ปัจฉิมบท.. “สุดยอดเทคโนโลยี Harley-Davidson ใต้เปลือกสุดเก๋า ที่คุณอาจไม่เคยคิด (ว่าจะมี)! Part. III
ขอต้อนรับสู่บทส่งท้ายของเทคโนโลยีล้ำๆที่ค่ายรถอเมริกันคลาสสิค “Harley-Davidson” จัดมาให้.. ครั้งนี้เราจะก้าวเข้าสู่ยุคอนาคต.. ซึ่งเป็นเหล่าเทคโนโลยีที่ Harley-Davidson เลือกใส่ให้เฉพาะในบางโมเดลเท่านั้น เพื่อเป็นใบเบิกทางสู่โลกอนาคตของแบรนด์อเมริกันคลาสสิคนี้ต่อไป.. กับ 2 ฟีเจอร์หลัก “H-D Connect Service”และ “Reflex Defensive Rider Systems (RDRS)”

เชื่อมต่อกับรถ 24 ชม. “H-D Connect service”
สังเกตคำพ่วงท้าย “..Service” หรือแปลไทยก็ “การบริการ” ดังนั้นใน Harley-Davidson รุ่นปี 2020 ขึ้นไป “บางรุ่น” จะได้รับข้อเสนอสุดพรีเมี่ยมให้ใช้งานระบบเชื่อมต่อกับรถผ่านสัญญาณโทรศัพท์แบบเดียวกับสมาร์ทโฟน ซึ่งสามารถเชื่อมต่อกับอุปกรณ์ Smart Device ใดๆของผู้ขับขี่ก็ได้ที่มีการติดตั้งแอปฯของ Harley-Davidson เวอร์ชั่นล่าสุด
ซึ่งระบบ H-D Connect Service ถูกติดตั้งมาเป็นพื้นฐานให้กับโมเดล 2020 Harley-Davidson Touring (ยกเว้น Road King/S และ Electra Glide โมเดล Standard), Tri Glide Ultra และ CVO รวมถึง Live Wire (บางประเทศ) โดยมีอุปกรณ์ “Cellular Telematics Control Unit (TCU)” ที่ทำหน้าที่เหมือนเสาสัญญาณ LTE คอยเชื่อมต่อรถของเรากับระบบบนเซิร์ฟเวอร์นั่นเอง
ฟังก์ชั่นหลักๆ มีตามนี้..

อัพเดตสถานะรถ:เมื่อรวมการทำงานของ H-D Connect service และ H-D App เข้าด้วยกันแล้ว จะทำให้เจ้าของรถสามารถตรวจสอบสถานะของรถมอเตอร์ไซค์ได้ตลอดเวลา “ไม่ว่าจะอยู่ที่ใดในโลกก็ตาม(ที่มีสัญญาณ)” ทั้งสถานะการชาร์จแบตฯ(โมเดลไฟฟ้า) หรือระดับน้ำมันคงเหลือ, ระยะทางคงเหลือที่สามารถวิ่งได้ต่อน้ำมัน(หรือแบตฯ) 1 ถัง, ระดับลมยาง, โหมดการขับขี่, ระยะทางสะสม, การอัพเดตซอฟต์แวร์, ข้อมูลการขับขี่.. นอกจากนี้ โมเดล Live Wire สามารถใช้งาน H-D App เพื่อค้นหาและนำทางไปสู่สถานีชาร์จไฟใกล้ตัวได้ ซึ่งขณะที่ทำการชาร์จไฟอยู่นั้น เราก็สามารถตรวจสอบสถานะพร้อมกับการแจ้งเตือนได้ในแอปฯโดยไม่ต้องอยู่ใกล้ๆรถก็ได้

ระบบแจ้งเตือนการถูกโจรกรรมและติดตามรถที่ถูกขโมย:สำหรับผู้ใช้งาน H-D Connect Service นั้น จะมีการแสดงสถานที่จอดรถไว้ในรูปแบบของแผนที่ภายในแอปฯของ Harley-Davidson ..ซึ่งสามารถเข้าไปตรวจสอบได้ “ตลอดเวลา” ในทุกพื้นที่ที่สัญญาณโทรศัพท์เข้าถึง
นอกจากนี้ ระบบยังมีการส่งการแจ้งเตือนไปยังอุปกรณ์ เมื่อตัวรถตรวจจับได้ถึงการกระแทกหรือมีลักษณะของการโจรกรรมเกิดขึ้น มีการแจ้งเตือนเมื่อรถถูกเคลื่อนย้ายออกจากบริเวณที่จอดไว้ พร้อมความสามารถในการติดตามแบบ Real-Time

ระบบแจ้งเตือนเมื่อถึงระยะการดูแลรถ:โดยเป็นการแจ้งเตือนแบบอัตโนมัติเมื่อถึงระยะทางที่จะต้องเข้าศูนย์เพื่อทำการเซอร์วิส รวมถึงคำแนะนำต่างๆในการดูแลรถอีกด้วย
“Reflex Defensive Rider Systems (RDRS)”
เป็นชื่อเรียก “คอลเลคชั่น” ของเหล่าเทคโนโลยีที่ถูกออกแบบมาเพื่อเพิ่มสมรรถนะในการขับขี่ให้ได้มากที่สุด ปรับสมดุลระหว่างคันเร่ง การลดความเร็ว การเบรก และการยึดเกาะ ณ สถานการณ์นั้นๆ..

ทั้งนี้ระบบ RDRS ทำงานด้วยระบบไฟฟ้าทั้งหมด โดยการปรับแต่งการควบคุมช่วงล่าง การเบรก และการส่งกำลัง.. แน่นอนว่ามันไม่ใช่ระบบเพิ่มการยึดเกาะ หรือช่วยเสริมทักษะการขับขี่แต่อย่างใด ไม่มีการทำงานใดๆเหล่านี้เกิดขึ้นเลยเมื่อไม่มีการใช้งานเบรกและคันเร่ง ทำให้เรื่องของ ความเร็ว ทิศทาง การควบคุม อยู่ในมือของผู้ขับขี่แบบ 100% โดยชุดระบบ RDRS นี้ประกอบด้วย..

Cornering Enhanced Electronic Linked Braking (C-ELB):ว่ากันง่ายๆก็คือการเพิ่มความสมดุลให้กับการกดเบรกหน้า-หลัง เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการลดความเร็วและหยุดรถ ไม่ว่าจะเผลอใช้เบรกด้านใดด้านหนึ่งมากไป เจ้าระบบ Electronic Link Braking ก็จะช่วยปรับสมดุลแรงเบรกให้พอดี หรือแม้กระทั่งการกดเบรกหน้าเพียงอย่างเดียว เบรกหลังก็จะทำงานด้วย(ในระดับหนึ่ง) ในทางกลับกันเมื่อกดเบรกหลังเพียงอย่างเดียว เบรกหน้าก็จะทำงานด้วย(ในระดับหนึ่ง) เช่นเดียวกัน

นอกจากนี้เมื่อมีความจำเป็นในการใช้เบรกในโค้ง ก็สามารถทำได้อย่างปลอดภัยมากขึ้นด้วย C-ELB จะนำองศาการเอียงของรถมาคำนวณ เพิ่มเติมเพื่อเลือกปรับน้ำหนักแรงเบรกหน้า-หลังให้เหมาะสมกับการยึดเกาะได้มากที่สุด
Cornering Enhanced Anti-lock Braking System (C-ABS):หลายคนคงทราบดีว่า ABS หรือ Anti-Lock Braking System นั้นช่วยป้องกันอาการล้อล็อคจากการกดเบรกในลักษณะ “กระทันหัน” เพื่อลดอัตราการเกิดอาการล้อสไลด์ในทางตรงได้
แต่ถ้ามี “Cornering” นำหน้านั้น.. มันคือการทำองศาการเอียงของรถมาคำนวณอีกเช่นกัน เพราะแรงเบรกในโค้งที่กระทำเพื่อให้ได้น้ำหนักเท่ากับขณะที่รถตั้งตรง จะต้องใช้น้ำหนักที่ “เบากว่า” มิเช่นนั้นก็จะเกิดอาการล้อล็อค สไลด์ หรือพลิกคว่ำได้ง่าย

Cornering Enhanced Traction Control System (C-TCS):ระบบที่ถูกออกแบบมาเพื่อป้องกันอาการ “ล้อฟรี” จากการเปิดคันเร่งมากไปเมื่อเร่งความเร็วหรืออยู่ในโค้ง โดยเฉพาะเมื่อจำเป็นต้องเจอกับสถานการณ์ที่คาดเดาไม่ได้ ไม่ว่าจะถนนเปียก ฝุ่น ทราย หรือเปลี่ยนพื้นผิวกระทันหันก็ตาม..
โดย C-TCS มีให้ผู้ขับขี่ได้เลือกปรับตามการใช้งานได้ถึง 2 โหมด คือ Standard สำหรับพื้นถนนทั่วไป และ Rain สำหรับพื้นผิวเปียก หรือจะเลือกปิดการทำงานในส่วนนี้ไปเลยก็ได้.. ที่สำคัญยังมีการปรับความละเอียดอ่อนไปอีกขึ้นเมื่อมีการเอียงรถเกิดขึ้นในขณะขับขี่

Drag-Torque Slip Control System (DSCS) and Cornering Enhanced Drag-Torque Slip Control System (C-DSCS):อีกระบบที่ป้องกันอาการ “ล้อสไลด์” หากแต่เป็นการสไลด์ที่เกิดจากการ “ลดความเร็วอย่างกะทันหัน” ซึ่งมักพบเจอได้บ่อยๆในการเปลี่ยนตำแหน่งเกียร์ลงแบบทันทีทันใด หรือลดความเร็วในโค้งที่กะทันหันเกินไป

Vehicle Hold Control (VHC): ช่วยเพิ่มความมั่นใจให้การหยุดรถบนทางชันมากขึ้น กับน้ำหนักตัวมากมายของ Harley-Davidson ที่มักเป็นปัญหาเมื่อต้องหยุดรถชั่วคราวบนทางชัน ไม่ว่าจะด้วยสัญญาณไฟ หรือจอดหลบฝนก็ตาม
โดยเจ้า VHS จะทำการกดน้ำหนักเบรกให้เองเมื่อผู้ขับขี่ตกอยู่ในสถานการณ์ดังกล่าว ทำให้การควบคุมรถออกตัว สามารถทำได้อย่างง่ายดายมากขึ้น ไม่ต้องมาพะวงว่าจะกำเบรกหรือกำคลัทช์
ทั้งนี้ระบบ VHS มิใช่ “เบรกมือ” เพราะมันถูกออกแบบมาช่วยในการหยุดรถ และออกตัวในสถานการณ์หยุดรถบนทางชันเท่านั้น เพราะเพียงแค่ในเกียร์ว่าง ตั้งขาตั้ง กำคลัทช์ออกตัว หรือบิดสวิตซ์ไปที่ “Off” ระบบก็จะปิดการทำงานไปเองโดยอัตโนมัติ
Tire Pressure Monitoring System (TPMS):ระบบแจ้งเตือนแรงดันลมยางทั้งหน้าและหลัง โดยมีการแสดงผลเมื่อความดันลมยางต่ำกว่าที่ควรจะเป็น ผ่านหน้าจอแสดงผลของกล่องเครื่องเสียงบนรถ Harley-Davidson หรือหน้าปัดเรือนไมล์บนโมเดล Road King..
ข้อมูล: totalmotorcycle.com
แปล/เรียบเรียง: GUN1000R

