และแล้วก็ถึงคิวของฮอนด้าประเทศไทยโดยบริษัทเอ.พี.ฮอนด้า ที่ได้นำสุดยอดรถจักรยานยนต์ตัวแรง รหัส “Fireblade” ตัวใหม่.. “All New Honda CBR1000RR-R” มาสู่มือแฟนๆชาวไทย พร้อมเปิดรอบให้สื่อมวลชนทดสอบก่อนเริ่มงาน Honda Track Xperience ณ สนามช้างอินเตอร์เนชันแนล เซฮร์กิต .. แม้วินาทีแรกจะมีความฉงนในตัวอักษร R ตัวสุดท้ายอยู่บ้างว่าจะให้มาเยอะไปไหน? แต่เมื่อได้ลองฟังสัมภาษณ์ของผู้พัฒนาผลิตภัณฑ์เมื่อครั้งได้ไปเยี่ยมชมงาน EICMA Show ที่ประเทศอิตาลีสมัยก่อนยุคโควิดระบาดก็ทำได้เพียงผงกหัวหงึกๆ ว่าคงไม่มีชื่อหรือรหัสใดๆที่จะสามารถอธิบายถึง “ที่สุดของความสปอร์ต” ที่เจ้า CBR1000RR-R ตัวนี้มอบให้ได้.. ยิ่งเมื่อผมได้ลองขี่มันดูจริงๆแล้วก็พบว่า “โคตรสปอร์ต” ตึงมือดีจริงๆ..

“ใหม่เกือบหมดแผง”
หลังจากโมเดลเดิมอย่าง Honda CBR1000RR ไม่สามารถโชว์ผลงานที่ดีได้เท่าที่ควรในการแข่งขันหลายรายการ.. จนส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์แช้มป์หลายต่อหลายสมัยในประวัติศาสตร์มอเตอร์สปอร์ตของฮอนด้า จึงถึงเวลาที่ฮอนด้าจะต้องทำอะไรสักอย่าง.. จากต้นทุนด้านข้อมูลที่อยู่อยู่อย่างล้นมือในโมเดลสุดแกร่งอย่างเจ้า RC213V ที่ได้แช้มป์โลก 8 สมัย #93 Marc Marquez สังกัด Repsol Honda Team กดชัยชนะกันไม่หยุดหย่อน.. ในที่สุดฮอนด้าก็นำสิ่งเหล่านั้นไปพัฒนา วิจัย และคลอดออกมาเป็น All New Honda CBR1000RR-R Fireblade ตัวนี้ที่หนุ่ม Marc ได้ขี่แล้วถึงกับ “ยิ้มแก้มปริ”..
ด้วยเครื่องยนต์ใหม่ 999 ซีซี. 4 สูบเรียง ระบายความร้อนด้วยน้ำ (และน้ำมัน)จ่ายน้ำมันด้วยหัวฉีด PGM-DSFI.. ที่หยิบยืมข้อมูลด้านวิศวกรรมของ RC213V มาเยอะมาก ตั้งแต่การขยายขนาดกระบอกสูบ เปลี่ยนชิ้นส่วนหัวลูกสูบ ระบบระบายความร้อนในห้องเครื่อง และรายละเอียดอื่นๆอีกมาก ..พร้อมกับการประกาศกร้าว ณ วันเปิดตัวครั้งแรก “เราไม่ได้สร้างรถคันนี้มาเพื่อขี่บนถนน” ยิ่งตอกย้ำว่าความแรงและความรู้สึก ทุกสิ่งที่จะได้สัมผัสจากรถคันนี้คือประสบการณ์ความรู้สึกจากสนามแข่งเท่านั้น.. โดยตัวเลขพละกำลังนั้นมีสูงถึง 214 แรงม้า(162 ในประเทศไทยเนื่องจากค่าไอเสีย) และแรงบิดสูงสุด 113 นิวตันเมตร!..
ขยับออกมาจากเครื่องยนต์คือความโดดเด่นจากเซ็นเซอร์ IMU 6 จุด ที่ช่วยในการปรับการตั้งค่าต่างๆของตัวรถให้เหมาะสมกับการขับขี่ได้แบบ Real Time (และละเอียดมากขึ้นกับชุดอะไหล่ต่างๆของเวอร์ชั่น SP).. ซึ่งในส่วนนี้ผู้ขับขี่จะสามารถสัมผัส และตั้งค่าได้ง่ายๆผ่านทางหน้าจอ Full Color TFT ทั้งค่า Power Control, Honda Selectable Torque Control(HSTC), Engine Bake Control, Wheelie Control, ABS ปรับระดับได้.. หรือจะเลือกเป็นโหมดการขับขี่ที่ทางโรงงานตั้งค่ามาให้ก็ได้ทั้ง 3 โหมด; โหมด 1 คือโหมดสำหรับสนามแข่ง โหมด 2 สำหรับการขับขี่บนถนนปกติ และ โหมด 3 สำหรับการขับขี่บนถนนเปียก โดยสังเกตุได้จากพละกำลังที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน.. (และยังเข้าไปปรับรายละเอียดต่างๆของแต่ละโหมดได้อีกแน่ะ!!)

นอกจากนี้หน้าจอแบบ TFT ขนาด 5 นิ้วที่ให้มายังมีการแสดงผลที่ชัดเจน และสามารถปรับเลือกรูปแบบของการแสดงผลได้อีกตามความชอบ โดยการควบคุมทั้งหมดทั้งมวลสามารถเลือกกดได้จากปุ่มควบคุมที่บริเวณประกับแฮนด์ด้านซ้ายนั่นเอง..
ซึ่งระบบช่วงล่างของเจ้า ALL New Honda CBR1000RR-R Fireblade นั้นก็ยังจัดเต็มมาให้ ทั้งนี้ขอไล่เรียงจากโมเดลสแตนดาร์ดก่อนที่จะได้ชุดกันสะเทือนหน้าจาก SHOWA BPF ขนาด 43 มม. และชุดกันสะเทือนหลัง SHOWA BFR-C Pro-Link พร้อมปั๊มเบรกจาก Nissin ด้านหน้า.. แน่นอนว่าสามารถปรับระดับได้เต็มระบบ แต่ปรับจากหน้าจอไม่ได้เท่านั้นเอง.. ส่วนรุ่น SP ก็จัดเต็มกันสะเทือนหน้า Ohlins NPX S-EC ขนาด 43 มม. ด้านหลัง Ohlins TTX36 S-EC Pro-Link พร้อมปั๊มเบรกจาก Brembo Stylema ด้านหน้า

R ตัวที่ 3.. รหัสความแรงที่นิยามไม่ได้
ดังที่ได้กล่าวไปก่อนหน้านี้ว่าการพัฒนาของ All New Honda CBR1000RR-R นั้น “มิได้คำนึงถึงการขับขี่บนถนน” แต่มุ่งไปที่การตอบสนองต่อการขับขี่ในรูปแบบสนามแข่งให้สูงที่สุดเท่านั้น (แม้มันจะทำให้ถูกกฏหมาย สามารถวิ่งบนถนนได้ก็เถอะ).. ดังนั้นมันจึงมีบุคลิกที่ “สปอร์ต” แบบเต็มระบบ ตั้งแต่ท่านั่งขับขี่เลย เพราะด้วยตำแหน่งเบาะนั่งและแฮนด์จับโช้คที่ให้ความสูงอยู่ในระดับเดียวกัน เจ้า CBR1000RR-R คันนี้จึงมีความ “หมอบมาก” เหมาะกับการขี่ทำความเร็วในสนามแบบสุดๆ..

อีกทั้งระบบอากาศพลศาสตร์ของรถคันนี้ยังถูกปรับปรุงให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น พร้อมปีก(Winglet) ที่ได้รับการออกแบบมาเป็นชิ้นเดียวกันกับแฟริ่งข้างได้อย่างลงตัว.. นอกจากนี้ในเรื่องของการไหลเวียนอากาศ Honda CBR1000RR-R ยังถูกยกชุดอิเล็กทรอนิกส์บริเวณแผงหน้าปัดออกไป(ไม่ใช้กุญแจเสียบ) เพื่อเพิ่มพื้นที่ให้กับท่อ Ram-Air ให้เดินตรงเข้าสู่ห้องเครื่องได้แบบตรงตัว..
เมื่อได้ขับขี่ออกไปวอร์มอัพสัก 2-3 รอบสนาม ก็เริ่มมีความคุ้นมือในการควบคุมรถขึ้นมาบ้าง ทำให้ผมได้ลองกดความเร็วทดสอบแรงม้าดูเสียหน่อย แล้วก็ได้ค้นพบว่าแรงม้า 52 ตัวที่หายไปนั้นไม่ได้ทำให้เจ้า Fireblade ตัวนี้ขี่สนุกน้อยลงเลย ความรู้สึกที่สัมผัสได้ตลอดเวลาในหัวนั้นมีแต่คำว่า “โอ้โห รถคันนี้แรงดีจริงๆ”..

ซึ่งโมเดลที่ผมได้ขับขี่ทอสอบในครั้งนี้นั้นจะเป็นโมเดลในรหัส SP ทำให้ได้ทดสอบระบบช่วงล่างจัดหนักของรถรุ่นนี้ด้วย.. กับการ “ช่วยคิด ช่วยควบคุม” ของ Honda CBR1000RR-R Fireblade ที่โดดเด่นมากๆ เพราะสารภาพตามตรงว่ามีหลายจังหวะที่ผู้ขับขี่ “อ่อนซ้อม” แต่งตัวไม่เสร็จก่อนเข้าโค้งบ้าง กำเบรกลึกไปบ้าง หรือสับเกียร์ไม่ตรงบ้าง.. ซึ่งเจ้า Fireblade ก็สามารถสนับสนุนการขับขี่ได้อย่างดี เบรกหน้าหนักไปก็เฉลี่ยไปด้านหลังให้ ล้อจะสะบัดก็ช่วยตัดแรงให้.. จุดนี้ถือว่าน่าประทับใจครับ

ดังนั้นในการขับขี่ทดสอบโดยรวมของผมจึงเป็นความประทับใจเสียส่วนใหญ่ เพราะด้วยความแรง การควบคุม น้ำหนักตัว ความหล่อ ระบบช่วยเหลือการขับขี่.. ทำได้อยู่ในเกณฑ์ที่น่าประทับใจทีเดียว แม้จะมีอาการ “สับเกียร์ว่าว” อยู่บ่อยครั้งจากการไม่คุ้นรถของผู้ขับขี่เอง ที่ตัวรถต้องใช้ประสบการณ์และความคุ้นชินพอสมควรจึงจะทำได้อย่าง “ไหลลื่น”..

สปอร์ตให้สุดทางต้อง “Fireblade”
อันที่จริงก็มิได้อยากจะกล่าวเป็นการอวยให้มากเสียจนเกินไป แต่ถ้าให้นิยามสั้นๆกับ All New Honda CBR1000RR-R นั้น.. ณ ขณะที่เขียนยังคงคิดคำอื่นไม่ได้จริงๆ.. จากรถซูเปอร์ไบค์ที่เอาใจใส่การขับขี่บนถนน หรือเป็นรถแบบ Roadbike ที่มีความขี่ง่าย เป็นมิตร.. กลายเป็นรถที่ถูกพัฒนาให้กลับเข้ามาเติมเต็มความสปอร์ตได้อย่างเต็มขั้น

กล่าวคือเหมือนกับฮอนด้าได้เพิ่มขีดจำกัดของ CBR 1000 RR ของตัวเองให้ออกไปไกลกว่าเดิม ที่มีมากกว่าการขับขี่สะดวกควบคุมง่าย สู่ความสปอร์ต ดุดันแบบสนามแข่ง.. แต่ก็ขอบอกไว้ก่อนนะครับว่าท่าทางที่สปอร์ตขึ้นกว่าเดิมนี้ มิได้ทำให้คาแร็คเตอร์การเข้าถึงง่ายหายไปแต่อย่างใด..
สิ่งเหล่านี้ทำให้ All New Honda CBR1000RR-R Fireblade มีความ “เหมาะมือ” กับผู้ขับขี่หลายระดับ ว่าง่ายๆว่า.. “มือใหม่ก็ดี.. ปรับเป็นโหมด 2 ก็มีพละกำลังและการตั้งค่าที่เหมาะสมกับการขี่ทั่วไปแล้ว” หรือจะ “มือโปรก็ได้.. รถมีความเป็นรถแข่งสูงมากโดยเฉพาะในการตั้งค่าโหมดการขับขี่ที่ 1” หรือ! ใครที่อยากนำไปทำเป็นรถแข่งก็สามารถนำไปหาอะไหล่เพิ่มเติมไม่กี่ชิ้นก็แทบจะพร้อมแข่งทันที ..มีอะไมายืนยันความแรง? ดูได้จากผลงานการแข่งขันรายการ WorldSBK ได้เลย ที่หนุ่ม Alvaro Bautista พาเจ้า Fireblade ทำอันดับดีขึ้นเรื่อยๆในช่วงท้ายฤดูกาลสิ!! ส่วนราคานั้น.. รุ่น Standard ที่ 990,000 บาท และ รุ่นรหัส SP ที่ 1,119,000 บาทจ้า!
ข้อมูลสเป็ค
เครื่องยนต์ SC82E/LiquidcooledDOHC Inline 4 cylinder
ปริมาตรกระบอกสูบ (ซีซี) 1000
ความกว้างกระบอกสูบ (มม.) X ช่วงชัก (มม.) 81.0 x 48.5
อัตราส่วนแรงอัด 13.2:1
ระยะห่างช่วงล้อ [มม.] 1,455
ระยะห่างจากพื้น [มม.] 115
ความสูงของเบาะ (มม.) 830
น้ำหนักสุทธิ (กก.) 201 กก.
น้ำมันเชื้อเพลิง 16.1 ลิตร

