…แต่จะเกิดอะไรขึ้น? เมื่อ KRUGGER ต้องมาจับงาน THE TRIUMPH BONNEVILLE BOBBER “ตัวแต่งโรงงาน” ซึ่งมี “ข้อจำกัด” ที่ต่างออกไปจากวิธีที่เค้าถนัด เช่น…มีคำสั่งเข้มงวดว่า จะต้องไม่ยิงเฟรมใหม่ ไม่เปลี่ยนชิ้นงานหลักๆ หรือห้ามไม่ให้คลายน็อตของเครื่องยนต์ออกเลย ผลผลิตภายใต้ข้อจำกัดนี้แหละจึงเกิดเป็น Bobber hardtail งานซึ่งถือว่า “หล่อสะกดใจ” กับรถที่มีระยะฐานล้อยาว แถมโหลดเตี้ยเรี่ยดิน อารมณ์แบบแดร็กไบค์ในสไตล์ HARDTAILS

เรื่องราวเบื้องหลัง “Bobber Basse-Bodeux” เริ่มต้นปลายปี 2017 เมื่อ Triumph เบลเยียม ส่งรถจักรยานยนต์ที่ขายเร็วที่สุดในประวัติศาสตร์ของบริษัท(ฮา) ไปยังฐานทัพของ Krugger พร้อมกับคำขอร้องหนึ่งเดียวที่มีคือ งานชิ้นนี้จะต้องเสร็จสิ้น!! ก่อนฤดูการแสดงรถจักรยานยนต์ปี 2018 ซึ่งถึงแม้จะมีตารางงานแน่นหนา Krugger ก็จัดการเหลา Bobber ด้วยรายละเอียดที่ซับซ้อนและการตกแต่งในแบบ factory-level จนเสร็จสมบูรณ์ทันเวลาให้ได้

จากมิติ “นั่งต่ำ” “Bobber Basse-Bodeux” ถูกตัดแกนโช้คลง 1 นิ้ว ส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจนที่สุดคือ “ระยะฐานล้อ” ซึ่งยาวออกไปอีก 75 มม. บั้นท้ายเซ็ทเป็น hardtail ออกแบบเอง แน่นอนว่าโช้คหลังเดิมก็ถูกย้ายออกไปอย่างไม่เหลือเยื่อใย! ตำแหน่งเบาะนั่งเพื่อให้ได้ที่นั่งที่พอดีกับเฟรม Krugger จึงสลับแขนรองรับเบาะ เบาะนั่งหุ้มหนังสีดำสวยงามโดย Wildhog

เชพถังน้ำมันเชื้อเพลิงลง 40 มม. โดยออกแบบใหม่อย่างละเอียดเพื่อวางให้ลงตัว “ชิด” กับบล็อกเครื่องยนต์ ฝาครอบถังเชื้อเพลิงได้รับการวางไว้ในตำแหน่งกึ่งกลางและออกแบบเผื่อสำหรับการติดปั๊มน้ำมันเชื้อเพลิงซ่อนไว้อย่างแนบเนียนใต้ที่นั่ง…ความจุเชื้อเพลิงถังใบนี้เพิ่มขึ้นจาก 9.1 ลิตร เป็น 16 ลิตร ซึ่งมีประโยชน์มาก บนถังหลักมีโลโก้สวยๆ พวกมันถูกแกะสลักจาก Neoprene โดยสตูดิโอที่ถนัดงานแกะสลัก Atelier 8185


มาถึงระบบไอดี-ไอเสีย เริ่มด้วยการย้ายกรองอากาศออกไปและติดตั้ง machined velocity stacks หรือ “ปากแตร” ที่ทำขึ้นอย่างสวยงามสำหรับ “คาร์บูเรเตอร์” เข้ามาแทน นอกจากนี้ยังเสริมการปลดปล่อยพลังพิเศษเล็กๆด้วยระบบไอเสียที่โล่งขึ้น จากคอท่อ INOX ที่สร้างขึ้นใหม่โดยมีปลายท่อ megaphone เส้นผ่าศูนย์กลาง 53 มม. ชี้ลงพื้นมารองรับเสียงคำรามจากเครื่องยนต์สองสูบเรียงรหัส HT ขนาด 1200 ซีซี.ของ Triumph …ข้อมูลแจ้งว่าการเล่นกับระบบไอดีแล้วเคลียร์ทางไอเสียโล่งแบบนี้ทำให้รถได้กำลังเพิ่มขึ้นมาอีก 10% เลยล่ะ


บังโคลนชิ้นใหม่ใหม่เน้นดีไซน์ง่ายๆ และถูกสร้างขึ้นโดย Krugger เอง สีถังเชื้อเพลิงและบังโคลนหน้า-หลังมาเป็นโทนสีเทาที่เรียกว่า “Seda Steel” งานที่เหลือถูกโรยด้วยชิ้นส่วนอุปกรณ์เสริมของ Triumph ตั้งแต่แฮนด์จับไปจนถึงไฟหน้า LED พร้อมกรอบอลูมิเนียม ฝาครอบกระปุกน้ำมันเบรก ตัวยึดสายคลัทช์ฯ



งานที่งดงาม เป็น “ชุดปิดท้าย” มาจากวงล้ออัลลอย 18 นิ้ว – 3.5 หน้าและ 5.5 หลัง ชุดนี้เป็นผลผลิตของสำนักอันเกรียงไกรในวงการคัสตอมอย่าง Arlen Ness เช่นเดียวกับดิสก์เบรกซึ่งใช้ชิ้นงาน Arlen Ness ส่วนยางเป็นรุ่น Sportmax ซูเปอร์เหนียวหนึบของ Dunlop พร้อมกับดอกยางและรอยสลักพิเศษ โชว์โลโก้ Krugger นูนอย่างสง่าผ่าเผยไว้ตรงเหนือแก้มยาง!!!


ที่มา : www.bikeexif.com ,http://www.maxxmoto.be

