เจาะลึก “All-new Honda CBR600RR” แรงกว่า ใหม่กว่า พร้อมปีก!!

honda ประกาศกร้าวพร้อมวางจำหน่าย All-new Honda CBR600RR ตั้งแต่วันที่ 25 สิงหาคม 2020 ที่ “ประเทศญี่ปุ่น” พร้อมปล่อยข้อมูลสเป็คจัดเต็มสู่สายตาชาวโลก โดยแผนการตอนนี้คือให้สาวกปีกนกฝั่งยุโรปและอเมริกานั่งน้ำลายสอไปเล่นๆก่อน ส่วนแฟนๆชาวไทยก็นั่งลุ้นเพราะมีโอกาสเข้ามาทำตลาดเอเชียอยู่.. กับสเปคจั่วหัว “599 ซีซี. DOHC ปรับแอโร่ไดนามิค พร้อมเทคโนโลยีอัพเดตล่าสุด” ..ถ้าพร้อมแล้วก็ไปส่องกันเลย!

121 แรงม้า!!
เริ่มจากการปล่อยวิดีโอตัวอย่างมาให้เห็นรูปโฉมภายนอกพร้อมเสียงเครื่องยนต์ 4 สูบเรียงสุดเร้าใจ โดยฮอนด้าดึงเครื่องยนต์ 599 ซีซี. 4 สูบเรียง DOHC จากโมเดลก่อนหน้านี้มา “โม” เสียใหม่ เพิ่มรอบเรดไลน์ไปอีก 2,000 รอบ ขยับไปเป็น 14,000 รอบ(เสียงหวานเจี๊ยบแน่นอน) ซึ่งสิ่งนี้เกิดขึ้นได้จากการขยับปรับเปลี่ยนชิ้นส่วน เพลาลูกเบี้ยว วาล์วสปริง และ เพลาข้อเหวี่ยง ใหม่.. ทำให้ตัวเลขพลังแรงม้าพุ่งไปแตะ 121 แรงม้า หรือในระดับเดียวกันกับคู่แข่ง Yamaha YZF-R6 นั่นเอง


นอกจากนี้ระบบไอดีไอเสียยังถูกปรับปรุงใหม่โดยการขยายช่วงชัก ลูกสูบ 67 มม. กับ ชักสั้น 42.5 มม. ปรับช่องไอดีให้ดูดอากาศคล่องๆ จากนั้นก็จัดการกับขนาดและความหนาในช่วงต่างๆของระบบไอเสีย และปรับเปลี่ยนจังปวะการทำงานของวาล์ว แน่นอนว่าเมื่อเครื่องยนต์ทำงานหนักขึ้น ความร้อนสะสมก็จะมากขึ้นเช่นเดียวกัน ดังนั้นระบบระบายความร้อนคืออีกหนึ่งสิ่งที่ได้รับการเปลี่ยนแปลง.. ทั้งอุณหภูมิในห้องจุดระเบิด บ่าวาล์วไอเสีย
และการออกแบบโพรงภายในฝาสูบและเสื้อสูบบริเวณกระบอกสูบใหม่ให้น้ำไหลผ่านระบายความร้อนได้ดียิ่งขึ้นด้วย

ระบบไฟฟ้า “เพียบ”
Inertial Measurement Unit หรือที่จะคุ้นตาคือ IMU ถูกจับมาติดตั้งเพื่อช่วยในการทำงานของระบบเบรก ABS และ Honda Selectable Torque Control (HSTC) หรือระบบแทรกชั่นคอนโทรลปรับระดับได้นั่นเอง..
ตามด้วยคันเร่งไฟฟ้า “throttle-by-wire (TBW)” ที่จะทำให้ควบคุมรถในการขับขี่ได้ “เป๊ะ” มากขึ้น จากการส่งสัญญาณองศาการเปิดคันเร่งไปที่กล่อง ECU ภายใน แล้วส่งคำสั่งไปที่มอเตอร์ควบคุมวาล์วอีกที..
แน่นอนว่าเมื่อมีคันเร่งไฟฟ้าจัดมาให้แล้ว สิ่งที่ตามมาอีกชั้นคือ “โหมดการขับขี่” ที่สามารถเลือกปรับได้ทั้งความแรง เอนจินเบรก และแทรคชั่นคอนโทรล.. ซึ่งก็นำมาสู่เทคโนโลยีอีกขั้นที่ถูกจับใส่ All-New Honda CBR600RR คันนี้ ซึ่งเรามักจะเห็นได้ในสนามแข่งหรือรถในคลาสซูเปอร์ไบค์ 1,000 ซีซี. เท่านั้นอย่าง “Wheelie Control” และ “Engine Brake Control”

“โฉมใหม่”
เรียกว่าหยิบโครงรถเดิมมาเป็นพื้นฐานในการพัฒนา แต่ปรับเปลี่ยนระยะ Rake&Trial ใหม่ให้ได้ระยะฐานล้อที่ยาวมากขึ้นมา 5 มม. และด้วยอุปกรณ์เทคโนโลยีจัดเต็มมาให้จึงมาพร้อมกับน้ำหนักตัวที่มากขึ้นที่ 194 กก.(รวมของเหลว) จากเดิมที่มีน้ำหนัก 189 กก. ซึ่งจุดนี้ก็ทะลุโมเดล YZF-R6 มาราวๆ 4 กก. เชียวแหละ

และอย่างที่บอกไปตั้งแต่จั่วหัวว่า “มาพร้อมปีก” ที่จะช่วยเพิ่มแรงกดที่ด้านหน้าของตัวรถยามทำความเร็วสูง เพิ่งความเสถียร ลดอาการหน้าส่ายได้มากขึ้น แต่ที่จุดนี้ฮอนด้ายังไม่ได้มีการบอกกล่าวถึงตัวเลขที่แน่นอนของแรงกดด้านหน้าที่จะเกิดขึ้นแต่อย่างใด

นอกจากนี้ก็ยังสิ่งที่เรียกว่า “อุปกรณ์พื้นฐาน-จำเป็น” ของรถในยุคใหม่ ทั้ง หน้าปัดเรือนไมล์แบบ TFT, ระบบ Assist & slipper clutch, ไฟ LED รอบคัน, ไฟสัญญาน Emergency Stop Signal System ที่จะกระพริบเตือนเพื่อนร่วมถนนด้าน หน้า-หลังว่าเกิดการเบรกกระทันหันขึ้น และควิกชิฟเตอร์ขึ้น-ลง ก็มีมาให้ในรูปแบบของออพชั่นเสริมให้เลือกก่อนออกรถนั่นเอง

ตอนนี้ราคาจำหน่าย(ญี่ปุ่น) รวมภาษีอยู่ที่ 1,606,000 เยน หรือประมาณ 481,0000 บาท …ถ้าเข้าไทยก็คงราวๆ ห้าแสนกว่า….สาวกฮอนด้าเอามั้ย…!!??

สเปค