THE RUSH OF THE RACETRACK, ANYWHERE. จิตวิญญาณสนามแข่งในทุกเส้นทาง


…เสียงเครื่องยนต์กำลังคำรามเพื่อตรวจสอบความปลอดภัยของสนาม ผมกำลังยืนอยู่กับฝูง “CBR Series” ที่ เอ.พี.ฮอนด้า เตรียมพวกมันมาให้สื่อได้สัมผัสอย่างเต็มที่ในแบบ “Circuit Experience” โอกาสดีๆ ที่ผมจะได้ทดสอบถสปอร์ตรุ่นโคตรฮิต CBR650R บนสภาพสนามระดับโลก ช้าง อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต
CBR650R กับออพชั่นสปอร์ตชั้นดี….เต็มร่าง

Honda CBR650R มิดเดิลเวทตัวเก่งที่เปลี่ยนลุคใหม่หมดตั้งแต่ภายในจนถึงภายนอก ทำยอดจองถล่มทลายในงาน Motor Expo 2018 ที่ผ่านมา ให้สื่อมวลชนได้ลองขับขี่แบบเต็มสมรรถนะสปอร์ต “ครั้งแรก” บนสนามช้าง อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต คราวนี้พี่คนกลางมาพร้อมเทคโนโลยีใหม่ๆเช่นกัน ทั้งระบบ “กรองอากาศใหม่” ที่ในเวอร์ชั่นนี้เพิ่มแรมแอร์ 2 ข้างมาช่วยดักอากาศ ทำให้มีอากาศไหลเวียนในเครื่องยนต์ได้ดีขึ้น เรียกพละกำลังได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ตอบสนองต่อแรงบิดได้ดีกว่าโมเดลเก่า ตามด้วยระบบ “Assist/Slipper Clutch” แก้อาการท้ายปัดล้อสะบัดยามเชนเกียร์ลงแบบรุนแรงเมื่อถึงคราวต้องลดความเร็วเข้าโค้ง สอดคล้องกับระบบกันสะเทือนหน้าปรับปรุงใหม่ให้สปอร์ตมากขึ้นตามคำเรียกร้องด้วย “โช้คอัพหัวกลับ” ขนาดใหญ่ 41 มม. (ตัวเดียวกับ X-ADV) ที่แม้จะปรับระดับ Pre-Load ไม่ได้ แต่การใช้งานแบบสปอร์ตเมื่อต้องรองรับแรงกระแทกเบรคแรงๆในสนามของโช้คอัพหน้าคู่นี้ทำหน้าที่ของมันได้อย่างสมศักดิ์ศรีสปอร์ต 650 ซีซี. ทีเดียวครับ

ส่วนในแง่ของเทคโนโลยีช่วยการขับขี่ก็มีระบบ “HSTC (Honda Selectable Torque Control)” มาให้เช่นเดียวกับซูเปอร์ไบค์รุ่นพี่ CBR1000RR ป้องกันล้อหลังหมุนฟรี เข้า-ออกโค้งอย่างมั่นใจไม่มีอาการท้ายสไลด์ แถมสามารถเลือกเปิด-ปิดได้อีกด้วย นอกจากนี้ยังมี “ESS (Emergency Stop Signal)” ที่จะเปิดไฟฉุกเฉินให้อัตโนมัติเมื่อมีการเบรคแบบกระทันหันที่ความเร็วเกิน 50 กม./ชม. ขึ้นไป เพิ่มความปลอดภัย ทั้งตัวเราและเพื่อนร่วมถนนได้เป็นอย่างดี
สำหรับการขับขี่ในสนามต้องบอกว่าเป็นรถ “ขี่สนุก” ตามสมรรถนะสปอร์ต 650 ซีซี. ซึ่งคราวนี้เพิ่มเติมความสปอร์ตมากขึ้นกว่า CBR650F โมเดลก่อน ด้วยท่านั่งและแฮนด์จับใต้แผงคอทำให้ได้ฟีลลิ่งขับขี่แบบสปอร์ตเต็มอารมณ์ รวมถึงเครื่องยนต์ “ทันใจ” กว่าเดิมสามารถเร่งรอบเครื่องได้กว่า 12,000 รอบ เรียกม้าได้ครบทั้ง 95.2 ตัว ส่วนที่ผมประทับใจเลยก็เป็นระบบทางเดินไอเสียที่ใหญ่ขึ้นมา 3 มม. ทำให้ได้เสียงท่อ “ทุ้ม” เร้าใจทั้งในรอบเครื่องต่ำและรอบสูงไม่ต้องไปเปลี่ยนหรือปรับแต่งเพิ่ม ระบบเบรคใหม่ได้รับการพัฒนานี้มีความ “ไว” ต่อการสัมผัสพอสมควร ซึ่งหากคุ้นเคยแล้วก็ไม่ใช่ปัญหาใหญ่ใดๆ โดยรวมผมคิดว่าเจ้า CBR650R เป็นรถที่นำไปขี่บนถนนได้ดีทีเดียวล่ะครับ แต่หากจะนำมาใช้ขี่ในสนามเพื่อแข่งขันล่ะก็ อาจต้องมีการปรับปรุงให้เหมาะสมตามการใช้งานกันไป



“ไม่ต้องแต่ง แข่งได้เลย”
คำจำกัดความสั้นๆจากฮอนด้าที่มอบให้พี่ใหญ่ “CBR1000RR” Racing Replica ซูเปอร์ไบค์ตัวพันแห่งค่ายปีกนกที่แม้จะปล่อยทำตลาดมาซักพักแล้ว แต่ความจัดเต็มพร้อมซิ่งเข้าสู่กริดสตาร์ทในขณะที่ยังคงรักษามาตรฐานต่างๆให้วิ่งบนถนนได้อย่างภาคภูมินั้น มีการจัดเทคโนโลยีระดับพรีเมี่ยมมาให้ด้วย ไล่ตั้งแต่ “ชุดเครื่องยนต์พัฒนาใหม่” คำนึงถึงเรื่อง Power-weight-Ratio ออกแบบลูกสูบใหม่ วาล์วใหม่ รวมไปถึงจังหวะการเปิด ปิดวาล์ว ให้ได้ความแรงสมบูรณ์ที่สุด, ระบบ “Assist/Slipper Clutch”, ท่อไอเสียไทเทเนียม เบา ทน ไม่เป็นสนิม คันเร่งไฟฟ้าพร้อมระบบสนับสนุนการขับขี่ไม่ว่าจะเป็น “Honda Selectable Torque Control” ที่เลือกปรับพลังแรงบิดได้ถึง 10 ระดับ, “Selectable Engine brake control” 3 ระดับ 5 โหมดการขับขี่, ระบบเบรค ABS ควบ G-Sensor, กันสะบัดไฟฟ้า นอกจากนี้รุ่น SP ยังได้ออพชั่นเทพๆอย่าง ระบบกันสะเทือน Ohlins เบรค Brembo และควิกชิฟเตอร์ทั้งขึ้นและลง แน่นอนว่าความสามารถในการขับขี่บนสนาม ฟีลลิ่งแบบสปอร์ตมาเต็ม ด้วยพละกำลังแรงบิดบวกเทคโนโลยีระดับเดียวกับรายการแข่งระดับโลก MotoGP หรือ WorldSBK ก็ตาม ถึงแม้จะมีเสียงบ่นอุบว่า โดนตัดม้าไปมากโขสำหรับสเป็คเอเชีย แต่จากมาตรฐานการปล่อยไอเสียหรือ Euro4 ในประเทศไทยที่กำหนดไว้ ดังนั้นไม่ต้องเสียใจ แค่รู้ไว้ว่ามีพละกำลังอีกหลายขุมหลับไหลอยู่ภายในก็พอ (ไปหาวิธีดึง “พลัง” ตรงนั้นออกมากันเองนะครับ)

“CBR500R ความสนุกของคนรักสปอร์ต”
เป็นน้องเล็กสุด เป็นจุดเริ่มต้น เป็นความสนุกของคนเมืองก็ว่าได้ สำหรับสปอร์ต 500 ซีซี. CBR500R โฉมใหม่ที่มีการปรับปรุงทั้งด้านอากาศพลศาสตร์ที่เห็นได้อย่างชัดเจนจากภายนอก แฟริ่งใหม่ ไฟหน้าใหม่ ปีกกดหน้ารถให้วิ่งทำความเร็วได้ดีขึ้น แม้จะไม่ได้มีรอบเครื่องที่โหด ดุดัน แบบรุ่นพี่ แต่ก็แฝงด้วยพลังและแรงบิดที่หากไม่ตั้งตัวก็มีเหวอได้ กับเครื่องยนต์ 500 ซีซี. 2 สูบเรียง พร้อมองศาเพลาลูกเบี้ยวภายในใหม่ให้บิดสนุกกว่าที่เคย แน่นอนว่า Assist/Slipper Clutch ก็ติดมาเป็นพื้นฐานเพิ่มความปลอดภัยให้กับมือใหม่ได้อย่างมาก

นอกจากนี้ก็มีรายละเอียดเล็กๆน้อยๆ ที่ได้รับการพัฒนาจากโมเดลเก่า ขนาดดิสก์เบรคใหญ่ขึ้น ระบบวัดอากาศในทางเดินไอเสียทำให้การ จุดระเบิดมีประสิทธิภาพมากขึ้น หน้าปัดเรือนไมล์ Full-Digital บอกรายละเอียดชัดเจน ให้คนที่อยากเริ่มต้นขี่บิ๊กไบค์ได้สัมผัสความสปอร์ต อันถูกถ่ายทอดมาจากพี่ๆ CBR ได้อย่างไม่น้อยหน้า
โอกาสดีๆ แบบนี้ ฮอนด้ามอบให้สื่อมวลชนในการทดสอบ CBR ทั้ง 3 รุ่น CBR1000RR, CBR650R และ CBR500R ทำให้เราได้ทำความรู้จักกับสามพี่น้องแห่งบ้านปีกนกครบทุกซอกมุม รับรู้ถึงความแตกต่างและบุคลิกอันมีเสน่ห์ของรถแต่ละรุ่น สายสปอร์ตสิงห์สนามแข่งพร้อมเทคโนโลยีเพื่อความเร็วก็ต้องจัด CBR1000RR เริ่มต้นที่ 643,000 บาท หรือสายสตรีทเน้นความแรงเร้าใจสนุกทุกการเดินทางก็ต้อง CBR650R สนนราคา 320,000 บาท และสายคนเมืองเน้นในงานใช้กรุง ความเร็วไม่ใช่ปัญหาแต่ความรู้สึกสปอร์ตนั้นสำคัญ หรืออยากเริ่มต้นขี่บิ๊กไบค์ก็จัดไปกับ CBR500R ด้วยราคาเริ่มต้นเพียง 217,000 บาทเท่านั้น…



