17 ไฮไลต์ Kawasaki ZX-4R(R) ที่สาวกต้องรู้!

“All New เขย่าโลก” หลัง Kawasaki Ninja ZX-4RR KRT Edition เปิดตัวที่อเมริกา ยกระดับสังเวียนมอเตอร์ไซค์สปอร์ตคลาสเริ่มต้นด้วยเทคโนโลยีแน่นๆแถมขุมพลัง “4 สูบ” ที่เราไม่ได้เห็นในรถคลาสต่ำกว่า 500 ซีซี. เป็นเวลากว่าทศวรรษแล้ว.. ส่วนราคาเปิดที่อเมริกาก็เกือบ’เบิ้ล Ninja 400 ..แน่นอนว่าไม่ใช่สำหรับคนที่มาเล่นๆ แต่คงต้องจริงจังกับการขับขี่หรือมองหาสมรรถนะสักหน่อยแล้วล่ะ..

1. ใช้เครื่อง 4 สูบเรียง DOHC ระบายความร้อนด้วยน้ำ
จัดเต็มสไตล์สปอร์ตกับเครื่อง “ชักสั้น” ด้วยหัวสูบขนาด 57 มม. กับระยะชัก 39.16 มม. และปริมาตรกระบอกสูบแต่ละลูกที่มีความจุเกือบๆแตะ 100 ซีซี.

2. เรดไลน์กว่า 16,000 รอบ
ด้วยรอบเรดไลน์ที่สูงปรี๊ดทะลุ 16,000 รอบ หากเทียบเป็นกราฟคือแทบไม่มีแรงบิดรอบต้นจนกระทั่งถึง 11,000 รอบ เป็นการขับขี่เน้นม้ารอบปลายอย่างแท้จริง

3. มี 2 โหมดคันเร่ง, 3 โหมดแทรคชั่นคอนโทรล
ZX-4R มีโหมดสำหรับจัดการพละกำลังตั้งมาเป็นพรีเซ็ตให้ 2 โหมดคือ F(Full Power) และ L(Low Power) พร้อมการปรับตั้งค่าแทรคชั่นคอนโทรลได้อีก 4 โหมด คือ Sport, Road, Rain, Rider(ปรับเอง)

4. จอ TFT 4.3 นิ้ว ปรับตั้งค่าได้หลากหลาย
นอกจากข้อมูลพื้นฐานทั่วไปแล้ว จอแสดงผลของ ZX-4R มีโหมด Circuit (สนามแข่ง) สำหรับการนำไปขับขี่แทรคเดย์สนุกๆได้ โดยจะแสดงผลทั้ง เวลาต่อรอบ, เลขบอกตำแหน่งเกียร์ใหญ่ขึ้น, ปรับรูปแบบการแสดงผลรอบเครื่องยนต์ และหน้าปัดชุดนี้เชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟนผ่านแอปฯ Kawasaki’s Rideology ทำให้เข้าถึงฟีเจอร์อื่นๆได้ เช่น เช็คระยะเซอร์วิส, อีเมล์, แจ้งเตือนสายโทรเข้า, ตั้งค่าหน้าจอ และระบบนำทาง

5. มี Ram-Air
ช่องตรงกลางระหว่าง 2 ไฟหน้าคือระบบดักลม เพื่ออัดอากาศเข้าสู่ห้องเครื่อง ปลดล็อกแรงม้าได้เพิ่มขึ้นอีกระดับ.. จาก 70 แรงม้า สู่ 80 แรงม้าถ้าแรมแอร์ทำงาน โดยเฉพาะในช่วงความเร็วสูง.. หลังจากที่ส่งต่อกำลังด้วยการควบคุมคันเร่ง Ride-by-Wire ขนาด 34 มม. ผ่านคอท่อบีบอัดไอดีเส้นผ่านศูนย์กลาง 60 มม. และ 40 มม. ล่ะก็นะ

6. พอร์ทไอดีผลิตโดยกรรมวิธี “หล่อทราย”
เป็นกรรมวิธีที่จะทำให้พื้นผิวสัมผัสของโลหะมีเนื้อเนียนละเอียด เพื่อความลื่นไหลของกระแสลมที่จะเข้าสู่ห้องจุดระเบิด และ “เป็นเส้นตรง” มากที่สุด

7. แต่ละหัวสูบจะได้วาล์วไอดีขนาด 22.1 มม. และวาล์วไอเสียขนาด 19 มม.
โดยวางแต่ละวาล์วไว้ในมุมแคบที่สุดเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของการจุดระเบิด และลดพื้นที่การใช้งานของเครื่องยนต์ ทำให้เครื่องยนต์มีขนาดเล็ก

8. หัวสูบให้แรงอัด 12.6:1
ใช้ลูกสูบเคลือบโมลิบดีนัม เพื่อความเสถียรและความทนทาน และกระบอกสูบทำจากอลูมิเนียมขึ้นรูป

9. เพลาข้อเหวี่ยงน้ำหนักเบา.. ตอบสนองคันเร่งดีขึ้น
ก้านสูบผ่านกรรมวิธีคาร์บูไรซิ่ง นำเหล็กไปผ่านความร้อนจัดทำให้มันแข็งแรงขึ้น น้ำหนักเบาลง เพิ่มความทนทาน และอัตราส่วนของการหมุนทำงานนั้นก็ถูกออกแบบมาให้ช่วยลดแรงสั่นสะเทือน รวมไปถึงช่วยลดการสึกหรอด้วย

10. หม้อน้ำ 30 แถว..
เพิ่มประสิทธิภาพของการระบายความร้อน โดยเฉพาะบริเวณหัวเทียน ทั้งนี้ก็เพื่อป้องกันอาการ “น็อกความร้อน” แถมชุดแฟริ่งยังออกแบบมาให้เป็นท่อระบายอากาศที่จะระบายความร้อนออกจากทางหม้อน้ำโดยไม่ให้โดนตัวของผู้ขับขี่ด้วย

11. คอท่อมีหลายจุดเชื่อมต่อลดการปล่อยมลพิษ
ข้างใต้เครื่องยนต์แยกระบบไอเสียออกเป็นสัดส่วน มีพื้นที่สำหรับแคทตาไลติก 3 ชั้น และสับเปลี่ยนปลายท่อไอเสียได้อย่างสะดวกเพื่อซุ่มเสียงที่ท่านชื่นชอบ.. ถึงแม้จะบอกว่าท่อเดิมๆก็เสียงไพเราะมากอยู่แล้วก็ตาม

12. เกียร์ 6 สปีด พร้อม “ควิกชิฟท์”
เป็นระบบควิกชิฟเตอร์ขึ้น-ลง จะทำงานเมื่อเครื่องยนต์กำลังทำงานที่ช่วง 2,500 รอบขึ้นไป มาพร้อมระบบ Assist&Slipper Clutch

13. โครงสร้างจาก WorldSBK
ทั้งเฟรมถักและรูปทรงของสวิงอาร์มใช้วัสดุ “High-tensile steel” ที่มีคุณสมบัติทนแรงดึงสูง มีน้ำหนักตัว(รวมของเหลว) 188 กก. วางองศา Rake สไตล์สปอร์ตที่ 23.5 องศา และวงล้อขนาด 17 นิ้วจับคู่มากับยาง Dunlop Sportmax GPR-300 (เปลี่ยนแปลงได้ตามประเทศที่วางจำหน่าย).. นอกจากนี้ยังใช้โช้คอัพหัวกลับจาก Showa SFF-BP ปรับพรีโหลดได้ด้านหน้า และโช้คอัพเดี่ยว BFRC Lite พร้อมกระปุกแก๊สเล็กๆ แบบมีกระเดื่องซับแรงที่ด้านหลัง

14. เบรกหน้าดิสก์คู่ พร้อมปรับ ABS
ด้านหน้าใช้ดิสก์คู่ขนาด 290 มม. Semi-Floating พร้อมปั๊มล่างเรเดียลเมาท์ 4 ลูกสูบ โมโนบล็อกตีตรา “Kawasaki” ส่วนด้านหลังเป็นดิสก์เดี่ยว Nissin ขนาด 220 มม. โดย Nissin เองให้ระบบ ABS Control Unit มาด้วย

15. มิติท่านั่งสไตล์สปอร์ต “หมอบกว่า Ninja 400 แต่ไม่เมื่อยเท่า ZX-6R”
แฮนด์จับใต้แผงคอ(เล็กน้อย) ถังน้ำมันเว้าขาเพื่อความกระชับ และความสูงเบาะ 800 มม. ออกแบบมาให้ผู้ขับขี่ขยับท่าทางต่างๆได้ง่าย ส่วนตำแหน่งพักเท้านั้นวางสูงตามสไตล์ซูเปอร์สปอร์ต และก้านเบรก/คลัทช์ปรับระยะได้ 5 ระดับ

16. ไฟส่องสว่าง LED ล้วน
ดีไซน์มาลงตัวแบบเดี่ยวกับรุ่นพี่ตระกูล ZX โดยฝังไฟเลี้ยวไว้ใช้ชิ้นแฟริ่งข้าง ส่วนไฟท้ายนั้นถอดแบบ Ninja ZX-10R เป๊ะๆ

17. ราคา “ไม่น่าถูก”
Kawasaki เปิดตัว ZX-10RR ด้วยราคาที่อยู่ตรงกลางระหว่าง Yamaha YZF-R7 และ Aprilia RS660.. ด้วยลวดลายของทีมแข่ง KRT แล้ว นี่คือ “รถคลาสเริ่มต้น” ที่ถูกสร้างมาเผื่อนำไปวิ่งซักซ้อมในสนามแข่งได้เต็มฟีลลิ่งอย่างไม่ต้องสงสัย ..ว่าแต่.. จะขายไทยมั้ยนะ?