2025 BMW C400GT ปรับชิลด์ใหม่ ใส่เทคโนโลยีขั้นสูง
เปิดตัวไปแล้วในวันเลขเบิ้ลกับพรีเมียมสกู๊ตเตอร์จากค่ายใบพัดสีฟ้า 2025 BMW C400GT สกู๊ตเตอร์ที่เหมาะกับการใช้งานในชีวิตประจำวันหรือแม้แต่ในวันหยุดสำหรับออกทริปเดินทาง ที่มาพร้อมสไตล์และเทคโนโลยีที่โดดเด่นที่ครั้งนี้มีการปรับเปลี่ยนหลายจุด ทั้งภายนอกและภายใน เฉกเช่นเดียวกับแฝดคนละฝา ไข่คนละใบกับ C400X ที่ก็เปิดตัวในวันเดียวกันนี้
ดีไซน์หลักยังคงเหมือนเดิม แต่จะมีการปรับเปลี่ยนที่ชิลด์หน้าเป็นชิลด์หน้าใหม่ให้ดูมีความสปอร์ตขึ้นอีกเล็กน้อยเมื่อเทียบโมเดลเก่า
ส่วนขุมพลังก็จะยังคงเป็นเครื่องยนต์สูบเดียวขนาด 350 ซีซีแบบ 4 วาล์วต่อสูบ ระบายความร้อนด้วยน้ำ แต่มีการปรับเปลี่ยนให้รองรับมาตรฐาน Euro5+ โดยที่ไม่มีการสูญเสียความแรงไปเลย โดยยังคงเคลมแรงม้าสูงสุด 34 แรงม้าที่ 7,500 รอบต่อนาที และแรงบิดสูงสุด 35 นิวตันเมตรที่ 5,750 รอบต่อนาที เคลมท็อปสปีดมาที่ 129 กม./ชม. มีถังน้ำมันขนาด 12.8 ลิตร เรียกความแรงด้วยระบบคันเร่งไฟฟ้า พร้อมส่งกำลังผ่านระบบเกียร์อัตโนมัติ CVT และแอบมีปลายท่อไอเสียที่มีขนาดใหญ่ขึ้นซึ่งก็น่าจะเป็นเพราะเรื่องการปรับเปลี่ยนตามมาตรฐาน Euro5+
ช่วงล่างเองก็ยังคงเดิม โดยใช้เฟรมแบบสตีลบริดจ์เฟรม ระบบกันสะเทือนด้านหน้าเป็นโช้คเทเลสโคปิกธรรมดาขนาด 35 มม. ด้านหลังเป็นโช้คคู่ปรับพรีโหลดได้ร่วมกับสวิงอาร์มคู่ ขณะที่ระบบเบรกจะเป็นดิสก์เบรกหน้าคู่ขนาด 265 มม. คาลิเปอร์เบรกเรเดียลเมาท์ J.Juan 4 ลูกสูบ ด้านหลังจะเป็นดิสก์เบรกเดี่ยว 265 มม. พร้อมคาลิเปอร์เบรกลูกสูบเดี่ยว ส่วนล้ออลูมิเนียมก็มาพร้อมยางขนาด 120/70 R15 และ 150/70 R14 หน้าหลังตามลำดับ
มาถึงไฮไลท์อีกด้านนึงก็คือระบบอิเล็กทรอนิกส์ที่ครั้งนี้ได้รับการอัปเกรดให้ทันสมัยและมีระดับที่สูงขึ้นไปอีกขั้น นอกจากระบบไฟ LED รอบคัน หน้าจอสี TFT 6 นิ้ว ระบบคีย์เลสไรด์ และช่องจ่ายไฟแบบ USB ที่เดิมมีอยู่แล้ว ระบบช่วยเหลือผู้ขับขี่ที่จะเสริมความปลอดภัยได้รับการอัปเกรดเป็นระบบเบรก ABS Pro พร้อมระบบไดนามิกเบรกคอนโทรล ระบบไดนามิกแทรคชันคอนโทรล และระบบควบคุมเครื่องยนต์อีกด้วย ซึ่งก็จะทำงานได้ดียิ่งกว่าเดิม
ส่วนฟีเจอร์อำนวยความสะดวกสบายในแบบของสกู๊ตเตอร์ก็จะมีช่องเก็บของด้านหน้าและช่องเก็บของใต้เบาะพร้อมไฟส่องสว่างที่สามารถขยายเพิ่มเติมสำหรับเก็บหมวกกันน็อคตอนจอดได้ (ขยายได้เฉพาะตอนจอด)
มาถึงการจำหน่ายตรงนี้จะคล้ายกับ C400X คือมีการเพิ่มรุ่นย่อยเข้ามา โดยตัวสแตนดาร์ดจะมีสีดำ Blackstorm Metallic สีเดียว แต่จะเพิ่มรุ่น Exclusive ที่เป็นรุ่นพิเศษเพิ่มเงินไปอีก 220 ยูโร (ประมาณ 8,000) จากเริ่มต้น 8,990 ยูโร (ประมาณ 329,000 บาท) ซึ่งจะมีความหรูหรายิ่งขึ้น โดยจะมาในเฉดสีขาวตัดแต้มกราฟิกด้วยสีทองและวงล้อสีทอง พร้อมของแต่งเพิ่มเติมอย่างชิลด์หน้าย้อมสี ไฟส่องสว่างที่เท้าเวลาจอดรถดับเครื่อง ซึ่งจะทำงานเปิดปิดเองอัตโนมัติ เพิ่มความพรีเมียมได้ดีนักแล
อย่างไรก็ดีโมเดลนี้บ้านเรานำเข้ามาโดนภาษีมหาศาลทำให้ราคาโดดไปถึง 435,000 บาทเลยทีเดียว ทำให้มีผู้ใช้น้อย ไม่ใช่ว่ารถไม่ดีนะ ถือว่าเป็นโมเดลทางเลือกนึงสำหรับคนที่มีงบมากและต้องการความโดดเด่นความพรีเมียมหรูหราไม่เหมือนใคร รับรองตอบโจทย์สุด ๆ
อ่านทดสอบรีวิวรุ่นอื่น ๆ คลิกที่นี่
ติดตามข่าวสารทางแฟนเพจได้ที่นี่












