รีวิว Kawasaki KLE500 สะท้อนจิตวิญญาณแห่งทะเลทราย จากค่ายยักษ์เขียว!
เปิดตัวพร้อมให้สื่อได้ทดสอบ รีวิว Kawasaki KLE500 กันแล้ว โดยโมเดลนี้มาพร้อมคอนเซ็ปต์ใหม่ “Life is a Rally. Ride It.” ซึ่งเป็นการกลับมาของตำนานปี 1991 สู่การพัฒนาที่ได้รับแรงบันดาลใจในการออกแบบจากรถแข่งแรลลี่ นำเอาเทคโนโลยีเข้ามาผสมผสาน ยกระดับดีไซน์เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้ขับขี่ทั่วโลก เจาะกลุ่มแอดเวนเจอร์คลาสกลาง เปิดตัวพร้อมกัน 2 รุ่น STD ราคาค่าตัวสุดว้าวที่ 199,000 บาทและ SE กับต่าตัวเพียง 219,000 บาทเท่านั้น
ในครั้งนี้เราได้มีโอกาสทดสอบในรูปแบบออฟโรดที่สนาม Spirit of the 4×4 Driving School เขาใหญ่ ซึ่งมีหลากหลายสถานีให้ทดสอบ ทำให้ได้สัมผัสสมรรถนะของ DNA ความเป็นรถแอดเวนเจอร์สายลุยอย่างเต็มที่ และมีหลายจุดที่น่าสนใจ มาอย่าเสียเวลาไปลุยกันดีกว่า
ดีไซน์
ขอพูดถึงเรื่องดีไซน์ก่อน เพราะถือว่าเป็นส่วนประกอบแรกของการตัดสินใจของหลาย ๆ คน รูปลักษณ์ที่เพรียวบาง สูงเพรียวเด่นสง่างาม เหมือนม้าศึก มองไม่มีเบื่อ แนะนำว่าถ้าคุณยังไม่อยากเสียตังอย่าเพิ่งไปเจอตัวจริง เนื่องจากได้แรงบันดาลใจมาจากรถแข่งแรลลี่
จุดเด่นของชุดแฟริ่งที่เน้นความเพรียวบาง เข้ากับตัวเฟรมเหล็กถักน้ำหนักเบาสีเขียวได้ลงตัวสุด ๆ ไฟหน้า 3 ดวงแบบใหม่ตามแบบฉบับของ Kawasaki (สองดวงบนเป็นไฟต่ำ) ขนาดเล็ก มาพร้อมกับชุดชิลด์หน้าทรงไม่สูงมากจนเกินไป ดูกระชับและปราดเปรียว บังโคลนหน้าทรงต่ำ ถังน้ำมันทรงเพรียวบาง ท้ายรถที่ออกแบบมาให้สามารถติดตั้งสัมภาระได้ สุดท้ายคือปลายท่อที่ต่ำไปนิด ขัดใจผมอยู่บ้างแต่ทางเขาทำมาเผื่อให้ติดตั้งสัมภาระได้ง่าย ไม่โดนท่อ โดยรวม ๆ แล้วถือว่าลงตัวมาก ๆ
เครื่องยนต์
ขุมพลังเครื่องยนต์ 2 สูบเรียง ขนาด 451 ซีซี ระบายความร้อนด้วยน้ำ มาพร้อมกับระบบคลัตช์แบบ Assist & Slipper Clutch ถังน้ำมัน 16 ลิตร สเตอร์ 15/46 กำลังสูงสุดประมาณ 52 แรงม้า ที่ 10,000 รอบ/นาที แรงบิด 42.6 นิวตันเมตร ที่ 7,500 รอบ/นาที เป็นเครื่องยนต์ที่ใช้อยู่ใน 500 ซีรีส์ของทาง Kawasaki ทว่าถูกปรับจูนให้เหมาะกับสไตล์การขับขี่รูปแบบแอดเวนเจอร์เน้นแรงบิดที่ตอบสนองได้สนุกในทุกการควบคุม
ด้วยพละกำลังที่ให้มาที่สอดคล้องกับน้ำหนักตัวรถรวมของเหลวที่ 195 กก. กับตัวรถที่เพรียวบาง ทำให้การควบคุมทำได้ดีเยี่ยมในรูปแบบออฟโรด สามารถรีดพละกำลังออกมาเล่นได้อย่างสนุกแต่อยู่ในการควบคุม จุดเด่นเลยคือระบบ Assist & Slipper Clutch ที่ช่วยให้รีดพละกำลังได้อย่างนิ่มนวล รวบเกียร์ได้อย่างมั่นใจ ไม่ส่ายไม่สับ
สำหรับการนำออกไปเดินทางไกล จากการคาดเดา ด้วยแรงม้าและรอบเครื่อง ความเร็วที่สามารถทำได้ 140–160 กม./ชม. ทำได้อย่างแน่นอน ติดไว้ก่อน ไว้มีโอกาสนำออกทริปทดสอบเดี๋ยวได้รู้กัน
ช่วงล่าง
ระบบกันสะเทือนด้านหน้า โช้คหัวกลับขนาด 43 มม. ระยะยุบ 210 มม. ด้านหลังเป็นโช้คเดี่ยวพร้อมกระเดื่อง Uni-Trak ตัวใหม่ ให้ระยะยุบ 196 มม. สามารถปรับพรีโหลดได้ ทำงานร่วมกับสวิงอาร์มคู่อลูมิเนียม เป็นชุดช่วงล่างที่เรียบง่าย ด้วยน้ำหนักของผม 82 กก. อาจจะยังรู้สึกว่านุ่มไปนิดในทาง “ออฟโรด”
ด้วยระยะยุบกับเส้นทางในการผ่านสิ่งกีดขวาง อาจมีบางจังหวะที่ใต้ท้องรถไปเคาะอยู่บ้าง แต่ในภาพรวม สาดโค้ง สไลด์ ลุยน้ำ หิน เนิน เก็บได้สบาย ๆ หนึบเอาอยู่ ขี่สนุก อัปเกรดนิดหน่อยอร่อยแน่นอน แต่เข้าใจได้ ทุกคนต้องใจเย็น เขาทำมาให้เที่ยว ไม่ได้ทำมาเข้าป่าอย่างเดียว เพราะฉะนั้นถือว่าเป็นช่วงล่างที่ทำได้ดีแล้ว
![]() |
![]() |
ส่วนเรื่องระบบเบรกจะมีดิสก์เบรกหน้าเดี่ยวขนาด 300 มม. พร้อมคาลิเปอร์ Nissin 2 ลูกสูบ ด้านหลังเป็นดิสก์เดี่ยวขนาด 230 มม. พร้อมคาลิเปอร์ 2 ลูกสูบ จาก Nissin ทำงานร่วมกับระบบ ABS ที่สามารถเปิดปิดได้หน้า/หลัง ปรับได้ที่ประกับด้านซ้ายมือ โดยเปิดปิดพร้อมกันทั้งหน้าหลัง ไม่สามารถแยกปิดได้ เป็นชุดเบรกที่ไว้ใจได้ หนึบเอาอยู่ทุกสถานการณ์
ส่วนล้อจะเป็นล้อซี่ลวดขนาด 21 นิ้ว (หน้า) และ 17 นิ้ว (หลัง) พร้อมยาง IRC Trail Winner GP-410 ที่เหมาะทั้งทางดินและทางดำ วงล้อเน้นออกแบบมาให้ใช้ได้ทั้งออนโรด และออฟโรด เน้นความแข็งแรง ควบคุมง่ายและเบา ยางหนึบลุยได้ในทางออฟโรด ลองยางตัวนี้ในทางออนโรดแล้วก็ถือว่าหนึบใช้ได้ ส่วนดอกยางด้านข้างเองก็ไม่สูงมาก
ความแตกต่างระหว่าง 2 เวอร์ชัน
![]() |
![]() |
![]() |
สำหรับรุ่น SE จะได้หน้าจอสี TFT ที่สามารถเชื่อมต่อสมาร์ตโฟนได้ บอกข้อมูลอย่างครบครัน ปรับแสงอัตโนมัติ ชิลด์หน้าทรงสูง การ์ดแคร้งขนาดใหญ่ และการ์ดแฮนด์ ไฟเลี้ยวแบบ LED
![]() |
![]() |
![]() |
ส่วนรุ่น STD จะได้หน้าจอแบบ LCD การ์ดแคร้งเล็กกว่า ไม่มีการ์ดแฮนด์มาให้ ชิลด์หน้าเล็กกว่า แต่สำหรับผมว่าดูพร้อมลุยมากกว่า ดูกระชับดี ไฟเลี้ยวแบบหลอดธรรมดา
โดยทั้งสองรุ่นมีน้ำหนักต่างกันอยู่ 1 กก. เท่านั้น ตัว SE น้ำหนักรวมของเหลวอยู่ที่ 195 กก. ส่วน STD 194 กก. ถือว่าน้ำหนักกำลังดีมาก สาว ๆ ตั้งรถได้สบาย ๆ ไม่เป็นภาระผู้ขับขี่
ท่าขับขี่
เรื่องท่าทางการขับขี่การันตีว่าคันนี้เป็นแอดเวนเจอร์คลาสกลางที่มีความเพรียวบางและกระชับ ควบคุมได้ง่าย ด้วยความสูงเบาะที่ 870 มม. ได้ทดลองให้อินฟลูเอ็นเซอร์สาวสูง 159 ซม. คร่อมก็ถือว่ายังสอบผ่าน ด้วยน้ำหนักตัวที่ไม่มากเลยไม่ค่อยมีปัญหากับคนรูปร่างเล็ก
ท่านั่ง
เมื่อขับขี่ในท่านั่งจะได้ท่านั่งหลังตรง ถังน้ำมันแคบช่วยให้หนีบเข่าได้สะดวก แฮนด์กว้างกำลังพอดี ทำให้ควบคุมได้ง่าย คล่องตัว สามารถนั่งเลี้ยวเอียงรถได้มั่นใจ
ท่ายืน
และเมื่อขับขี่ในท่ายืน ก็สามารถหนีบรถได้ง่ายด้วยตัวถังที่เล็ก ใกล้เคียงกับรถเอ็นดูโร่ ให้ความรู้สึกกระชับ รถบาง กดรถลงง่าย ควบคุมบาลานซ์ได้อย่างครบทุกมิติ ยิ่งขี่ยิ่งมั่นใจ
สรุป
ครั้งนี้จัดเป็นการกลับมาพร้อมกับอาวุธหนักของทาง Kawasaki Thailand สำหรับผม รถแอดเวนเจอร์ในคลาสนี้ถือว่ามีการแข่งขันที่เข้มข้นมาก ๆ และมีทางเลือกที่หลากหลาย แต่หมัดเด็ดของคาวาซากิในคราวนี้เป็นเรื่องของราคาที่ทำการบ้านมาได้ดีเลยทีเดียว
บวกกับดีไซน์และสมรรถนะที่สอดคล้อง ที่ถึงแม้จะไม่ได้ใส่เทคโนโลยีอะไรมามากมาย แต่ก็สามารถหาจุดเด่นอื่นเข้ามาทำให้รถคันนี้เป็นทางเลือกของคนหลากหลายกลุ่ม จะสายลุย สายทัวร์ริ่ง หรือคนที่ต้องการใช้ในชีวิตประจำวัน ตอบโจทย์ได้ทุกรูปแบบการขับขี่ มือใหม่ขี่ได้ ผู้หญิงขี่ได้ สำหรับมือตึงก็อาจจะอัปเกรดช่วงล่าง เปลี่ยนยางดอกหนามแล้วไปขี่ไลน์สาด ๆ แรงมีให้ใช้เหลือ ๆ บันเทิงแน่นอน อยากให้ได้เห็น ได้ลอง แล้วคุณจะรักเลยสำหรับ Kawasaki KLE500 ทั้ง 2 เวอร์ชันนี้
อ่านทดสอบรีวิวรุ่นอื่น ๆ คลิกที่นี่
ติดตามข่าวสารทางแฟนเพจได้ที่นี่



















