
- พื้นฐานเครื่องยนต์

2 สูบเรียง 660 ซีซี. แรงม้าสูงสุด 100 ตัว (หรือ 95 ตัวในรุ่น Tuono 660) พร้อมแรงบิด 68 นิวตันเมตรที่ 4,000 รอบ ให้สุ้มเสียง “แบบเดียวกับเครื่อง RSV4 เด๊ะ!” แถมฟิลลิ่งความดิบแบบปรับจูนให้เข้ามือแล้วยังใกล้เคียงกัน.. ระบบทางเดินไอดีก็เป็นแบบเดียวกับรุ่นพี่ RSV4.. “ที่ดีขึ้นคือการที่มันขับขี่ควบคุมได้ง่ายบนถนนหลวงทั่วไป” ไม่ต้องกลัวว่าจะไปวัดกรวดตอนไหน หรือปะทะกับรถคันอื่นที่ช่วงความเร็วสูงจนเกินไปด้วย..

คาแรคเตอร์ของเครื่องยนต์บล็อกนี้ถือว่าทำออกมาได้ยอดเยี่ยมแถมยังมีโหมดการขับขี่ให้เลือกปรับเพิ่มความสามารถในการควบคุมรถได้ง่ายในสถานการณ์ที่ต่างกัน หรือ “ปรับตามลักษณะการขับขี่” 3 โหมดบนหน้าจอปกติ Commute(ขับขี่ทั่วไป) Dynamic(สปอร์ต) และ Individual(ปรับเอง) ส่วนโหมดแสดงผลแบบ Track จะปรับได้อีก 2 แมปปิ้ง คือ Time-Attack, Challenge

- ระบบ Aprilia Performance Ride Control (APRC)

“โดดเด่นจากรถมิดเดิลเวทค่ายอื่นอย่างชัดเจน” ..เพราะระบบช่วยเหลือการขับขี่ที่จะช่วยปรับแต่งรายละเอียดการตั้งค่ารถเหล่านี้มักไปใส่อยู่ในโมเดลรหัส “RR” เสียส่วนใหญ่ ..น่าจะเป็นครั้งแรกของ “รถเน้นการขี่บนถนนปกติ” ที่จัดเต็มให้หนักข้อขนาดนี้


รายละเอียดขอรวบสั้นๆ..
1. ระบบ Aprilia Traction Control (ATC) – ระบบช่วยตัดกำลังล้อหลัง ลดโอกาสสไลด์ ปรับระดับได้ละเอียดที่สุดถึง 8 ระดับ
2. ระบบ Aprilia Wheelie Control (AWC) – พื้นฐานจาก ATC แต่ใช้เซนเซอร์ช่วยประมวลผลหากล้อหน้าเริ่มยกขึ้นจากพื้นถนนก็จะกดลงทันที
3. ระบบ Aprilia Cruise Control (ACC) – ช่วยเปิดคันเร่งตามความเร็วที่กำหนด..สบายสุดๆก็ตอนขี่ออกทริปไกลๆนี่ล่ะ
4. ระบบ Aprilia Engine Brake (AEB) – ปรับระดับ“การดึง” ของเครื่องยนต์เมื่อใช้งานเอนจินเบรก
5. ระบบ Aprilia Engine Map (AEM) – ปรับคาแรคเตอร์คันเร่ง แรงสุดปานกลาง และเบาที่สุด เหมาะสำหรับสถานการณ์ที่การยึดเกาะของยางกับถนนมีน้อย..
6. ระบบเบรก ABS พร้อม Cornering ABS – ปรับได้ 3 ระดับ (ตัดเร็ว-ตัดช้า)
7. ระบบ Aprilia Quick Shift (AQS) –เปลี่ยนเกียร์ขึ้น-ลงโดยไม่ต้องกำคลัทช์.. แต่ใช้รอบเครื่องให้เหมาะหน่อยก็ดี “พิเศษสำหรับรุ่น RS660 เท่านั้น”

- รูปโฉม/มิติรถ

หากว่ากันเรื่องหน้าตาสุดท้ายแล้วอาจไม่ตรงใจทุกคน แต่ถ้าพูดถึงความ “ใช้ได้จริง” 660 ทั้ง 2 รุ่นดูจะเป็นผู้นำในส่วนนี้ เพราะนอกจากความโฉบเฉี่ยวไปทางเดียวกับรุ่นพี่ในคลาสซูเปอร์ไบค์แล้ว.. การออกแบบของทั้งคู่มีรายละเอียดเล็กๆ แบบซ่อนอยู่ทุกส่วน



ประการแรกคือ “ดับเบิ้ลเลเยอร์แฟริ่ง” หรือ “แฟริ่งสองชั้น” ในรุ่น RS นั้นสามารถช่วยจัดการลมที่ไหลเวียน โดยเฉพาะ “ลมร้อน” ไม่ให้ไหลมาปะทะตัวผู้ขับขี่ ..ซึ่งทำได้ดีทีเดียว หรือแม้แต่โมเดลเน็กเก็ตTuonoก็มีแฟริ่งหน้าติดมาด้วย 2 ชั้นเช่นกัน ทำให้ช่วยกันลมปะทะได้ดีที่สุดในรถประเภทเน็กเก็ตยังไม่รวมชิ้นวิงเล็ทเล็กๆที่ซ่อนอยู่ของทั้ง 2 รุ่นด้วยนะ..

ประการถัดมาคือระบบไฟส่องสว่าง แบบ Full-LED หน้าตาโฉบเฉี่ยว แฝงฟังก์ชัน “เปิดไฟหน้าอัตโนมัติ” แบบเดียวกับที่เราเห็นในรถยนต์ (ผู้ขับขี่มีปุ่มให้เลือกเปิด-ปิดเองได้อีกที) พร้อมระบบเปิดไฟฉุกเฉินเมื่อมีการเบรกหยุดรถอย่างกะทันหันด้วย

ประการที่ 3 “ท่านั่งควบคุม” ทำออกมาได้ลงตัว โดยเฉพาะรุ่น Tuono 660 ที่ “นั่งสบายมาก” ตามสไตล์รถเน็กเก็ตไบค์แต่ยังสามารถควบคุมรถและความเร็วผ่านโค้งตามหุบเขาได้อย่างคล่องแคล่ว..
หรือสายสปอร์ตออกทริปกับ RS660 ก็ต้องประทับใจแน่ๆ เพราะท่านั่งของเค้าไม่ได้หมอบมากขนาดนั้น.. พูดให้เห็นภาพง่ายๆคืออยู่ตรงกลางระหว่างสไตล์สปอร์ตทัวร์ริ่งและเรซซิ่งเต็มตัว.. จึงทำให้ RS660 มีท่านั่งที่ได้ลุคสปอร์ตเท่ๆและผ่อนคลายแผ่นหลังไปในขณะเดียวกัน ยิ่งเปิดใช้ครูซคอนโทรลตอนเดินทางอีกก็ยิ่งช่วยผ่อนคลายอีกระดับให้เราไม่ต้องเกร็งแขนคุมคันเร่งตลอด

แถมทั้ง 2 โมเดลยังมีความสูงเบาะอยู่ที่ 815 มม. เท่านั้น บวกกับช่วงหนีบถังแคบๆ กับน้ำหนักตัว(รวมของเหลว) เพียง 183 กก. หนักกว่ารถ 300 ซีซี. ทั่วไปเพียงเล็กน้อย.. ทำให้การยืนคร่อมรถหรือประคองทรงตัวในช่วงจราจรหนาแน่นทำได้ง่ายขึ้นไปอีก
- ช่วงล่าง – เบรก – ยาง


ขึ้นชื่อ Aprilia แล้ว “มั่นใจได้” แต่จะไม่กล่าวถึงก็ไม่ได้ เพราะหลายคนมักจะยกมาเปรียบเทียบอยู่บ่อยๆเมื่อพิจารณาซื้อรถสักคันอยู่ดี..
โช้คอัพหน้าหัวกลับขนาดแกน 41 มม. ปรับระดับพรีโหลดได้อัตราการยุบ-คืนตัวเพิ่มเติมได้ ซึ่งในรุ่น RS660 จะปรับแยกข้างกันได้เลย ..ส่วนโช้คอัพหลังเป็นโมโนช็อกที่ปรับสปริงพรีโหลดและอัตราการคืนตัวได้.. แม้จะเซ็ตอัพมาใกล้เคียงกันแต่การตอบสนองของ Tuonoดูจะลงตัวมากกว่า เนื่องจากน้ำหนักที่ถ่ายเทไปด้านหลังมากกว่ารุ่น RS660 ที่ออกอาการ “โหย่ง” อยู่บ้างหากเอาไปพับโค้งหนักๆ(ทดสอบในเซ็ตอัพพื้นฐานจากโรงงานนะครับ)

ระบบเบรกหน้าเป็นปั๊ม Brembo เรเดียลเมาท์4 พอร์ท ทำงานคู่กับจานดิสก์คู่ 320 มม. โดนเด่นที่ “ฟิลลิ่งการจับเบรก” ควบคุมง่าย ไม่กระชากรุนแรง สามารถไล่น้ำหนัก น้อยไปมากตามความต้องการได้ ตามด้วยปั๊มเบรกหลัง Brembo 2 พอร์ท กับจานดิสก์เดี่ยว 220 มม.

ส่งท้ายที่ชุดยางตัวท็อป “สตรีท-สนาม” จาก Pirelli รุ่น Diablo RossoCorsa II ช่วยเพิ่มความมั่นใจได้ทั้งรูปแบบสนามแข่งหรือทัวร์ริ่งได้ดี
ทั้งสองรุ่นนี้ มีให้เลือกรุ่นละ 3 สีสำหรับราคา Tuono 660 เปิดมาที่689,000 บาท และ RS660 ราคา699,000 บาท พร้อมกับคำว่า “นำเข้าอิตาลีทั้งคัน…อยากทิ้งท้ายว่า นี่คือมอเตอร์ไซค์สายพันธุ์ยุโรปที่โดดเด่นทั้งสไตล์และสมรรถนะแล้วยังมีเทคโนโลยีที่รองรับการใช้งานได้ครบด้าน…เป็นทางเลือกที่ฝากไว้พิจารณา….โดยเฉพาะถ้าคุณไม่อยากซ้ำใคร!

