รีวิว Honda GB350C อย่าด่วนตัดสินอะไรจากภายนอก
ผมแทน ธรรมชาติ จาก MTC ครั้งนี้ เราได้มีโอกาส รีวิว Honda GB350C คลาสสิกไบค์ระดับตำนานจากค่ายปีกนก ที่ดึงเอาจิตวิญญาณแห่งความคลาสสิกกลับมาปลุกเร้าอารมณ์ของสาวกที่หลงใหลในเสน่ห์ของรถสไตล์เรโทรที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว นำเข้าทั้งคันจากประเทศญี่ปุ่น สืบทอดสายเลือดจาก Honda GB Series ที่มีจุดเริ่มต้นตั้งแต่ปี 1983 กับรหัสลงท้ายตัว C ที่มาจากชื่ออันคุ้นหูอย่าง Clubman จนเราได้วลีที่เหมาะกับคันนี้มาว่า “อย่าด่วนตัดสินอะไรจากภายนอก”
ก่อนหน้าการมาของโมเดลนี้ Honda ได้เปิดตัว GB350 และ GB350S ในปี 2021 ซึ่งมีบุคลิกที่ร่วมสมัยมากกว่า เน้นความเป็นคลาสสิกสปอร์ต แต่ต่อมาในปี 2024 ก็เปิดตัวรุ่นใหม่ที่มาพร้อมอักษร C ที่ย่อมาจาก Classic (แต่ในไทยเปิดขายในปี 2026) ยังคงใช้พื้นฐานเดิมเป็นหลัก พร้อมเพิ่มเติมรายละเอียดด้านงานออกแบบให้เข้มข้นยิ่งขึ้นในความเป็นคลาสสิก ผสมผสานระหว่างความเป็น Café Racer ที่ให้อารมณ์แบบรถอังกฤษยุค 70 อย่างชัดเจนและกลิ่นอายของครูเซอร์ขนาดเล็กได้อย่างลงตัว มองมุมไหนก็มีเสน่ห์
ดีไซน์คลาสสิกลงตัวเหนือกาลเวลา
เริ่มจากด้านหน้าของตัวรถที่มาพร้อมโคมไฟหน้าทรงกระสุนโครเมียม เรือนไมล์ทรงกลมแบบเข็มผสมจอ LCD ที่แสดงข้อมูลครบถ้วน ไม่ว่าจะเป็นตำแหน่งเกียร์ ระดับน้ำมันเชื้อเพลิง และระยะทางรวม ถังน้ำมันติดตั้งแผ่นกันรอยด้านข้าง เบาะนั่งแบบ 2 ตอน พร้อมปลอกหุ้มโช้กหน้าที่ช่วยเพิ่มความดิบและความแน่นให้กับตัวรถ
บังโคลนหน้า-หลังขนาดใหญ่ในสไตล์วินเทจช่วยเสริมภาพลักษณ์ความคลาสสิกได้อย่างชัดเจน
โดยส่วนจุดที่โดดเด่นที่สุดคงหนีไม่พ้นเครื่องยนต์ที่ออกแบบมาอย่างสวยงาม ครีบระบายความร้อนปัดเงาตัดกับตัวเครื่องสีดำ ฝาครอบคลัตช์โครเมียม และท่อไอเสียทรง Peashooter ปลายยาวที่ดูลงตัวเหนือกาลเวลา
แต่ถึงแม้จะดูคลาสสิกแบบนี้ฮอนด้าก็ใส่ระบบไฟส่องสว่างเป็น LED รอบคัน พร้อมเทคโนโลยี ESS (Emergency Stop Signal) หรือไฟเตือนเมื่อมีการเบรกกะทันหันมาให้ตามยุคสมัยใหม่แล้ว
เครื่องยนต์ทรงเก๋า แต่ทันสมัย
Honda GB350C ใช้เครื่องยนต์สูบเดียว ขนาด 348 ซีซี ระบายความร้อนด้วยอากาศ จ่ายน้ำมันด้วยระบบหัวฉีด PGM-FI ส่งกำลังผ่านเกียร์ 5 สปีด พร้อมระบบแอสซิสต์และสลิปเปอร์คลัตช์ กำลังสูงสุดอยู่ที่ 20 แรงม้า ที่ 5,500 รอบ/นาที และแรงบิดสูงสุด 29 นิวตันเมตร ที่ 3,000 รอบ/นาที มาพร้อมถังน้ำมันขนาด 15 ลิตร และน้ำหนักตัวรถ 186 กิโลกรัม
นอกจากนี้ยังติดตั้งระบบ HSTC (Honda Selectable Torque Control) หรือระบบแทร็คชันคอนโทรลที่สามารถเปิด-ปิดได้ ช่วยเพิ่มความมั่นใจในการควบคุมคันเร่งบนทุกสภาพถนน
คาแรกเตอร์ของเครื่องยนต์เน้นความนุ่มนวล ขี่สบาย ใช้งานได้จริงในชีวิตประจำวันและการเดินทางไกล ความเร็วเดินทางที่เหมาะสมอยู่ที่ประมาณ 100 กม./ชม. ส่วนความเร็วสูงสุดที่ทำได้ในการทดสอบครั้งนี้อยู่ที่ประมาณ 120 กม./ชม. แม้อาจไม่ใช่รถสำหรับคนที่ชอบความเร็วจัดจ้าน แต่หากคุณหลงใหลในเสน่ห์ของรถสไตล์คลาสสิก ผมเชื่อว่าคุณจะตกหลุมรักคาแรกเตอร์ของเครื่องยนต์บล็อกนี้อย่างแน่นอน
คันเกียร์แบบสับ
ถือเป็นรายละเอียดเล็ก ๆ ที่ใช้งานได้จริง โดยเฉพาะสำหรับผู้ที่นิยมสวมรองเท้าบู๊ตขณะขี่รถ เพราะ Honda ออกแบบคันเกียร์แบบ Heel & Toe Shift ให้สามารถใช้ส้นเท้าเหยียบเปลี่ยนเกียร์ขึ้นได้โดยไม่ต้องงัดปลายเกียร์ ช่วยถนอมรองเท้าคู่โปรดและเพิ่มความสะดวกในการใช้งานอย่างเห็นได้ชัด
ช่วงล่างและระบบเบรก
ตัวรถใช้เฟรมแบบ Semi Double Cradle หรือเฟรมท่อคู่ที่วางเครื่องยนต์ในสไตล์คลาสสิก
![]() |
![]() |
ช่วงล่างด้านหน้าเป็นโช้กเทเลสโคปิก ส่วนด้านหลังเป็นสวิงอาร์มพร้อมโช้กอัพคู่ เซ็ตอัพมาในแนวสปอร์ตที่ให้ความนุ่มนวลแต่ยังคงความมั่นคง ความเร็วสูงไม่มีอาการส่ายหรือยวบมากเกินไป เมื่อเจอเส้นทางคดเคี้ยวก็ยังสามารถสร้างความมั่นใจได้ดี
![]() |
![]() |
ระบบเบรกเป็นดิสก์เบรกเดี่ยวทั้งหน้าและหลัง ด้านหน้าใช้คาลิเปอร์ 2 ลูกสูบ ส่วนด้านหลังเป็นคาลิเปอร์ 1 ลูกสูบ น้ำหนักเบรกตอบสนองได้ดี ควบคุมง่าย และมาพร้อมระบบ ABS แบบ 2 Channel ช่วยเพิ่มความปลอดภัยในทุกสถานการณ์
ล้อแม็ก 14 ก้าน ขนาด 19 นิ้วด้านหน้า และ 18 นิ้วด้านหลัง เน้นความแข็งแรงและทนทาน
ส่วนยางที่ติดตั้งมาเป็น Dunlop ArrowMax ขนาด 100/90-19M/C 57H ด้านหน้า และ 130/70-18M/C 63H ด้านหลัง ให้การยึดเกาะที่ดีทั้งบนถนนแห้งและถนนเปียก ช่วยสร้างความมั่นใจในการขับขี่ได้เป็นอย่างดี
ท่านั่งการขับขี่
เบาะนั่งสูง 800 มม. และน้ำหนักตัวรถ 186 กิโลกรัม ถือว่าเป็นมิติที่เหมาะสมกับผู้ขับขี่ชาวเอเชีย
สิ่งที่น่าประทับใจคือการบาลานซ์น้ำหนักที่ทำได้ดี ทำให้การเข็นรถหรือประคองรถทำได้ง่าย ผู้ที่มีส่วนสูงไม่มากหรือผู้หญิงก็สามารถควบคุมรถได้อย่างสบาย
ตำแหน่งการนั่งเป็นธรรมชาติ เบาะนุ่ม แฮนด์ไม่กว้างหรือก้มมากเกินไป ถังน้ำมันมีขนาดกำลังดี ช่วงขาและหัวเข่าสามารถหนีบตัวรถได้อย่างพอดีบริเวณแผ่นซัพพอร์ตข้างถัง
อารมณ์การขับขี่ไม่เหมือนรถ Café Racer ที่ต้องก้มมาก แต่ให้ความรู้สึกสบายคล้าย Cruiser ขนาดเล็ก พร้อมกลิ่นอายความคลาสสิกที่ชัดเจนในทุกครั้งที่ควบคุม
สรุป รีวิว Honda GB350C
ถ้ายังไม่ได้ลอง…ไม่ควรใจร้อนตัดสิน ทุกวัสดุและรายละเอียดที่ประกอบขึ้นมาเป็น GB350C แสดงให้เห็นถึงความใส่ใจในแบบฉบับรถนำเข้าจากญี่ปุ่น จุดเด่นที่น่าประทับใจที่สุดคือสมรรถนะที่อยากให้ได้ลองสัมผัสด้วยตัวเอง
มันถูกถ่ายทอดออกมาตามแนวทางของ Honda จริง ๆ เพราะรถคันนี้ขี่ง่าย นุ่มนวล ใช้งานได้อเนกประสงค์ และถ่ายทอดความรู้สึกของรถคลาสสิกแท้ ๆ ได้อย่างชัดเจน อีกทั้งยังเป็นพื้นฐานที่ยอดเยี่ยมสำหรับการนำไปคัสตอมต่อได้หลากหลายแนว เพื่อสะท้อนตัวตนของผู้ขับขี่ได้อย่างเต็มที่
สุดท้ายนี้ Honda GB350C มีราคาจำหน่าย 155,900 บาท มาพร้อม 2 สี ได้แก่
- Matt Sand Storm Beige (สีเบจด้าน)
- Matt Bullet Silver (สีเงินด้าน)
หากคุณกำลังมองหารถคลาสสิกที่ขี่ง่าย ใช้งานได้จริง และมีเสน่ห์เหนือกาลเวลา GB350C คืออีกหนึ่งคันที่ควรหาโอกาสไปลองสัมผัสด้วยตัวเอง
อ่านทดสอบรีวิวรุ่นอื่น ๆ คลิกที่นี่
ติดตามข่าวสารทางแฟนเพจได้ที่นี่




























