2025 KTM 990 DUKE R เน็กเก็ดพิกัดกลาง แต่ออปชันระดับท็อป
เกรี้ยวกราด ดุดันและโดดเด่น สมกับเป็นโมเดลใหม่สายสตรีทจากทางค่ายส้มสัญชาติออสเตรียกับ เจ้า 990 DUKE R ที่ทางค่ายยืนยันว่าจะเป็นโมเดลที่จะมาเซ็ตมาตรฐานใหม่ให้กับเน็กเก็ดไบค์ไซซ์กลาง จากเดิมที่ก็แข่งขันกันดุดันอยู่แล้ว ให้มันทะลักจุดเดือดกันไปเลย
ดีไซน์มาในสไตล์ที่โดดเด่นสะดุดตาขั้นสุด ด้วยตัวรถสีขาวและกราฟิกสีดำด้านตัดแต้มให้ลงตัว เคียงคู่ไปกับเฟรมสีส้มจี๊ดจ๊าด Electronic Orange ซึ่งสามนี้เป็นดั่งสีไตรคัลเลอร์ประจำค่ายเคทีเอ็มไปแล้ว และแน่นอนจะขาดไปไม่ได้เลยคือโลโก้ตัว R บนถังน้ำมันที่บ่งบอกให้รู้ว่านี่คืออีกระดับของโมเดลนี้ที่ตรงกับคอนเซปต์ Ready to Race
ไฮไลท์เด็ดเห็นจะเป็นหน้าจอสีใหม่ใหญ่เบิ้มในทรงยาวขนาด 8.88 นิ้วที่มาพร้อมฟังก์ชันแบ่งหน้าจอเพื่อที่จะให้อ่านข้อมูลต่าง ๆ ได้ง่ายดายมากยิ่งขึ้น
ยังมีการปรับปรุงสวิตช์คิวบ์ที่ประกับมาใช้เลย์เอาต์ใหม่ ระบบการเชื่อมต่อ ระบบการนำทางและโหมดการขับขี่ที่ปรับแต่งเองได้ใหม่หมด นอกจากนี้ยังเพิ่มโหมดระบบเบรก ABS อีก 2 โหมดคือ SPORT ABS และ SUPERMOTO+ ABS สำหรับนักบิดมือเก๋า
ในส่วนของเครื่องยนต์เมื่อเทียบกับตัวพื้นฐานไม่มี R ต่อท้ายแล้ว เครื่องยนต์ LC8c ที่เป็นเครื่องสองสูบเรียงระบายความร้อนด้วยน้ำขนาด 947 ซีซี แล้ว มีแรงม้าเพิ่มขึ้นอีก 7 แรงม้ากลายเป็น 130 แรงม้า ขณะที่แรงบิดยังคงเดิมที่ 103 นิวตันเมตร โดยมีเรดไลน์ที่ 10,500 รอบ ซึ่งเป็นการยกระดับความแรงไปอีกขั้น
น้ำหนักตัวรถยังคงเดิม โดยพร้อมซิ่งได้ในน้ำหนักตัวเพียง 190 กิโลกรัม โดยมีถังน้ำมันขนาด 14.8 ลิตร แม้ว่าจะมีการปรับปรุงเรื่องของการยศาสตร์เสียใหม่ ให้ตัวรถมีศูนย์ถ่วงสูงขึ้นเล็กน้อย เนื่องจากมีการเพิ่มความสูงของเบาะและระยะห่างจากตัวรถถึงพื้นอีก 15 มม. ซึ่งมาจากการเพิ่มระยะยุบช่วงล่างที่มีสวิงอาร์มที่องศาชันมากขึ้น ทำให้สามารถเข้าโค้งได้มากขึ้น 3 องศา
เฟรมและสวิงอาร์มของ 2025 KTM 990 DUKE R เองก็ปรับปรุงใหม่เนื่องจากการปรับเปลี่ยนโครงสร้างกระเดื่องที่ด้านหลังช่วยให้ผู้ขับขี่สัมผัสฟีลลิ่งของการยึดเกาะได้มากขึ้นและเค้นรถได้หนักมากขึ้น
ระบบกันสะเทือนนั้นจะเป็น WP APEX ที่ปรับแต่งได้เต็มระบบทั้งด้านหน้าและด้านหลัง ด้านหน้าโดดเด่นด้วยระบบโอเพนคาร์ทริดจ์ที่มีขนาดโช้คใหญ่ถึง 48 มม. จากตัวเดิม 43 มม. โดยเซ็ตให้โช้คแข็งขึ้นอีก 34% ทั้งยังอัปเกรดค่าต่าง ๆ ให้มีฟีลลิ่งที่สปอร์ตมากยิ่งขึ้น ทำให้รถนั่นนิ่งและควบคุมได้ดียิ่งขึ้น โดยที่ไม่สูญเสียความคล่องตัวไป
ขณะที่โช้คหลังเองก็ปรับปรุงให้สอดคล้องกันกับด้านหน้าและระบบกระเดื่อง โดยมีระยะยุบน้อยลง 10 มม. เนื่องจากการชดเชยกับชิ้นส่วนที่เพิ่มเข้าสำหรับติดตั้งกระเดื่อง นอกจากนี้ยังใส่สปริงใหม่เพื่อให้การขับขี่ได้สมรรถนะสูงสุดทั้งทุกการขับขี่บนท้องถนนหรือแม้แต่กระทั่งในสนาม
ระบบเบรกเองก็ใช้ระบบเบรกสมรรถนะสูง ด้านหน้าจะเป็นดิสก์เบรกคู่ที่ใหญ่ขึ้นเป็น 320 มม. จากเดิม 300 มม. ทว่าใช้วัสดุที่เบากว่าเดิม และคาลิเปอร์เบรกเรเดียลเมาท์ Bremo Stylema และปั๊มเบรก Brembo MCS ทั้งด้านหน้าและด้านหลัง ส่วนด้านหลังจะเป็นดิสก์เบรกเดี่ยว 220 มม. กับคาลิเปอร์เบรก Brembo เช่นกัน ทั้งหมดนี้จะให้การเบรกที่แม่นยำสั่งได้ในทุกสถานการณ์
ในส่วนของล้ออลูมิเนียมสีส้มขนาด 17 นิ้วเท่ากันหน้าหลัง ส่วนยางก็จะเป็นรุ่น Michelin Power Cup 2 ขนาด 120/70 – R17 และ 180/55 – R17
ส่วนเรื่องของระบบอิเล็กทรอนิกส์นั้นก็จัดเต็ม ไม่ว่าจะเป็นโหมดการขับขี่ 4 โหมดพื้นฐาน Rain, Street, Sport และ Custom ระบบเบรก Cornering ABS ที่โหมดย่อยเพิ่มเติมได้แก่ Street, Sport (เพิ่มใหม่) Supermoto + (เพิ่มใหม่) และ Supermoto ระบบแทรคชันคอนโทรล 3 โหมด Rain, Street และ Sport เปิดปิดได้ ระบบควิกชิฟเตอร์แบบ 2 ทาง เปิดปิดได้
ยังมีระบบนำทางที่ช่วยวางแผงการเดินทาง ระบบแนะนำแบบแอ็กทีฟ และระบบการแสดงผลแผนที่ที่ใช้งานได้สะดวกง่ายดาย
เรื่องการจำหน่ายในบ้านเราก็ต้องไปลุ้นเอากันนะครับ ว่าจะมีมาขายมั้ย แต่ราคาไม่เบาแน่นอนสำหรับโมเดลรหัส R แบบนี้
อ่านทดสอบรีวิวรุ่นอื่น ๆ คลิกที่นี่
ติดตามข่าวสารทางแฟนเพจได้ที่นี่













