1.Honda CB650R

หนึ่งในไลน์อัพ Neo-Sports Cafe ที่จะพูดว่า “คลาสสิค” ซะทีเดียวก็ไม่เชิง เพราะมันคือเน็กเก็ตสปอร์ตที่มาแทนโมเดลก่อนหน้าอย่าง CB650F เพียงแต่สวมใส่เปลือกนอกในกลิ่นอายคลาสสิคแบบ Cafe Racer เข้ามาผสมปนเปกับเส้นสายเหลี่ยมคมสไตล์สปอร์ต.. แม้ว่าช่วงแรกที่ปล่อยออกมาจะทำให้แฟนๆบางส่วนต้องเบือนหน้าหนี แต่ในทางกลับกันก็ได้ฐานแฟนๆกลุ่มใหม่มาได้มากโข..เพราะหากมองข้ามหน้าตาชวนย้อนยุคไปที่ใต้เปลือกเหล่านั้น เราก็จะพบกับมอเตอร์ไซค์ไซส์มิดเดิลเวท ที่เปี่ยมไปด้วยเทคโนโลยีอัพเดตล่าสุด ไม่ว่าจะเครื่องยนต์ มิติการขับขี่ และออพชั่นต่างๆ..

4 สูบเรียง 649 ซีซี. คลาสเริ่มต้นของคำว่า “บิ๊กไบค์” ที่ครองใจตลาดมายาวนาน ด้วยพละกำลังที่พอดีมือ แถมสายแรงก็ยังกดทะลุ 200 กม./ชม. ได้สบายๆ จึงได้ใจไบเกอร์น้อยใหญ่ไปโดยปริยาย
ออพชั่นใหม่ ๆถูกอัพเกรดเพิ่มเติมขึ้นโดยที่ไม่เคยมีในโมเดลเก่าทั้งระบบ Assist/Slipper Clutch – ช่วยให้การกำคลัทช์เปลี่ยนเกียร์ได้ง่ายมากขึ้น และลดแรงดึงขณะที่เปลี่ยนเกียร์ลงอย่างกระทันหัน, ระบบเบรก ABSหน้า – หลัง ถูกเพิ่มมาให้ตามเสียงเรียกร้อง เพื่อความปลอดภัยในแบบ Street Bike, ระบบ Emergency Stop Signalหรือ เปิดไฟฉุกเฉินอัตโนมัติเมื่อมีการลดความเร็วลงอย่างกระทันหัน(มากกว่า 60 กม./ชม.), โช้คอัพหน้า Up Side Down จัดมาให้ไซส์ใหญ่ ขนาด 41 มม. และ Honda Selectable Torque Control (HSTC)ที่จะช่วยรักษาสมดุลการหมุนของล้อหน้า-หลัง ช่วยลดโอกาสการเกิดอาการล้อหลังหมุนฟรีจากการเปิดคันเร่งที่แรงเกินไปนั่นเอง!

นอกจากนี้ในด้านการใช้งานถือได้ว่าเป็นการ “กำเนิดใหม่” ของรหัส 650 ประจำค่ายไปเลย เพราะแม้ว่าบล็อคเครื่องยนต์ใช้ตัวเดิม เพิ่มเติมการพัฒนาภายในเล็กน้อย แต่ฟีลลิ่งการขับขี่นั้นต่างไปอย่างชัดเจน เนื่องจากตำแหน่งท่านั่งที่เปลี่ยนไป พักเท้าสูงขึ้นโดยวางในตำแหน่งเยื้องไปด้านหลัง แฮนเดิลบาร์ต่ำลง และเบาะนั่งแบบ 2 ตอน ตามรหัส R แสดงความเป็นสปอร์ตได้เต็มเปี่ยม
ราคาค่าตัวถูกวางไว้ที่ 309,060 บาท กับรถในคลาส 650 ซีซี. 4 สูบเรียง! แน่นอนว่ารถรุ่นนี้เป็นรถทำตลาด ดังนั้นโปรโมชั่นดันรถออก “เพียบ” ..ใครที่รอเป็นเจ้าของต้องติดตามข้อมูลข่าวสารกันอย่าให้ขาดช่วงนะครับ!
2.Yamaha SR400

“สปอร์ต-คลาสสิค” ขนานแท้แดนอาทิตย์อุทัย ที่ขึ้นแท่นเป็น “ไอคอน” มากว่า 30 ปี เพราะจะมีสักกี่โมเดลที่ยังยืนต่อสู้กับสงครามเทคโนโลยีในยุคโลกาภิวัตน์ที่แต่ละค่ายต่างพัฒนาและใส่ลูกเล่นใหม่ๆให้กับรถของตัวเองกันเต็มไปหมด..
แต่สุดท้ายแล้ว “ความลงตัว” ของรถจักรยานยนต์ที่ทุกคนต้องการ.. เข้าถึงง่าย คล่องตัว ไม่ยุ่งยากวุ่นวาย กลับเป็นคุณสมบัติที่เจ้า SR400 สามารถรักษาไว้ได้อย่างเต็มเปี่ยมไม่เคยเปลี่ยนแปลง

แม้จะดูคลาสสิคจนเหมือนไม่มีอะไรเปลี่ยนไปเลยตลอด 30 ปี แต่ก็ใช่ว่าจะเป็นแบบนั้นเสียทีเดียว.. เพียงแค่ทาง Yamaha ต้องการให้ SR400 รักษาตำนานและเอกลักษณ์ของตัวเองไว้อย่างเหนียวแน่น…. เพราะเมื่อมองลึกลงไปภายในเราก็จะพบกับระบบวิศวกรรมใหม่ๆ อยู่นะจ๊ะ..
เสียงเครื่องยนต์ 399 ซีซี. สูบเดี่ยวลูกโต.. สิ่งที่ทุกคนหลงใหลนี้ได้รับการพัฒนาขึ้นไปตามกาลเวลาเช่นกัน เพราะปัจจุบันเจ้า SR400 ถูกปรับเปลี่ยนมาใช้ระบบจ่ายน้ำมันแบบหัวฉีด พร้อมมาตรฐานไอเสีย Euro4 (และกำลังจะเปลี่ยนเป็น Euro5 ในเร็ววัน)

ด้วยความคลาสสิคที่มีอยู่เต็มเปี่ยม.. แม้ว่าระบบสตาร์ทเครื่องยนต์ของ SR400 จะเป็นระบบ “สตาร์ทเท้า” แต่ก็หมดกังวลกับอาการ “สตาร์ทจนตีนแตก” ได้เลย เพราะมีการติดตั้งตัวลดแรงอัดที่ทำให้เราสามารถจุดระเบิดในห้องเครื่องยนต์ได้อย่างง่ายดายมากขึ้น

นอกจากนี้การขับขี่ก็เป็นไปอย่างสะดวกสบาย จากระบบโช้คอัพหน้าที่มีระยะยุบถึง 150 มม. และโช้คอัพคู่หลังระยะยุบ 110 มม. ผนวกกับเบาะนั่งตอนเดี่ยว แฮนเดิลบาร์ทรงสูง และตัวถังผอมเพรียว ทำให้การควบคุมในสถานการณ์ต่างๆทำได้ง่าย คงคอนเซ็ปต์“เรียบง่าย คลาสสิค” ไว้ตลอดกาล..
ด้านราคาอยู่ที่ 275,000 บาท.. กับรถสปอร์ตคลาสสิคตัวจริง นำเข้าญี่ปุ่น สีของตัวถังก็เปลี่ยนไปทุกปี ราคาไม่ตก คุณค่าที่อยู่ไปตลอดกาล ..แม้จะสู้ออพชั่นเพื่อนๆในคลาสเดียวกันไม่ได้เท่าไร แต่กับชาว SR400 แล้วคุณค่าของมันมีมากกว่าออพชั่นและเทคโนโลยีใหม่ๆอีกหลายขุม!!
3.Suzuki SV650X

“ขยี้” สไตล์ลงไปในรถคันโปรดให้ชัดเจน กับมิดเดิลเวทที่ออกมาเพื่อชาว “คาเฟ่เรเซอร์” โดยเฉพาะ ..Suzuki SV650X..หรือโมเดลพื้นฐานจาก Suzuki SV650 ที่ออกมาทำตลาดได้ซักพักแต่ก็ไม่เปรี้ยงปร้างเท่าที่ควร ดังนั้นการเพิ่มรหัส X พร้อมฝังดีเอ็นเอสปอร์ตคลาสสิคสไตล์คาเฟ่เรเซอร์เข้าไปจึงดูเป็นการเคลื่อนไหวที่เข้าท่า เพราะเพียงแค่เปิดตัวมาก็ได้รับเสียงฮือฮากระฉ่อนไปทั่วโลก!!!

นอกจากหน้าตาล่ะ? เอกลักษณ์ของโมเดล SV ก็มีอยู่ครบถ้วน.. โดดเด่นด้วยเครื่องยนต์ขนาด 645 ซีซี. 2 สูบ V-Twin 90 องศา (หรือที่บางคนติดเรียก L-Twin) มีพละกำลังล้นเหลือช่วงรอบต้น-กลาง ..จึงเป็นรถที่เหมาะกับชีวิตของชาวเมืองที่กำลังรถมักหมดไปกับการออกตัว เร่งแซง และหยุดรถซะส่วนใหญ่.. แต่ก็ใช่ว่าจะนำไปวิ่งทางไกลไม่ได้ เพราะเจ้า V-Twin บล็อคนี้มีความสนุกสนานที่รอบปลายอยู่บ้าง เพียงแต่อาจต้องใช้ความสามารถในการคุมรถสักหน่อย

“คาเฟ่เรเซอร์” แบบเต็มอารมณ์ด้วยการปรับรูปโฉมโทนสีจนเปลี่ยนฟีลจากโมเดล SV650 แทบจะใหม่หมดจด..เปิดตัวกับสีดำขลับตัดขอบแดงโดดเด่นบริเวณถังน้ำมันขนาด 14.5 ลิตร ตามด้วยไฟหน้าทรงกลมจาก SV650 ที่เสริมด้วยชุด “โม่ง” ครอบไฟหน้าสไตล์คาเฟ่เรเซอร์ติดรถมาจากโรงงาน และแฮนด์หมอบที่ย้ายขาจับลงไปอยู่ใต้แผงคอ เรียกความเก๋าได้เต็มสูบ..

สรุปได้ว่าความโดดเด่นของเจ้า SV650X อยู่ที่ความแรง ดีด เด้ง ของเครื่องยนต์ V-Twin คลาส 650 ซีซี. นี้ ผสานกับความหล่อเหล่าของคาเฟ่เรเซอร์สไตล์ที่เรียบง่ายแต่เท่มาก.. ความเป็นดีเอ็นเอของรถจักรยานยนต์ Suzuki ที่ใครๆก็ติดใจในแง่ของความดิบนั้นมีมาให้เห็น สมราคากับขนาดเครื่องยนต์ เพียงแค่ได้ลองขับขี่ออกตัวไป
มิติรถมีความคล่องแคล่วแม้จะมีขนาดเครื่องยนต์ถึง 650 ซีซี. แต่ก็ได้ประโยชน์จากเครื่องยนต์ V-Twin นี้เช่นเดียวกันที่ลูกสูบอีกลูกนั้นเยื้องมาอยู่ด้านหลังแทนที่จะเป็นด้านข้างตามแบบฉบับของรถในคลาสนี้จากแบรนด์อื่นๆ ..และล่าสุดเปิดตัวสีใหม่เป็นดำล้วนตัดเบาะหนังสีน้ำตาล ในราคาเริ่มต้นที่ 301,000 บาท!!
4.Scrambler Sixty2 by Ducati

แยกออกมาจากแบรนด์หลักอย่าง Ducati สู่แบรนด์ย่อย “Scrambler” ตามกระแสหวนคืนสู่อดีตที่มาแรงไม่หยุดหย่อน.. โดดเด่นด้วยรูปลักษณ์หน้าตาจากยุคเริ่มแรกของ Ducati ผ่านวิศวกรรมและการออกแบบของโลกสมัยใหม่ เกิดเป็นเครื่องยนต์ V-Twin สุดลงตัว..

นอกเหนือจากไลน์อัพหลักที่เน้นความเป็นบิ๊กไบค์สายมันตามสไตล์ต่างๆบนบล็อคเครื่องยนต์ 850 ซีซี. แล้ว ก็มีอีก 1 โมเดลที่น่าสนใจ ไว้ขับขี่เล่นๆในชีวิตประจำวันอย่างชิลล์ๆ.. “Scrambler Sixty2”..
แตกต่างจากพี่ๆ 850 ซีซี. ด้วยการลดความจุเครื่องยนต์มาอยู่ที่ 399 ซีซี. 2 สูบ V-Twin 41 แรงม้า.. ดังนั้นในแง่ของความแรงคงไม่สู้โมเดลพี่ๆอยู่แล้ว แต่ขอบอกเลยว่าความเท่ และสไตล์ ไม่แตกต่าง.. แถมขี่ง่ายกว่าซะด้วยซ้ำ!

นอกจากการปรับลุคให้เข้ากับวัยรุ่นมากขึ้นไม่ว่าจะด้วยขนาดเครื่องยนต์หรือสีสันก็ตาม..เจ้า Sixty2 ยังมีออพชั่นแน่นๆตามสมัยนิยมแบบ “ตัวท็อป” มาให้เน้นๆ.. เริ่มจากโช้คอัพหน้าเทเลสโคปิกขนาดใหญ่ 41 มม., โช้คอัพหลังเดี่ยว Kayaba ปรับระดับพรีโหลดได้, ยางหน้า-หลัง “Pirelli MT 60 RS”และระบบเบรก ABS หน้า-หลัง พร้อมจานดิสค์ขนาดใหญ่ เป็นต้น

ทั้งนี้เรื่องการขี่ใช้งานก็ถือว่าผ่านฉลุย ด้วยแฮนเดิลบาร์ยกสูง เบาะนั่งที่สูงเพียง 790 มม. และบอดี้ผอมเพรียว ดังนั้นการใช้งานในรูปแบบ City Use จึงคล่องตัวแบบสุดกราฟ ทั้งมุดฝ่าการจราจร หรือทำความเร็วบนทางยาวก็อยู่ในระดับ “สนุก พอดีมือ” ..ส่วนเรื่องของความร้อนอันขึ้นชื่อของทางค่ายก็ต้องบอกว่าสบายๆ ถ้าไม่ใส่กางเกงขาสั้นขับขี่..

ราคาค่าตัวอยู่ที่ 282,000 บาท เบาๆ แลกกับสไตล์ไอค่อน ออพชั่นแน่นตามแบบค่ายฟากฝั่งยุโรป ความคล่องตัวสูง ขับขี่ง่าย ใช้เดินทางก็ชิลล์ๆ..น่าสนใจไม่น้อยเลยนะครับ?

