รีวิว 2026 Africa Twin DCT

รีวิว 2026 Africa Twin DCT พิชิตทุกเส้นทางด้วยสมรรถนะที่เหนือกว่า

รีวิว 2026 Africa Twin DCT พิชิตทุกเส้นทางด้วยสมรรถนะที่เหนือกว่า

รีวิว 2026 Africa Twin DCT

กลับมาสร้างกระแสความมันอีกครั้ง ดูด้วยตาเปล่าอาจยังไม่เห็น “เนื้อแท้” ทั้งหมดแต่ความจริงแล้ว Africa Twin Adventure Sport DCT โมเดลใหม่นี้อัปเกรดมาแบบชุดใหญ่ ปรับให้ตอบโจทย์การใช้งานที่หลากหลายมากขึ้น สร้างทางเลือกให้กว้าง พร้อมยังคงสมรรถนะที่ยอดเยี่ยมเอาไว้ครบถ้วน และแน่นอนว่านี่คือ รีวิว 2026 Africa Twin DCT ที่พร้อมพิชิตทุกเส้นทางด้วยสมรรถนะที่เหนือกว่า จาก แทน ธรรมชาติ

ตัวรถยังคงพื้นฐานเดิมเสียเป็นส่วนใหญ่ แต่เน้นการปรับเปลี่ยนในเรื่องของการตอบสนองสมรรถนะที่ครอบคุมเส้นทาง ทั้ง On-Road และ Off-Road มากขึ้นเน้นไปที่พละกำลัง การควบคุม และ ระบบอิเล็กทรอนิกส์ จากการได้ทดสอบก็รู้เลยว่า Honda ใส่ใจที่จะนำรายล่ะเอียดจากผู้ใช้จริงนำมาพัฒนาต่อเพื่อตอบสนองผู้ขับขี่ให้ครอบคุม ไม่ว่าจะเป็นสายไหน รูปร่างแบบใด วันนี้เจ้าแอฟริกาทวินคันนี้ก็พร้อมตอบสนองความต้องการได้มากขึ้น มาดูกันว่ามีอะไรใหม่บ้าง

อัปเกรดที่ว่ามีอะไรใหม่?

ดีไซน์ใหม่สุดล้ำ

รีวิว 2026 Africa Twin DCT

เด่นด้วยพร้อมดวงไฟหน้า 4 ดวงใหม่ในปี 2026 ชิลด์หน้าทรงสูง ทั้งยังมีตัวรถถูกปรับให้มีความกระชับและเพรียวบางขึ้น มาพร้อมสีใหม่ระดับตำนาน คือเฉดสีไตรคัลเลอร์ กับในชื่อสี PEARL GLARE WHITE ที่มีแฟริ่งหน้าสีแดงดุดัน ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจมาจากรถแข่งแชมป์ Paris-Dakar 4 สมัยอย่าง NXR750 ตั้งแต่ปี 1986 ซึ่งเป็นสีที่ไม่ว่า Honda จะเอาไปอยู่บนโมเดลไหนก็โดนใจแฟน ๆ เสมอ ซึ่งสำหรับผมบอกเลยว่าสีนี้ “โดนใจ” มาก

เครื่องยนต์แรงยิ่งขึ้น

รีวิว 2026 Africa Twin DCT รีวิว 2026 Africa Twin DCT รีวิว 2026 Africa Twin DCT

พละกำลังเครื่องยนต์ให้แรงบิดมากขึ้น 7% โดยผู้ขับขี่สามารถเลือกสนุกได้ผ่านโหมดการขับขี่ทั้ง 4 โหมด Tour / Urban / Gravel / User 1-2 ตอบสนองผ่าน “คันเร่งไฟฟ้า”ที่ให้รายละเอียดในการใช้คันเร่งได้ละเอียดและแม่นยำ สนุกได้ทั้งทางดำและทางดิน มาพร้อมเทคโนโลยีช่วยเหลือการขับขี่ที่อัดแน่นและยังสามารถปรับเซ็ตได้อย่างละเอียด ที่ทำงานร่วมกลับระบบ IMU ทำให้การคำนวนการทำงานของระบบช่วยเหลือการขับขี่ทำได้อย่างละเอียดขึ้นทุกองศาท่าทางการขับขี่ที่ส่งผลกับตัวรถ ทำให้ขับขี่ได้มั่นใจและปลอดภัยยิ่งขึ้น

อัปเกรดระบบ DCT

ระบบส่งกำลังแบบคลัตช์คู่อัตโนมัติที่อัปเกรดใหม่ ปรับใหม่ให้ตอบสนองได้รวดเร็วขึ้น รอยต่อของเกียร์ลื่นไหลมากขึ้น พร้อมความฉลาดในการอ่านข้อมูลรอบเครื่องยนต์ ทำให้การควบคุมมีความมั่นใจและสนุกยิ่งกว่าเดิม

ระบบยังคงสามารถเปลี่ยนเกียร์แบบ AT หรือแบบอัตโนมัติ พร้อมเลือกโหมดการทำงานได้ คือ 2 โหมด D / S โหมด “D” จะเป็นการเข้าเกียร์แบบการใช้งานทั่วไป ส่วนโหมด “S” จะเป็นการเข้าเกียร์แบบสปอร์ต

หรือถ้าคุณต้องการควบคุมเกียร์เองอย่างละเอียดก็สามารถปรับเป็นโหมด MT หรือแมนวล เปลี่ยนเกียร์เอง ก็สามารถเปลี่ยนได้ด้วยปลายนิ้วที่ประกับแฮนด์ด้านซ้ายมือ (+,-) ตามความต้องการของผู้ขับขี่ แต่ไม่มีคลัตช์มือและคันเกียร์ที่เท้า

 

ช่วงล่างปรับไฟฟ้า

รีวิว 2026 Africa Twin DCT

สำหรับโมเดลนี้จะมาพร้อมระบบโช้คปรับไฟฟ้าจาก Showa โดยด้านหน้าจะเป็นโช้คหัวกลับ Upside Down ด้านหลังเป็นโช้คเดี่ยว ทำงานร่วมกับสวิงอาร์มผ่านกระเดื่อง Prolink มาพร้อมกับเทคโนโลยีใหม่ล่าสุดจาก Showa EERA (Electronically Equipped Ride Adjustment) ที่สามารถปรับความหนืด (Damping) ได้อัตโนมัติในเสี้ยววินาทีตามสภาพถนนและความเร็ว สามารถปรับได้ 5 โหมด ได้แก่ SOFT, MID, HARD, OFF-ROAD และ User และยังสามารถปรับพรีโหลด (Preload) ที่ด้านหลังได้ทั้งหมด 4 โหมด ได้แก่ ขี่คนเดียว ขี่คนเดียวพร้อมสัมภาระ ขี่สองคน และขี่สองคนพร้อมสัมภาระ ช่วยให้การขับขี่ทางดำก็หนึบแน่นมั่นใจทุกโค้ง ทางดินก็หวดได้เต็มที่มั่นใจ

วงล้อกับการลุย

รีวิว 2026 Africa Twin DCT

เนื่องด้วยโมเดลนี้คือโมเดล Adventure Sport ก็เลยมีวงล้อหน้าขนาด 19 นิ้วและหลังขนาด 18 นิ้ว ที่เป็นซี่ลวดอลูมิเนียมแบบ Tubeless ที่ลุยได้แบบสบายใจ แต่ถ้าถามว่าล้อ 19 นิ้วเอง “ลุยได้จริงไหม?”

ตอบเลยว่า ได้ดิ! เพราะปัญหาไม่ได้อยู่ที่ล้อ แต่อยู่ที่ “ยาง” มากกว่า เพราะสำหรับผม ล้อหน้า 19 นิ้วไม่ได้มีปัญหากับการควบคุมบนทางดิน แต่จะเด่นกว่าชัดเจนเวลาวิ่งบนทางดำ ตัวรถจะนิ่งและทำความเร็วสูงได้ดีกว่าล้อ 21 นิ้ว แต่ถ้าจะเอาไปลุยจริงจังเปลี่ยนยางดอกหนา จบแน่นอน

น้ำหนักและการควบคุม

รีวิว 2026 Africa Twin DCT

ตัวรถโมเดลใหม่นี้มีน้ำหนักเบาลง อยู่ที่ 243 กก. มีความสูงเบาะต่ำสุด 835 มม. สูงสุดที่ 855 มม. ทำให้โมเดลนี้เป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่ดี สำหรับคนรูปร่างเล็กหรือคนที่อยากได้รถแอดเวนเจอร์ที่เข้าถึงง่ายขึ้น

สรุป

รีวิว 2026 Africa Twin DCT

ตัวรถที่เพรียวบางลง ทำให้ภาพรวมในการควบคุม ทั้งท่านั่งและท่ายืน คล่องตัวขึ้นอย่างชัดเจน ถือเป็นอีกหนึ่งตัวเลือกที่โดนใจ เพราะมันถูกคิดมาแล้วว่า “ตอบโจทย์ผู้ใช้งานจริง” เหมาะกับสายลุยที่เน้นทางดำเป็นหลัก แต่ยังพร้อมออกทางดินได้แบบไม่เขิน โดยเฉพาะถ้าต้องเดินทางไกล การที่ไม่ต้องกำคลัตช์ ไม่ต้องเตะเกียร์บอกเลยว่า “สบายกว่าเพื่อน” ด้วยเทคโนโลยีที่ให้มา กับราคา 718,000 บาท บวกกับกิจกรรมที่ Honda จัดให้ตลอดทั้งปี บอกเลยว่ายังไงก็คุ้มแน่นอน จัดเป็นอีกหนึ่ง “ตัวจบ” ที่ไม่ไกลเกินฝันของเด็กชายสายลุย

อ่านทดสอบรีวิวรุ่นอื่น ๆ คลิกที่นี่

ติดตามข่าวสารทางแฟนเพจได้ที่นี่