Superveloce 1000 AGO ซูเปอร์ไบค์รุ่นพิเศษแด่ตำนานของ MV Agusta

Superveloce 1000 AGO ซูเปอร์ไบค์รุ่นพิเศษแด่ตำนานของ MV Agusta

Superveloce 1000 AGO

โลกแห่งการแข่งขันมอเตอร์ไซค์นั้นเป็นอะไรที่มากกว่าแค่มอเตอร์สปอร์ต โชว์ หรือว่าแค่การแข่งขันระหว่างคนหรือทีม แต่มันเป็นเหมือนจักรวาล ๆ นึงเลยทีเดียว มันมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว เต็มไปด้วยเรื่องราว ตำนาน เรื่องเล่า ความสัมพันธ์ ความกล้าหา ไปจนถึงความเป็นความตาย โดยมีนักแข่งเป็นผู้สวมบทบาทสำคัญ 1 ในนั้นมีชื่อนึงที่ผู้คนจดจำกันได้ดี เขาคือ Giacomo Agostini ที่มาของ Superveloce 1000 AGO โมเดลพิเศษจาก MV Agusta ที่อุทิศแด่ตำนานผู้นี้

Superveloce 1000 AGO

Agostini คือแชมป์โลก 15 สมัยชาวอิตาลี ชนะการแข่งขันระดับโลกมาแล้ว 123 เรซ และเคยชนะ TT มาแล้ว 10 ครั้ง เขาคือตำนานของทางค่ายอย่างแท้จริง ในโอกาสที่ทางค่ายครบรอบ 80 ปีจึงได้ทำโมเดลนี้ขึ้นเพื่อเป็นเกียรติให้ตำนานผู้นี้นี่เอง โดยโมเดลนี้จะผลิตขึ้นแค่เพียง 83 คันเท่ากับอายุของ Agostini ในปี 2025 และเขาจะเซ็นลายเซ็นให้เองกับมือทุกคัน และแต่ละคันจะมีหมายเลข 1 – 83 ไม่ซ้ำคันบนเพลตทองคำแท้ ๆ

พิเศษแบบไม่มีใครเคยทำ

Superveloce 1000 AGO

นอกจากนี้แต่ละคันจะมีสิ่งที่ไม่เคยเกิดขึ้นในรถโปรดักชันมาก่อนคือ ตัวรถแต่ละคันจะมีกุญแจพิเศษที่มีชิ้นส่วนนึงของรถทำมาจากถ้วยรางวัลที่เขาเคยได้รับ โดยเจ้ากุญแจที่ว่ามีเคส CNC ขึ้นจากอลูมิเนียมทั้งชิ้นแล้วอโนไดซ์ด้วยสีแดงสด โดยมีเหรียญทองเหลืองตรงกลางที่ทำขึ้นจากชิ้นส่วนของถ้วยรางวัลที่เขาเคยได้รับจากการแข่งขัน ซึ่งปู่แกได้เลือกมาเองและบริจาคให้กับทางค่าย ทำให้ลูกค้าผู้ครอบครองโมเดลพิเศษนี้ได้ครอบครองส่วนนึงของประวัติศาสตร์ควบคู่ไปด้วย

ดีไซน์สุดปราณีต

เจ้าซูเปอร์เวโลเช่โมเดลพิเศษนี้โดดเด่นด้วยแฟริ่งคาร์บอนไฟเบอร์ดีไซน์โดดเด่นสะดุดตาด้วยสีแดงเพลิงและสีเงินที่ผสมผสานกันอย่างลงตัวเพิ่มความโดดเด่นและหรูหรา ซึ่งสีนี้ก็ได้แรงบันดาลใจมาจากรถแข่งของปู่นั่นเอง

มีลายกราฟิกหมายเลข 1 บนพื้นแบ็กกราวด์สีเหลืองที่ด้านข้างสื่อถึงตัวปู่ที่เป็นตำนานอันดับ 1 ซึ่งส่วนนี้ก็จะแม็ตชิ่งกับครอบไฟหน้า CNC ขึ้นมาและทำสีเหลืองเช่นกัน

ยังมีดีเทลสุดหรูคือการใช้สายรัดหนังเอกลักษณ์พิเศษของซูเปอร์เวโลเช่คาดบนถังน้ำมันพร้อมเพลตสีทองที่ตอกคำว่า 15 Titoli Mondiali แปลว่า แชมป์โลก 15 สมัย จำนวนแชมป์ของปู่นั่นเอง

นอกจากนี้ยังมีเบาะหนังอัลคันทาร่าปักชื่อ Agostini และแถบสีรูปลูกศรลวดลายจากชุดแข่งของปู่อีกด้วย

และที่พิเศษเพิ่มเติมไปอีกระดับคือ ลูกค้าทั้ง 83 คนที่เป็นเจ้าของจะได้มีโอกาสสั่งตัดชุดคัสตอมพิเศษที่มีชื่อว่า Dainese Custom Works Demone GP 3X และเป็นเจ้าของหมวกรุ่นพิเศษ AGV Pista GP RR ที่เกิดขึ้นจากความร่วมมือของทั้งสองแบรนด์ ซึ่งทั้งชุดและหมวกก็เป็นตัวท็อประดับนักแข่ง MotoGP ใช้งานกันเลยทีเดียว

Superveloce 1000 AGO

เข้าเรื่องสเปคกันบ้าง โดยเจ้าโมเดลนี้มาพร้อมขุมพลัง 4 สูบเรียง ที่ให้กำลังแรงม้าสูงสุด 208 แรงม้า (153 กิโลวัตต์) 13,000 รอบต่อนาที และมีแรงบิดสูงสุดที่ 116.5 นิวตันเมตรที่ 11,000 รอบต่อนาที ซึ่งทำได้ด้วยวาล์วไทเทเนียม ก้านสูบไทเทเนียมฟอร์จ และแคมฯเคลือบ DLC ทำให้สามารถปั่นรอบสูงสุดได้มากถึง 14,000 รอบต่อนาที เสริมความแรงด้วยปลายท่อไอเสียไทเทเนียมจาก Akrapovic ซึ่งทางค่ายเคลมตัวเลขท็อปสปีดมาว่าทะลุ 300 กม./ชม. และทำอัตราเร่งจาก 0 – 100 กม./ชม. ได้ภายใน 3.1 วินาที  0 – 200 กม./ชม.ได้ภายใน  7.8 วินาทีเท่านั้น โดยใช้น้ำมันจากถังขนาด 16 ลิตร

ส่วนแชสซีของตัวรถเลือกใช้เฟรมแบบถักหรือเทรลลิสเฟรมทำจากเหล็กกล้าความแข็งแรงสูงร่วมกับเพลตอลูมิเนียมที่เชื่อมต่อกับสวิงอาร์มเดี่ยวอลูมิเนียมอัลลอยเอาไว้ ในด้านของระบบกันสะเทือนจัดเต็มเทคโนโลยีจาก Ohlins โดยจะได้เป็นโช้คไฟฟ้าเต็มระบบ ด้านหน้าเป็นโช้คหัวกลับ Ohlins NIX EC ขนาด 43 มม. และด้านหลังเป็นโช้คเดี่ยว Ohlins EC TTX ซึ่งปรับแต่งผ่านระบบไฟฟ้าได้ทั้งหมด และยังมีกันสะบัดมาให้ด้วย

Superveloce 1000 AGO

ขณะที่ระบบเบรกด้านหน้าเป็นคาลิเปอร์เบรก Brembo Stylema กับดิสก์เบรกคู่ขนาด 320 มม. โดยสั่งงานด้วยปั๊มบน Brembo ส่วนด้านหลังเป็นดิสก์เบรกเดี่ยวร่วมกับคาลิเปอร์เบรก Brembo 2 ลูกสูบ ปิดท้ายด้วยล้อซี่ลวดแบบไม่ต้องใช้ยางใน รัดด้วยยางขนาด 120/70 – ZR17 และ 200/55 – ZR17

ส่วนระบบอิเล็กทรอนิกส์ก็จัดเต็มเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นระบบคันเร่งไฟฟ้า โหมดการขับขี่ 4 โหมด Rain, Sport, Race และ Custom ซึ่งตั้งค่าได้เอง ควิกชิฟเตอร์แบบ 2 ทาง ระบบประมวลผลแรงเฉื่อย ระบบแทรคชันคอนโทรล 8 ระดับ ระบบควบคุมการลอยตัวของล้อ ระบบเบรก Cornering ABS  ระบบช่วยออกตัว ระบบครูซคอนโทรล หน้าจอสี TFT 5.5 นิ้วเชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟนผ่านระบบบลูทูธได้ พร้อมใช้งานระบบนำทางแบบมิเรอร์หน้าจอขึ้นมาได้

Superveloce 1000 AGO

ส่วนสนนราคายังไม่มีการแจ้งแต่บอกได้เลยว่าแรงตามตัวรถแน่นอน เพราะโมเดลพื้นฐานก็สตาร์ทที่ 70,700 ยูโรหรือราว ๆ 2.66 ล้านบาท คันนี้อาจจะโดดไปแต่ที่ 3 ล้านปลาย ๆ ก็เป็นได้ แต่งานนี้บอกเลยว่าใครได้เป็นเจ้าของบอกเลยว่าสุดจริง ๆ

อ่านทดสอบรีวิวรุ่นอื่น ๆ คลิกที่นี่

ติดตามข่าวสารทางแฟนเพจได้ที่นี่