ทดสอบ BMW F900R มิดเดิลเวทเน็กเก็ตสุดดีด.. เทคโนโลยีแน่นสุดในคลาส

ทดสอบ BMW F900R มิดเดิลเวทเน็กเก็ตสุดดีด.. เทคโนโลยีแน่นสุดในคลาส
เรื่อง: GUN1000R , ภาพ: TANThammachat
ดั่งก๋วยเตี๋ยวชามโต ท็อปปิ้งด้วยเครื่องปรุงครบรส.. นี่คือบิ๊กไบค์ที่ทำให้ผมตัดสินใจเลือกหัวข้อไฮไลท์เพื่อนำมาเรียบเรียงให้เพื่อนๆฟังได้ยากมาก เนื่องจาก BMW F900R คือรถเย็กเก็ตไบค์ที่ครบเครื่องและ “สุด” ไปหมดไม่ว่าจะแง่มุมไหน รวมถึงเรื่องของ “ราคา” ที่มีอะไรมากกว่าการ “ก็ต้องสุดสิ แพงสุดในรุ่นเลยหนิ”.. ลองอ่านให้จบแล้วพิจารณากันดูกับ “โมเดลโคตรมัน” จาก BMW กัน..

บิ๊กไบค์ “เครื่องแน่น”
เริ่มกันที่หัวข้อเบสิค เพื่อปูพื้นฐานความ “สุด” ให้เพื่อนๆได้รับรู้ก่อน.. เครื่องยนต์ขนาด 895 ซีซี. 2 สูบ การันตีแรงบิดบึ้มบั้มตามสไตล์รถสูบน้อย ท็อปพิเศษด้วยการคอนเฟิร์มตัวเลข 99 แรงม้า พร้อมแรงบิด 88 นิวตันเมตรที่ 6,750 รอบ! ซึ่งถือเป็นรถที่มีแรงบิดมากที่สุด และมาเต็มคันเร่งเร็วที่สุดในคลาส.. แน่นอนว่าการทดสอบของเรานั้นกระทำการเพื่อความสุดในสถานที่ปิด อย่างสนามแข่งรถแก่งกระจานเซอร์กิต เปิดแมปปิ้งคันเร่งเต็มระบบ.. “ฟีลลิ่งเป็นอย่างไร?” น่ะหรอ..หึหึ..
ตั้งแต่สัมผัสแรกที่เปิดคันเร่งจ่ายน้ำมันเข้าห้องเครื่อง ก็ “ดีด” อย่างเห็นได้ชัด ใครที่ยังไม่คุ้นชินกับรถ เพิ่งออกรถมาใหม่ๆอาจจะต้องเลือกปรับโหมดการขับขี่ให้เบาลง ไม่งั้นเกิดอาการเหวอจะหลุดการควบคุมเอาง่ายๆแน่นอน ซึ่งใช้เวลาไม่เกิน 10 นาทีหรอกครับ สำหรับการปรับตัวในส่วนนี้

คันเร่งในช่วงออกตัวให้ฟีลลิ่งของความแรง ซึ่งถือว่าสเป็กแรงบิดขนาดนี้ ทำให้ช่วงรอบต้นนั้นเต็มไปด้วย “ความสนุก” หนึ่งในประเด็นตัดสินใจหลักของผู้ขับขี่รถประเภท Roadster ..เแน่นอนว่าเจ้า F900R สอบผ่านฉลุย.. แม้ว่าช่วงรอบปลายแล้วเครื่องยนต์จะมีอาการสั่นอย่างหนัก แต่ก็ถือเป็นประเด็นรองสำหรับรถในสไตล์นี้ที่เน้นความสนุกของแรงกระชากคันเร่งซะเป็นส่วนใหญ่.. ส่วนตัวเลขท็อปสปีดของเครื่องยนต์ 99 แรงม้านั้น ทาง BMW เคลมว่าทำได้เกิน 200 กม./ชม. ซึ่งก็ถือว่าเป็น “มาตรฐาน” สำหรับรถคลาส 600 ซีซี. ขึ้นไปในยุคสมัยนี้ไปเสียแล้ว

ช่วงล่างฉบับ “BMW”
นี่คือส่วนที่ทำให้รถจักรยานยนต์จาก BMW นั้นโดดเด่นจากคู่แข่งค่ายอื่นๆในตลาด ในทุกไลน์อัพ ด้วยนิสัยการจัดเต็มช่วงล่างมาให้จนบางครั้งขนาดผู้ใช้งานยังรู้สึกเกรงใจ “จริงๆเราคงไม่ต้องใช้ของ Hi-End ขนาดนี้หรอกมั้ง(?) แล้วสุดท้ายเป็นไงครับ.. ไปเติมชุดช่วงล่างเพิ่มเองอยู่ดี(5555)

ในขณะที่ BMW F900R ได้ชุดโช้คอัพหน้าหัวกลับ ขนาดแกนถึง 43 มม. ซึ่งมีการปรับตั้งค่าจากโรงงานให้มีลักษณะการทำงานที่ “ค่อนข้างลงตัวกับการใช้งานทั่วไป” ..เนื่องจากมันไม่สามารถปรับตั้งค่าเพิ่มเติมได้แต่อย่างใด ดังนั้นการเซ็ตอัพมาแบบนี้ถึงเป็นสิ่งที่น่าสนใจจาก BMW เพราะสำหรับตัวผมเองถือว่าการใช้งานของกันสะเทือนหน้าชุดนี้ “ดีเยี่ยม” กับการขับขี่ทั่วไปมากๆ แม้จะยังมีอาการให้เห็นบ้างหากนำมาหวดแบบเต็มที่ในสนามแข่ง แต่ก็ยังถือว่าไม่เกินความควบคุม ..ดังนั้นหากไม่ได้ขับขี่กันอย่างโหดร้ายทารุณโช้คอัพแล้วล่ะก็ไม่น่าจะมีปัญหา..


ขณะที่ไฮไลท์อยู่ที่โช้คอัพหลัง เพราะได้ชุด Dynamic ESA หรือ Dynamic Electronic Suspension Adjustment มาเป็นพื้นฐาน(สำหรับประเทศไทย) ..ดังนั้นใครที่เพิ่งเคยเล่น BMW ก็ไม่ต้องแปลกใจว่าทำไมมันแทบจะไม่มีเมนูตั้งค่าอะไรให้เลือกปรับเลย ..เพราะว่าโช้คอัพหลังชุดนี้นั้น “ปรับอัตโนมัติ แบบ Real-Time ให้แล้วในทุกเสี้ยววินาทีที่รถวิ่งกันเลยล่ะครับ..

เมื่อเรารวมการทำงานของระบบกันสะเทือนหน้า-หลังเ้ขาด้วยกันแล้วก็ได้ฟีลลิ่งของความสบาย ความรู้สึกมั่นคง มั่นใจเมื่อทำการขับขี่ โดยเฉพาะกับถนนปรเทศไทยที่จะไปเจอเซอไพรซ์หลุมหรือเนินเมื่อไรก็ไม่รู้.. ส่วนการขับขี่ในรูปแบบสนามแข่งก็ถือว่าทำได้ดี การประมวลผลและตอบสนองของระบบกันสะเทือนทำได้ดีจนผมสามารถเอาสมาธิไปจดจ่อกับไลน์วิ่งและการเปิดคันเร่งเพียงอย่างเดียวก็พอ..

มิติรถ “ยืดหยุ่น” มาก
จากพื้นฐานเดิมของรถในสไตล์สตรีทเน็กเก็ตไบค์ที่มีลักษณะ “ควบคุมง่าย” อยู่แล้ว ตามด้วยความสามารถในการเลือกปรับระดับความสูงเบาะนั่งได้! โดยผู้ขับขี่สามารถเลือกปรับตั้งได้ตั้งแต่ 770 มม. ไปจนถึง 865 มม. ตามความสูงและความถนัดของแต่ละคนได้เลยโดยที่ไม่ต้องไปยุ่งเกี่ยวกับระยะยุบของโช้คที่แฟนหลายๆค่ายชอบจับรถไป “ลดความสูงโช้คอัพ” ซึ่งจะเป็นการลดสมรรถนะของรถกันเสียเปล่าๆ


ทำให้ช่วงของการนั่งควบคุมนั้นค่อนข้าง “ลงล็อค” กับท่าทางการขับขี่พอสมควร แม้ว่าเมื่อนั่งขับขี่ไปแล้วจะมีความรู้สึกราวๆว่า “รถคันใหญ่จัง” แต่ก็สามารถตอบสนองต่อการควบคุมได้อย่างดี ไม่ว่าจะขยับขา หรือสไลด์ก้นพับโค้งซ้ายขวาก็ทำได้ง่าย รวมถึงใครที่ไม่ชอบท่านั่งแบบ Aggressive อันสปอร์ตดุดันของรถสไตล์นี้ ก็ยังมีออพชั่นแฮนด์บาร์ทรงสูงให้เลือกปรับแต่งจากทางศูนย์ได้อีกด้วย

เทคโนโลยี “เต็มไปหมด”
เริ่มที่ระบบช่วยเหลือการขับขี่ – ระบบ ASC หรือ Automatic Stability Control ซึ่งมีการทำงานคล้ายกับระบบ Traction Control ในหลายๆค่ายนั่นเอง ช่วยตัดกำลังเครื่องยนต์เพื่อรักษาการยึดเกาะของล้อกับพื้นถนนเอาไว้ ในขณะเดียวกันก็จะช่วยเพิ่มความปลอดภัยให้กับการขับขี่ได้มากขึ้น

คันเร่งไฟฟ้า พร้อม 3 โหมดการขับขี่ Rain, Road และ Dynamic ซึ่งจะมีการปรับระดับการจ่ายน้ำมันสู่ห้องจุดระเบิดต่างกันตามลำดับมากไปน้อย ซึ่งนอกจากจะปรับระดับความแรงของคันเร่งแล้ว การปรับโหมดขับขี่บนรถ BMW ยังหมายถึงการปรับระดับ Traction Control, การตอบสนองของระบบกันสะเทือน และการทำงานของชุดระบบเบรก ABS ให้ทำงานเหมาะสมกับสภาพถนนที่เราเลือกใช้ในแต่ละโหมดอีกด้วย
ระบบเบรก ABS Pro.. ชุดเบรกหน้า-หลังของ Brembo ติดรถที่ให้มาจนเราเห็นเป็นเรื่องปกติธรรมดาของ BMW ..ยังมีระบบ ABS Pro ที่ทำงานร่วมกับแกน IMU ของ BMW F900R ..นำองศาการเอียงของรถและการหมุนของล้อมาคำนวนทำให้ได้ระบบกันล้อล็อคที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น ลดความเสี่ยงในการกำเบรกกระทันหันเมื่อเจอสิ่งที่ไม่คาดคิดยามเข้าโค้ง โดยเฉพาะการทำงานของระบบ ABS ใน BMW ที่ละเอียดมากอยู่แล้วด้วย ยิ่งทำให้เพิ่มความมั่นใจ เพิ่มความสามารถในการควบคุมรถ รวมไปถึงเพิ่มความสนุกในการขับขี่ได้อีก

หน้าจอแสดงผล
Full Digital TFT ขนาด 6.5 นิ้ว ราวกับมีสมาร์ทโฟนวางเอาไว้บริเวณแฮนเดิลบาร์ แสดงผลข้อมูลในรูปแบบต่างๆตามการปรับตั้งค่าได้อย่างครบถ้วน ซึ่งผมขออนุญาตข้ามในส่วนของข้อมูลพื้นฐานที่แสดงทั่วไป แล้วโฟกัสที่ความสามารถของหน้าจอชุดนี้ซึ่งเป็นเหมือน “ศูนย์ควบคุมรถเสร็จสรรพ” การเข้าถึงการตั้งค่าต่างๆ สามารถทำได้ง่ายมากๆผ่านจอยสติ๊กที่บริเวณประกับแฮนด์ด้านซ้าย และการเชื่อมต่ออุปกรณ์บลูทูธผ่านแอปพลิเคชั่น “BMW Motorrad Connected” ยังสามารถทำให้เราเข้าถึงฟังก์ชั่นอำนวยความสะดวกอื่นๆเพิ่มเติมได้อีก ทั้งแสดงข้อมูลต่างๆของรถ ระยะเซอร์วิส การนำทาง ฟังเพลง และโทรศัพท์

นอกจากนี้ยังมีระบบอื่นๆ ที่ได้มาเป็นพื้นฐานเฉพาะโมเดลที่วางขายในประเทศไทยอย่าง GEAR SHIFT ASSISTANT PRO (ควิกชิฟเตอร์ขึ้น-ลง), HEADLIGHT PRO (ปรับระยะไฟส่องสว่างตามการเอียงของรถ) DYNAMIC TRACTION CONTROL, DYNAMIC BRAKE CONTROL (ระบบควบคุมเบรก), DYNAMIC ENGINE BRAKE CONTROL (ระบบควบคุมการเบรกของเครื่องยนต์) , Keyless Ride และเปิดปิดฝาถังน้ำมันแบบ Keyless..

“สนุกให้ลืมโลก” อาจจะเป็นสิ่งที่ทีมออกแบบ BMW F900R กำลังคิดอยู่ในขณะที่ประชุมทีมผลิตไลน์อัพนี้มาก็เป็นได้.. ปรับเซ็ตอัพตามสไตล์ที่เราอยากขับขี่ ออกไปสนุกกับทุกเส้นทางได้อย่างเต็มที่ ปล่อยให้เรื่องอำนวยความสะดวกต่างๆ เป็นหน้าที่ของเทคโนโลยีสุดล้ำ นี่คือโมเดลที่ตอบโจทย์ “ความสุด” ทั้งความสนุก ความปลอดภัย ความทันสมัย ในคลาสมิดเดิลเวทเน็กเก็ตไบค์ ฉบับที่ผมกล้าพูดว่า ..อยากสุดต้องตัวนี้ “BMW F900R”..