รีวิว Tracer 9 GT+ 2026 สเปคล้มยักษ์ ราคาดี มีเรดาร์
ไม่ได้ยืดเส้นยืดสายกับรถแบบนี้มาพักใหญ่ รอบนี้จัดให้เต็มทริปกับการ รีวิว Tracer 9 GT+ 2026 ตัวใหม่ล่าสุดจาก Yamaha BigBike ซึ่งครั้งนี้เป็นการออกทริปไป -กลับ กทม. – ลพบุรี – สระบุรี ระยะทางร่วม 300 กิโลเมตร รถ 2 คัน คน 2 คน โดย “ซุปเปอร์แบงค์” และ “แทน ธรรมชาติ” สองนักทดสอบจาก MTC “Motocrossmag” ควบ Sport Touring ตัวแรง สาวกมาอ่านกันได้เลย…
ทดสอบรอบนี้ เราเอามาทั้ง 2 คันซึ่งเป็นโฉมใหม่สุดไฮเทคทั้งคู่ คือ Tracer 9 GT+ Y-AMT และ Tracer 9 GT (ตัวท็อปและตัวรองท็อป) สองรุ่นสปอร์ตทัวริ่งที่มีจำหน่ายในประเทศไทย เพราะอยากให้เห็นถึงความแตกต่างของทั้ง 2 รุ่น จาก 2 ฝั่งของมุมมอง…
รูปลักษณ์หน้าตาหล่อขึ้นเยอะ
หน้าตารุ่นนี้เห็นแล้วรู้เลยว่าเป็น Tracer ที่มีการปรับเปลี่ยนไฟหน้าใหม่ โดยใส่เทคโนโลยี Matrix LED Headlight มาให้ทั้งสองรุ่น ดูเต็มและบึกบึนมากขึ้นสมกับเป็นรถทัวริ่ง มีชิลด์หน้าปรับเลื่อนด้วยระบบไฟฟ้ามาให้ปรับง่าย พร้อมจอ TFT ขนาด 7 นิ้ว ที่ปรับแสงอัตโนมัติด้วย ถ้าพูดถึงรูปทรง รุ่นนี้แหละคือ “ทัวริ่ง” ของจริงตรงสาย
ท่านั่งการขับขี่ ทัวริ่งสปอร์ต
ทัวริ่ง 70 % สปอร์ต 30% คาแรคเตอร์ยามาฮ่าให้มาแบบนี้ แต่ส่วนตัวทั้งสองคันนี้ผมตีเป็นทัวริ่ง 100% เลยแล้วกัน มิติท่านั่งตำแหน่งแฮนด์ที่เป็นแฮนด์บาร์กว้างกำลังดีมีการ์ดแฮนด์มาให้เวลาขี่ในเมืองก็ต้องกะระยะให้ดีหน่อย แต่ถ้าออกทริปเดินทางไกล ๆไม่ใช่ปัญหาแน่นอน เป็นเรื่องดีเสียด้วยซ้ำเพราะมันขี่สบายมาก องศาของถัง ตำแหน่งเบาะ วางเท้าทัวริ่งเลย ไม่ต้องก้มหลัง ไม่ต้องงอเข่าเยอะ ทำให้ได้ท่านั่งสบาย ๆ ตามสไตล์ของรถทัวริ่งที่แท้จริง
ส่วนคนที่กังวลว่ารถจะสูงมั้ย ส่วนสูง 165+ ผมมองว่าก็ขี่ได้สบาย ๆ ถ้าส่วนสูงต่ำกว่านี้ใช้ทักษะนิดหน่อยก็สามารถขี่สบาย แม้ว่ารถมันจะดูสูงใหญ่หากมองจากในภาพ ทว่าจริง ๆ แล้วไม่ได้สูงใหญ่อย่างที่คิดเลย
และถ้าหากพูดถึงทัศนวิสัยการขับขี่ คันนี้ชิลด์หน้าไฟฟ้าตัดลมได้ดี ตัดน้ำฝนได้ในระดับนึง ขอบชิลด์หน้าไม่กวนสายตาออกทริปความเร็วสูง ๆ สบาย ๆ ไม่เหนื่อยปะทะลม
เครื่องยนต์ CP3 พื้นฐานเดียวกัน
เครื่องยนต์บล็อกนี้เป็นพื้นฐานเดียวกันกับ YZF-R9, Tracer 9 และ MT-09 เป็นเครื่องยนต์ Crossplane 3 สูบ ระบายความร้อนด้วยน้ำ 119 แรงม้า ที่ 10,000 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 93 นิวตันเมตร ที่ 7,000 รอบ/นาที พื้นฐานเครื่องตัวนี้มันแรงนะ ดูสิในรายการ World Supersport วิ่งกันทะลุ 250 กม./ชม. แต่ในการทดสอบครั้งนี้ก็มีเกือบถึง (จุ๊ ๆ มันแรงจริง)
แต่สองคันนี้มีความต่างกันที่ระบบเกียร์ ตัว GT+ เป็นเกียร์อัตโนมัติแบบ Y-AMT ที่สามารถเลือกโหมดได้ทั้งแบบอัตโนมัติและแบบแมนวล ส่วนตัว GT เป็นเกียร์แบบ 6 สปีด มีควิกชิฟเตอร์แบบสองทางมาให้ ซึ่งขี่มันส์คนละแบบ แต่โดยรวมแล้วขี่สนุกเหมือนกัน
SuperBank: เครื่องตัวนี้ทุนเดิมขี่ดีอยู่แล้ว ยิ่งมีเกียร์ Y-AMT ยิ่งขี่ดีมากเลยล่ะ ชอบแบบไม่อยากจะติส่วนไหน เพราะทัวริ่งมันต้องการความสบาย ไม่ยุ่งยาก โหมด AT / MT มีให้เลือกใช้ แต่ก็ยังคงฟีลลิ่งจังหวะการต่อเกียร์ให้รู้สึกตอนสับเกียร์ ฉลาดดีครับ ไร้กังวล
แทน ธรรมชาติ: อย่างผมเน้นมันส์อยู่แล้ว ใช้คลัตช์มือขี่ไม่ยากนะ มันเป็นสไตล์รถทัวริ่งบิ๊กไบค์ที่กำลังเครื่องเหลือ ๆ แต่เรื่องความสบายคงต้องยอม Y-AMT ส่วนความมันส์ในการเตะเกียร์ ตัว GT ก็สนุกไม่แพ้กัน
ในส่วนของ Riding Mode หรือโหมดการขับขี่ก็มีมาให้เลือกใช้ 5 โหมด ซึ่งในแต่ละโหมดก็จะมีระดับการทำงานของระบบควบคุมกำลังเครื่องยนต์ แทร็คชันคอนโทรล สไลด์คอนโทรล ระบบควบคุมการลอยตัวของล้อหน้า ไปจนถึงช่วงล่างที่แตกต่างกันออกไป การทดสอบรอบนี้ช่วงเช้าเน้นโหมด Sport ลากกันมาสองคันเต็มคันเร่ง รถตอบสนองคันเร่งไว บิดเป็นมา ขี่สนุกตามสไตล์ ส่วนขากลับมีลุยฝนก็เปิดโหมด Rain ระบบก็จะเนียน ๆ หน่อย เน้นปลอดภัย คันเร่งละเอียดขึ้นเลยละ
เอาจริงรถคันนี้มี IMU 6 แกน และระบบช่วยเหลือแบบล้น ๆ ไม่ว่าจะเป็น ระบบ UBS ระบบเตือนก่อนชนด้านหน้า* ระบบช่วยหยุดรถและออกตัวบนทางลาดชัน* ระบบแจ้งเตือนมุมอับสายตา* ทำให้ไม่ค่อยน่ากลัวเท่าไร ฝนตกยืนพื้นกัน 100-120 กม./ชม. แค่นี้ก็โอเคแล้ว เน้นปลอดภัยไว้ก่อน(หมายเหตุ* เฉพาะ GT+)
![]() |
![]() |
|---|---|
![]() |
![]() |
ยังมีเรื่องของระบบเพื่อความสะดวกสบายอย่าง ระบบแจ้งเตือนแรงดันลมยาง ระบบฮีทกริ๊ปหรืออุ่นมือ ระบบคีย์เลส ช่องเก็บมือถือด้านขวาบริเวณแฟริ่งด้านหน้าพร้อมช่องจ่ายไฟแบบ USB-A และช่องจ่ายไฟแบบ USB-C ใกล้กับหน้าจอ ซึ่งมีประโยชน์และช่วยในการขับขี่ได้มากจริง ๆ
ช่วงล่างให้มาครบ ไม่ต้องแต่งเพิ่ม
ช่วงล่างเป็นระบบ Semi-Active จาก KYB เป็นโช้คไฟฟ้าที่ให้ความมั่นใจ สามารถปรับค่าได้จากหน้าจอ ไม่ว่าจะขี่คนเดียว มีคนซ้อน หรือมีสัมภาระ ก็ปรับได้ตามใจคนขับ แต่โช้คหลังของตัว GT กับ GT+ จะมีความแตกต่างกันที่ตำแหน่งของตัวกระบอกซับแทงค์ (Sub-tank)
นอกจากนี้ยังมีล้อสปินฟอร์จน้ำหนักเบา ปั๊มเบรกเรเดียลเมาท์ พร้อมระบบ Cornering ABS และ IMU 6 แกน
ฟีลลิ่งตัวนี้ถือว่าดีเลยนะ ขี่สไตล์สปอร์ตเดินคันเร่งเข้าโค้งลึก ๆ กว้าง ๆ แบบ Hi-Speed ได้เนียนมาก รถเบาจนงง
ช่วงที่ขับขี่ริมอ่างเก็บน้ำมวกเหล็กมีโค้งลึกโค้งแคบก็ขี่เก็บไลน์ได้ดี คล่องตัวมาก อาจจะได้อานิสงส์มาจากเฟรมและองศาแผงคอด้วย พอมีล้อที่เบาและโช้คที่ซับแรงได้ดี ทำให้ฟีลลิ่งการเข้าโค้งออกมาดีมาก ขี่ไม่เหนื่อยเลย ถ้าใครได้ลองแล้วรู้สึกแบบเดียวกันมาบอกกันได้นะ ช่วงล่างคันนี้ประทับใจจริงๆ
เจาะลึกเทคโนโลยี ตัวท็อป GT+ : SuperBank
หน้าที่นี้ต้องยกให้ SuperBank เท่านั้น เพราะใช้เวลาอยู่กับ GT+ ตั้งแต่เช้ามืดจนถึงดึก ตลอดระยะทาง 300 กิโลเมตร
- ระบบ Y-AMT: ระบบนี้ของชอบเลย ทั้งมือใหม่มือเก๋า เกียร์นี้จะทำให้ได้ อรรถรสในการขับขี่มากขึ้น โหมด AT ก็บิดอย่างเดียว ระบบจะเชนจ์เกียร์ขึ้น-ลงตามรอบเครื่องยนต์และความเร็ว ส่วนโหมด MT ก็สามารถเปลี่ยนเกียร์ได้ด้วยปลายนิ้วซ้าย ขึ้น-ลงตามใจสะดวก เอาจริงมันฉลาดมากนะ ปรับให้ขับขี่ได้สะดวกสบาย วิธีสังเกตรุ่นนี้ง่าย ๆ คือ ไม่มีก้านคลัตช์และไม่มีคันเกียร์ที่เท้า ซึ่งต่างจากรุ่น GT
- ระบบอะแด็ปทีฟครูซคอนโทรล (Adaptive Cruise Control): ระบบนี้อย่างกับรถยนต์ ทำงานด้วยระบบเรดาร์ที่มีในรุ่น GT+ ทั้งด้านหน้าและด้านหลัง เมื่อระบบควบคุมความเร็วทำงาน เรดาร์จะตรวจจับรถคันหน้าโดยเว้นระยะห่างประมาณ 4-5 ช่วงคัน เงื่อนไขง่าย ๆ สั่งการด้วยปลายนิ้ว สมมติเราล็อกความเร็วไว้ที่ 80 กม./ชม. ถ้ารถคันหน้าลดความเร็ว รถเราก็จะลดความเร็วตาม ถ้ารถคันหน้าเพิ่มความเร็ว รถเราก็สปีดเพิ่มตามจนถึงลิมิตที่เราตั้งไว้ ระบบนี้ช่วยผ่อนแรงได้เยอะและปลอดภัยมากขึ้นด้วย
- ระบบแจ้งเตือนจุดอับสายตา (Blind Spot Detection): ซึ่งทำงานด้วยระบบเรดาร์ด้านหลัง โดยจะโชว์สัญลักษณ์ไฟสีส้มที่กระจกมองข้างของตัวรถ เมื่อมีรถกำลังแซงหรือขนาบข้าง ไฟสัญลักษณ์จะติดขึ้นทันทีโดยอัตโนมัติ ทำงานไว ดูง่าย และสะดวกดี ไม่ต้องคอยหันไปมอง เพิ่มความปลอดภัยได้มากยิ่งขึ้น
- ระบบช่วยกระจายและเสริมแรงเบรก (Unified Brake System): ทำงานควบคู่กับเรดาร์ของตัวรถ เงื่อนไขง่าย ๆ คือระบบจะทำงานอัตโนมัติเมื่อรถพุ่งไปข้างหน้าแล้วมีรถที่ช้ากว่าหรือมีรถมาขวาง ในกรณีที่เราจำเป็นต้องเบรกแต่กำเบรกไม่แรงพอ ระบบตรวจจับแล้วว่าความเร็วของเราพุ่งไปไวเกินไปจนเสี่ยงต่อการชน มันจะช่วยเพิ่มแรงดันเบรกให้โดยอัตโนมัติเพื่อให้หยุดรถได้อย่างปลอดภัย (ส่วนตัวผมกลับไม่ค่อยชอบเท่าไร บางทีมันช่วยเบรกเยอะเกินไปหน่อย)
- ระบบไฟ Matrix LED: เทคโนโลยีนี้ตอบโจทย์อย่างดี (มีให้ทั้งสองรุ่น) ระบบนี้สามารถปรับตั้งค่าได้ว่าจะให้ตอบสนองไวแค่ไหน โดยทำงานควบคู่กับองศาของ IMU 6 แกน เมื่อรถเอียงซ้ายหรือเอียงขวา ไฟสูงจะช่วยส่องเคลียร์ทางเพิ่มทัศนวิสัยในการขับขี่ข้ามโค้งยามค่ำคืนได้ยอดเยี่ยมมาก และยังมีการเปิดปิดไฟสูงโดยอัตโนมัติโดยอาศัยกล้องที่ด้านหน้าตัวรถ เมื่อมีรถสวนมาหรือมีรถอยู่ด้านหน้าก็จะปิดไฟสูงอัตโนมัติ และเปิดคืนให้เมื่อไม่มีรถด้านหน้า ช่วยให้ทัศนวิสัยดี
สรุป Tracer 9 GT 2026 : แทน ธรรมชาติ
ส่วนตัวผมมีประสบการณ์กับรถทัวริ่งมาหลายรุ่นพอสมควร ในช่วงเวลาที่ผ่านมา ความนิยมของรถทัวริ่งไซส์กลางเริ่มเป็นทางเลือกที่ได้รับความนิยมมากขึ้น เพราะมีความคล่องตัว พละกำลังเพียงพอต่อการใช้งาน และเทคโนโลยีที่ให้มาก็ครบครันไม่แพ้รุ่นใหญ่
สำหรับผม Tracer 9 GT เป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่ตอบโจทย์การเดินทางได้ครบจบในคันเดียว เครื่องยนต์ CP3 ตอบสนองได้ดั่งใจสั่ง คาแรกเตอร์แบบรถสปอร์ต ขี่เดินทางไกลไม่เหนื่อย และมีพละกำลังให้ใช้งานแบบ ‘สะใจ’ ต้องใช้คำนี้เลย! แต่ยังมั่นใจได้ทุกครั้งที่เปิดคันเร่งด้วยระบบเทคโนโลยีช่วยเหลือการขับขี่ที่ให้มาครบครัน สามารถปรับตั้งได้อย่างละเอียด ปลอดภัยหายห่วง
การควบคุมสะดวกสบาย ท่านั่งหลังตรง เบาะนุ่ม ชิลด์หน้าไฟฟ้าปรับระดับได้ และในการขับขี่ด้วยความเร็วสูงก็ช่วยป้องกันลมปะทะได้ดี
สิ่งที่ประทับใจที่สุดคือ ‘น้ำหนักตัวรถ’ สำหรับผมถือว่าเบามาก ทำให้ควบคุมรถได้ง่ายตั้งแต่ตอนเข็นไปจนถึงตอนขี่ ไม่เป็นภาระต่อผู้ใช้งานเลยครับ
“ถ้าคุณเป็นสายซิ่ง แต่ยังชอบความสะดวกสบายในการเดินทาง คันนี้ผมแนะนำเลยครับ”
สรุป รีวิว Tracer 9 GT+ เหมาะสำหรับสายทัวริ่งหัวใจสปอร์ต
จากการได้ทดสอบ รีวิว Tracer 9 GT+ มันคือรถทัวริ่งสปอร์ตที่ผมมองว่าคือเบอร์ต้น ๆ ที่ผมจะเลือกมาใช้ มันส์จริง แฮนเดิลลิ่งคันนี้คือความคล่องตัว การพลิกรถที่ฉับไวดั่งรถสปอร์ต อย่างที่แทนบอกว่าไซส์นี้มันเป็นที่นิยมมากขึ้น รถมันต้องคอมแพ็กต์ครบเครื่อง ทั้งการเลี้ยว ช่วงล่าง และมีกำลังเครื่องยนต์ที่จัดจ้าน พร้อมกับยุคนี้ที่ขาดไม่ได้เลยคือเทคโนโลยีของรถที่ให้มาทั้งความสะดวกสบายในการใช้งาน มีความปลอดภัยมาให้แบบเหนือ
ที่สำคัญที่สุดคือ Tracer 9 GT+ ราคาเพียง 599,000 บาท ส่วนตัวรองอย่าง Tracer 9 GT ราคา 579,000 บาท ซึ่งถือเป็นตัวแปรสำคัญที่จะทำให้หลาย ๆ คนต้องหันจากรถยุโรปมามองคันนี้ เพราะราคาแค่นี้แต่ให้มาไฮเทคครบเครื่องจริง ๆ …
อ่านทดสอบรีวิวรุ่นอื่น ๆ คลิกที่นี่
ติดตามข่าวสารทางแฟนเพจได้ที่นี่








































