รีวิว Royal Enfield Classic 350 รุ่นล่าสุด 2022 5 ประเด็นครบ จบทุกข้อสงสัย!!

เรื่อง : 13pM
ภาพ : กัน1000R

…มอเตอร์ไซค์ที่แฟนๆถามกันมามากสุดรุ่นหนึ่ง ด้วยความใจดีจาก Royal Enfield MF พระราม 2 ทำให้เราได้ Royal Enfield Classic 350 รุ่นล่าสุด 2022 มารีวิวแบบ “เต็มทริป” นี่คือ 5 ประเด็นที่จะบอกทุกฟีลลิ่งของรถรุ่นนี้จนครบถ้วน!!

1.  ดีไซน์และงานประกอบ

สิ่งที่บอกได้ทันทีเมื่อเห็นและสัมผัสรถคันนี้ คือ “งานดี” ครับ เกิดขึ้นเพราะ Royal Enfield เขาพัฒนางานผลิตและพาร์ทต่างๆได้สมกับความเป็นรุ่นใหม่จริงๆ ผมชอบมากงานประกอบแน่นหนา ประณีต ชิ้นงานดูดี มีราคา ส่วนที่ต้องสัมผัสบ่อยๆอย่าง มือเบรก มือคลัทช์ ให้มาเต็มไม้เต็มมือ ขณะที่ขับขี่ชู้ตรอบปลายรู้สึกได้ถึงความปึ้ก ไม่มีเสียงกระพือใดๆ

เรื่องหน้าตา ถือว่าดูดีในแบบรถผู้ชายสไตล์คลาสสิก คันที่ผมขี่มางานสีดีเยี่ยมและให้คาแรคเตอร์ “ดาร์ค” สมกับชื่อรุ่น ชุดไฟหน้ามีแก๊ปมาเสริมความหล่อและหัวรถเป็นงานเหล็กหล่อลงเป็นชิ้นเดียวไปกับชุดแผงคอบน ขนาบข้างหัวรถมีไฟหรี่บิลท์อินมาให้พร้อม ชุดเบาะแบบ 2 ตอน เอกลักษณ์ของรุ่น Classic ให้เนื้อเบาะนั่งสบาย ข้างเบาะสองฝั่งมีชุดแร็คที่รองรับการติดตั้งชุดกระเป๋าสัมภาระ ที่ถูกใจคือหูเหล็กตรงเหนือโช้ค ช่วยได้มากเวลายกรถตั้งขาคู่

2. มิติการควบคุม

การขี่รีวิวทริปนี้ เปิดฉากขึ้นบน “ถนนพระราม2” ที่ค่อนข้างจอแจด้วย “รถบรรทุกใหญ่” ข้อสงสัยแรกที่ถูกตอบก่อนเลยคือ “น้ำหนักตัว” ขนาด 195 กก. จะเทอะทะหรือเปล่าหากต้องไปพลิกพลิ้ว “มุด” การจราจรที่มีแต่พี่เบิ้มเต็มไปหมดแบบนี้ ซึ่งเอาจริงๆ Classic 350 ถูกออกแบบมาให้รถมีบาลานซ์ดีเยี่ยม การขับขี่ไปจึงไม่มีฟีลทื่อๆแบบพวกคลาสสิกรุ่นเก่า และมีความคล่องตัวพอประมาณครับ ช่วงแฮนด์กว้าง 785 มม. และความสูงเบาะ 805 มม. จัดว่ากำลังเหมาะในคลาส 350 ซีซี. ที่สำคัญคือข้างถังน้ำมัน มียางรอเข่ามาให้ในตำแหน่งที่หนีบได้พอดี สอดรับกับวิธีการขี่รถรุ่นนี้ที่จะไปได้สวยถ้าเราใช้เข่าหนีบถังแล้วเลี้ยวหรือพลิกพลิ้วไปพร้อมๆกับรถ ซึ่งจากการทดลองขี่เข้าโค้งถือว่าสอบผ่านสบายๆ

3. ท็อปสปีดวิ่งเท่าไหร่ ประหยัดน้ำมันแค่ไหน

อีกหนึ่งจุดสำคัญคือเรื่องพละกำลังที่มาจากเครื่องยนต์ “บล็อคใหม่” ของ Royal Enfield ซึ่งพัฒนาให้สมรรถนะที่ดีขึ้นควบคู่ไปกับ “อาการ” ของเครื่องยนต์สูบเดี่ยวยุคใหม่ที่ “เป็นมิตร” กับผู้ขับขี่มากกว่ารุ่นเก่าๆแบบคนละขั้ว! จากเครื่องสูบเดี่ยว ปริมาตร 349 ซีซี. ลูก 72 มม. ชัก 85.8 มม. กับชุดเกียร์ 5 สปีดที่ให้มา อยู่ในคาแรคเตอร์ สุภาพนิ่มนวล ช่วงเกียร์ 3-4-5 ค่อนข้างกว้าง ส่วน Top Speed ทริปนี้วิ่งสุดที่ 120 กม./ชม. และได้อัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงแบบวัดที่หัวจ่าย 38.58 กิโลเมตร/ลิตร ซึ่งประหยัดไม่ใช่เล่นๆเลย

4. ช่วงล่าง เบรก ยาง

ระบบกันสะเทือนคือหัวใจสำคัญของความ “ขี่ดี” ของ Classic 350 รถรุ่นนี้ใช้คู่โช้คเทเลสโคปิคแบบปกติ ขนาดแกน 41 มม. ช่วงยุบ 130 มม. โช้คหลังคู่ ปรับพรีโหลดได้ 6 ระดับ เซ็ทติ้งมาให้รองรับน้ำหนักรถระดับ 195 มม.ได้พอเหมาะ ไม่มีย้วย และไม่กระด้างจนคุมรถยาก ส่วนระบบเบรกจานดิสก์หน้า 300 มม. จับด้วยคาลิเปอร์ BYBRE ส่วนเบรกหลัง จาน 270 มม. พร้อมระบบ ABS แบบ 2 ชาแนล(มีเพียงรุ่นเริ่มต้น Halcyon series ที่ให้ ABS เดี่ยว) เบรกลองเน้นๆแล้วหนึบดี การทำงานของ ABS ก็ละเอียดครับ ส่วนขนาดวงล้อหน้า ให้มาถึง 19 นิ้ว พร้อมยางหน้า 100/90-19 ล้อหลัง 18 นิ้ว รัดด้วยยางขนาด 120/80-18 ฟีลลิ่งของยางยี่ห้อ CEAT เอาตัวรอดได้ครับในการใช้งานทั่วๆไป เลี้ยวโค้งผ่านฉลุย ไม่มีฟีลลื่นๆให้เหวอ

5. ราคาเท่าไหร่ มีรุ่นอะไรบ้าง?

คันที่เราได้รับมารีวิว จะออกแนว “หล่อเข้ม” สีดำด้าน เนียนกริบทั้งตัว เป็นรุ่นรองท็อปซึ่งอยู่ใน Dark Series (หนึ่งใน 4 ซีรีส์ ของ Classic 350) ที่เรียกว่า Dark Stealth Black ราคาจำหน่ายอยู่ที่ 154,000 บาทส่วนรุ่นอื่นๆอีก 3 รุ่นคือ Classic Chrome ราคา 155,000 บาท, Classic Signals ราคา 155,000 บาท และ Halcyon series ราคา 139,900 บาท

 

ทิ้งท้ายอีกนิดกับความใส่ใจเรื่องฟังก์ชั่น ใต้แฮนด์ฝั่งซ้ายมี USB พอร์ทมาให้ มีหน้าปัดแบบไฮบริด คือ ตัววัดความเร็ววัดรอบใช้เข็ม แต่มีหน้าปัดดิจิทัล บอกมาตรวัดน้ำมัน ระยะทางรวม ทริป 1-2 รวมถึงไฟ ECO และสัญญาณเตือนการเข้าเช็คระยะ พร้อมกระจกมองข้างที่แน่นหนาใช้งานเวิร์คเช่นเดียวกับสวิทซ์ในจุดต่างๆที่ใช้สะดวกง่ายดาย…
…ใครมองรถแนวคลาสสิกในคลาส 350 ซีซี. รถคันนี้คือตัวเลือกที่เล่นได้เลยครับ!!