่ขุมพลังเครื่องยนต์เป็นเครื่องยนต์ Screamin’ Eagle เครื่องใหม่ ซึ่งจะเป็นเครื่องวีทวินขนาด 131 ลูกบาศก์นิ้วหรือ 2,147 ซีซี ที่ทางค่ายเคลมกำลังแรงม้าสูงสุดมามากถึง 153 แรงม้าที่ 5,750 รอบต่อนาที กับแรงบิดสูงสุดมหาศาลถึง 204 นิวตันเมตรที่รอบต่ำเพียง 4,750 รอบต่อนาทีเท่านั้น
ทั้งนี้ความแรงที่ได้มาเป็นผลจากการนำเครื่องยนต์ไปตกแต่งด้วยชิ้นส่วนแบบ Stage 4 พร้อมกับปรับจูนให้มีแรงบิดที่ดุดันตั้งแต่รอบต่ำ ๆ โดยมีการปรับแต่งที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นการ CNC ฝาสูบขึ้นใหม่ ทำให้ได้ห้องเผาไหม้และพอร์ตไอดีไอเสียใหม่ ซึ่งพอร์ตไอดีไอเสียใหม่นี้จะใหญ่กว่าปกติ 2 มม. ช่วยเพิ่มการไหลเวียนของไอดีไอเสียให้มีมากยิ่งขึ้น วาล์วไอเสียเองก็มีการปรับไปใช้วาล์วที่ทำมากอินคอเนลเพิ่มความทนทาน ซีตวาล์วหลากหลายมุมเองก็ถูกผสานเข้ากับช่องทางและห้องเผาไหม้อย่างสมบูรณ์ นอกจากนี้ตัวฝาสูบเองก็มีการระบายความร้อนด้วยน้ำเพิ่มเข้ามาอีกด้วย
ยังมีเรื่องของแคมชาฟต์โปรไฟล์ใหม่ช่วยเพิ่มอัตราการไหลเวียนที่รอบสูง ๆ เพื่อแรงม้าที่มากขึ้น ฝั่งไอดียังใช้เรือนปีกผีเสื้อขนาดใหญ่เข้าคู่กับท่อไอดีอลูมิเนียมเพื่อรีดแรงม้า โดยท่อที่ว่านี้ CNC ขึ้นอย่างแม่นยำเพื่อให้อากาศไหลผ่านได้ดีที่สุด และมีน้ำหนักเบาที่สุด และมีกาปรับไปใช้กรองอากาศแบบไฮโฟลว์ที่ล้างทำความสะอาดได้ของทางค่ายอีกด้วย และเพื่อความทนทาน ชิ้นส่วนภายในเครื่องยนต์ก็มีการอัปเกรดให้เหมาะสมตามไปด้วย
มีการใช้ชามคลัตช์ใหม่ CNC ขึ้นจากอลูมิเนียม 7075 ซึ่งออกแบบมาให้มีความแม่นยำสูง เพื่อที่จะลดการสึกหรอจากการใช้งาน ฝาครอบชุดขับเคลื่อนอลูมิเนียม CNC ขึ้นมาใหม่เพื่อรีดน้ำหนัก รวมไปถึงมีการเพิ่มครีบเพื่อระบายความร้อน และยังมีประโยชน์ช่วยให้ลดมีระยะองศาสำหรับแบนโค้งได้มากขึ้นด้วย
สุดท้ายในเรื่องของเครื่องยนต์คือมีการใช้ท่อ Akrapovic ใหม่ที่เป็นไทเทเนียมเต็มระบบ แบบ 2 ออก 1 มีชิลด์กันความร้อนคาร์บอนไฟเบอร์และปลายท่อเป็นไทเทเนียมทั้งหมด ช่วยให้มีน้ำหนักเบาลงกว่า 4.54 กิโลกรัมเมื่อเทียบกับท่อเดิม
พูดเรื่องเครื่องยนต์มาซะเยอะ ขอตัดเข้าสู่เรื่องของช่วงล่างกันบ้างดีกว่า ซึ่งในด้านนี้ก็ถือว่ามีจุดเด่นไม่น้อยไปกว่าเรื่องของเครื่องยนต์เลย โดยระบบกันสะเทือนนั้นจัดเต็มด้วยโช้คสีเหลืองทองจากสวีเดน Ohlins ทั้งด้านหน้าและด้านหลัง โดยด้านหน้าจะเป็นโช้คหัวกลับ Ohlins FGR 253 43 มม.ที่ทั้งสองแบรนด์พัฒนาร่วมกัน โดยสามารถปรับแต่งได้ทั้งพรีโหลด รีบาวด์และคอมเพรสชันแดมปิ้ง ส่วนด้านหลังจะเป็นโช้คคู่ Ohlins ที่มาพร้อมซับแทงค์ สามารถปรับแต่งได้ทั้งพรีโหลด รีบาวด์และคอมเพรสชันแดมปิ้งได้เช่นกัน โดยโช้คหลังจะทำงานร่วมกับสวิงอาร์มอลูมิเนียม CNC
ส่วนระบบเบรกแน่นอนว่าจัดเต็มเช่นกัน โดยด้านหน้าจะเป็นดิสก์เบรกหน้าคู่แบบจาน T-Drive 320 มม. พร้อมคาลิเปอร์เบรก Brembo GP4-RX CNC ซึ่งเป็นคาลิเปอร์เบรกแบบโมโนบล็อก เรเดียลเมาท์ 4 ลูกสูบ น้อง ๆ ระบบเบรก MotoGP โดยมีปั๊มบนที่สามารถปรับระยะได้ด้วย ส่วนด้านหลังจะเป็นดิสก์เบรกเดี่ยว 300 มม. ร่วมกับคาลิเปอร์เบรก Brembo แบบ 4 ลูกสูบ
ปิดท้ายด้วยล้ออลูมิเนียมรัดด้วยยาง Dunlop® Harley-Davidson ขนาด 130/60 – B19 และ 180/55 – B18 หน้าหลังตามลำดับ
ทีนี้มาพูดเรื่องของระบบอิเล็กทรอนิกส์ที่มีมาให้กันบ้างครับ ตัวรถนั้นใช้ระบบคันเร่งไฟฟ้า มีโหมดการขับขี่ให้เลือก 5 โหมดจากโรงงาน และคัสคอมเพิ่มเติมได้เองอีก 4 โหมด ซึ่งที่เด่น ๆ เลยก็จะเป็นโหมด Track และ Track ซึ่งจะช่วยให้ขับขี่ในสนามได้แบบเต็มที่ ออกจากเรื่องของโหมดการขับขี่ ตัวรถยังมีระบบกระจายแรงเบรกไฟฟ้า ระบบเบรก Cornering ABS ระบบแทรคชันคอนโทรล ระบบแดร็กทอร์คสลิปคอนโทรล หรือระบบควบคุมเอ็นจิ้นเบรก ระบบช่วยหยุดหรืออกตัวบนทางลาดชัน และระบบแจ้งเตือนแรงดันลมยาง
และยังมีเรื่องของความบันเทิงด้วยระบบเครื่องเสียงประสิทธิภาพสูง โดยมีระบบเสียงจากทาง Rockford Fosgate Stage III ซึ่งมีลำโพงขนาด 6.5 นิ้ว 3 ทิศทาง 2 ตัวที่แฟริ่งด้านหน้า โดยแต่ละตัวจะให้กำลังขับ 250 วัตต์ RMS โดยมีแอมป์ขับขนาด 500 วัตต์ RMS จากทาง Rockford Fosgate เช่นกัน เรียกว่ากระหึ่มสะใจวัยมันอย่างแน่นอน และจะมีช่องสำหรับใส่ของขนาดใหญ่มากพอที่จะใส่โทรศัพท์ 2 ช่องที่ด้านในแฟริ่งด้านหน้า โดยช่องด้านขวาจะมีช่องจ่ายไฟแบบ USB-C ให้ใช้งานอีกด้วย
ทั้งนี้เพื่อความสะดวกสบายในความบันเทิงและการใช้งาน ทางค่ายจัดหน้าจอสี TFT ขนาด 12.3 นิ้วเบิ้ม ๆ มาให้ใช้งานอีกด้วย โดยสามารถเชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟนเพี่อใช้งาน Apple Carplay แบบไร้สายได้อีกด้วย และไอ้เจ้าหน้าจอที่ว่ามานี้รันอยาบนระบบปฏิบัติการ Skyline ที่สามารถอัปเดตตัวเองได้ผ่านระบบอินเตอร์เน็ตไร้สายอีกด้วย
อ้อเกือบลืมไปเป็นแบกเกอร์ก็ต้องมีกล่องท้ายด้วย ซึ่งกล่องท้ายล็อคนั้นมีความจุรวมมากถึง 68.5 ลิตรกันเลยทีเดียว
สุดท้ายนี้นะครับจำหน่ายด้วยค่าตัว 110,000 เหรียญสหรัฐ หรือราว ๆ 3.71 ล้านบาทกันเลยทีเดียว ถือว่าราคาค่อนข้างแรงเลยทีเดียว แต่คิดว่าค่อนข้างคุ้มค่าเลยกับสมรรถนะ ความพิเศษ และความโดดเด่นที่เจ้าของรถจะได้ งานนี้ใครเงินเหลือจริง ๆ และเป็นแฟนพันธุ์แท้ HD สายซิ่งก็ควรจะต้องหาโอกาสเป็นเจ้าของเจ้า CVO Road Glide RR คันนี้ให้ได้นะครับ
อ่านทดสอบรีวิวรุ่นอื่น ๆ คลิกที่นี่
ติดตามข่าวสารทางแฟนเพจได้ที่นี่

















