สุขใดเล่าจะเท่าได้ทำตามใจอยาก!! ต้องขอเกริ่นเลยว่าผมเป็นนักทดสอบคนหนึ่ง ที่ชื่นชอบการตกปลาเป็นอย่างมาก และรีวิว All New Yamaha WR155R ในครั้งนี้ก็เลยเหมาะเหม็งกับการที่ผมจะนำมันบุกไปตามเส้นทางธรรมชาติเพื่อหาหมายตกปลาใหม่ๆ ณ เขื่อนศรีนครินทร์ …การเดินทางสุดโหดครั้งนี้จะทำให้เราได้เห็นถึงสมรรถนะที่แท้จริงของ WR155R ได้มากน้อยแค่ไหน พร้อมแล้ว ลุย !!!

เครื่อง 155 ซีซี. VVA อาการเป็นไง?

การเดินทางช่วงแรกบนถนน “ไฮเวย์” ที่ต้องใช้ความเร็ว สิ่งที่สัมผัสได้คือกำลังเครื่องยนต์ จากขุมพลัง 1 สูบ 4 จังหวะ ระบายความร้อนด้วยน้ำ ขนาด 155 ซีซี. เกียร์ 6 Speed (16.5 แรงม้าที่ 10,000 รอบ/นาที แรงบิด 14.3 นิวตันเมตรที่ 6,500 รอบ/นาที) ระบบวาล์วแปรผัน VVA (เครื่องยนต์พื้นฐานเดียวกันกับ MT-15,YZF-R15 และ XSR-155 แต่ถูกปรับให้ระบบวาล์ว VVA ทำงานเร็วขึ้นในช่วง 6,500 รอบ/นาที) ช่วยให้การตอบสนองของอัตราเร่งได้พอเหมาะครับ ได้ความเร็วสำหรับเดินทางสามารถทำท็อปสปีดได้ที่ 122-127 กม./ชม. อันนี้ผมคิดว่าน่าจะอยู่ที่น้ำหนักตัวของผู้ขับขี่ด้วย สำหรับน้ำหนักตัวของผู้ทดสอบ 80 กม. และความเร็วที่ทำได้สูงสุดก็เกิดจากการขับลงทางลาด
ที่สำคัญเครื่องยนต์บล็อคนี้ตัดระบบ Slipper Clutch ออกเพื่อให้เข้ากับการใช้งานในรูปแบบรถ Enduro มากที่สุด แล้วก็ใช้อัตราทดสเตอร์ หน้า 14 ฟัน หลัง 51 ฟัน โซ่ 428 ซึ่งทำให้มันตอบสนองได้อย่างโดดเด่นใน “ทางดิน” นั่นเอง
ช่วงล่าง KYB

หลังจากเดินทางถึง จ.กาญจนบุรี มุ่งหน้าสู่เส้นทางธรรมชาติจุดหมายคือท้ายสุดของ เขื่อนศรีนครินทร์ ที่ขึ้นชื่อเรื่องความสวยงามของเส้นทางและธรรมชาติที่ยังคงอุดมสมบูรณ์อยู่มาก และเส้นทางการขับขี่ก็สนุกไม่แพ้กัน เส้นทางคดเคี้ยวสลับขึ้นลงเขา จุดนี้จึงทำให้ผมสังเกตเห็นถึงการทำงานของระบบช่วงล่างได้เป็นอย่างดี ระบบช่วงล่างจาก KAYABA โช้คหน้าเทเลสโคปิก ขนาดแกน 41 มม.ที่มาพร้อมการ์ดป้องกันโช้ค มีประโยชน์มากสำหรับการขับขี่เข้าไปลุยในป่า มีระยะยุบ 215 มม. ด้านหลังเป็นโช้คเดี่ยว แก๊ส-น้ำมัน มาพร้อมระบบ Gas Charged และสามารถปรับ Spring Preload ได้ 5 ระดับ ระยะยุบ 185 มม. หลายๆโค้งที่โช้คต้องทำงานหนัก ผมทิ้งน้ำหนักเทโค้ง ไม่ว่าจะเป็นการ Lean-In หรือ Lean-Out ก็สามารถทำได้อย่างมั่นใจ เรียกว่าเป็นไฮไลท์เลยสำหรับช่วงล่างชุดนี้
ระบบเบรก ไม่ธรรมดา

อีกหนึ่งไฮไลท์ระดับเทพกับระบบเบรก ด้านหน้าดิสก์เบรกเดี่ยว 240 มม. แบรนด์ Braking จากอิตาลี จับคู่กับคาลิเปอร์ลูกสูบคู่จาก Nissin ด้านหลังดิสก์เบรกเดี่ยว 220 มม. จับคู่กับคาลิเปอร์ลูกสูบเดี่ยวจาก Nissin สามารถตอบสนองได้อย่างดี การใช้เพื่อหยุดรถก่อนเข้าโค้งหรือกดเบรกในโค้งมีการไล่น้ำหนักเบรกที่ดีเยี่ยม ใช้งานได้อย่างสมูท และตำแหน่งของขาเบรกที่เท้าก็ถูกจัดวางมาให้ใช้งานได้อย่างสะดวก ซึ่งเป็นอีกจุดที่น่าประทับใจ
ล้อหน้า 21 หลัง 18 นิ้ว

อีกส่วนสำคัญที่ทำให้ผมไปในโค้งได้อย่างมั่นใจ เป็นวงล้อและยาง ล้อหน้าขนาด 21” x 1.60 จับคู่มากับยาง IRC ขนาด 2.75-21 45P ล้อหลัง 18” x 2.15 และ 4.10-18 59P ล้อเป็นอลูมิเนียม D.I.D Japan ดุมล้อ 36 ซี่ แข็งแรงทนทาน แบรนด์ดังจากญี่ปุ่น ส่วนยางกึ่งที่ถูกทดสอบมาเป็นอย่างดี จึงทำให้มั่นใจบนถนนโค้งหนักๆทั้งทางดินและทางดำ

ออพชั่น รอบคัน…จัดว่าไม่ธรรมดา

เรือนไมล์แบบ LCD มาตรฐาน มาพร้อมไฟสัญญาณต่างๆ พร้อมบอกข้อมูลแบบครบครัน ที่สามารถมองเห็นได้ง่ายและออกแบบมาอย่างสวยงาม ที่โดดเด่นเลยคือ การมีเลขบอกเกียร์ซึ่งไม่พบนักในรถ Enduro คลาสเดียวกัน และจะบอกว่ามีประโยชน์มากๆ กับสายป่า บางครั้งที่คุณต้องเข้าไปลุยป่ากับเพื่อน เสียงท่อลั่นป่า ความเหนื่อยล้าจากการขับ แทบจะฟังไม่ออกว่าเสียงเครื่องยนต์ของเรานั้นอยู่ที่เกียร์ไหน เพียงแค่คุณกวาดสายตาไปที่เรือนไมล์ชุดนี้ คุณก็หายห่วงเพราะเลขบอกเกียร์จะช่วยคุณได้ ระบบไฟ Hazard Lamp หลอดไส้ ทั้งคัน ไฟหน้าขนาดใหญ่แต่ดีไซน์โดดเด่นเข้ากับตัวรถ มากกว่ารถในคลาสเดียวกันหรือแม้แต่รุ่นพี่ก็ตาม ผมว่าชุดโคมไฟนี้กินขาดเพราะมีการดีไซน์ที่ใกล้เคียงกับรถค่ายฝั่งยุโรปเป็นอย่างมาก หล่อสุดๆ…
การ์ดหม้อน้ำให้เป็นโครงเหล็กแข็งแรง ในส่วนนี้ทำให้เห็นได้ถึงความใส่ใจในรายละเอียดของทาง Yamaha และแน่นอนว่าไม่ได้แค่ใส่มาเฉยๆ แต่ถูกทดสอบความแข็งแรงมาเป็นอย่างดี ทดสอบการล้มมาในทุกๆระดับความเร็ว จึงทำให้มั่นใจได้เลย สำหรับปัญหานี้สายป่าเข้ารู้กันดี ตรงนี้เป็นจุดที่ผมประทับใจเป็นอย่างมาก

แฮนด์แฟตบาร์ ทรงกว้างอยู่ในตำแหน่งที่พอดี ควบคุมง่าย แข็งแรงทนทาน ไม่สูงและไม่ต่ำจนเกินไป แต่สำหรับผมที่มีความสูง 180 ซม. ก็อาจจะมีปัญหาในการยืนขับเล็กน้อย เพราะต้องก้มตัวลงมาค่อนข้างเยอะแต่ก็ไม่ใช่ปัญหา ของแต่งเพียบ
ถังน้ำมัน : ความจุ 8.1 ลิตร มีอัตราสิ้นเปลืองฯโดยประมาณ 43 กม./ลิตร ซึ่งน้ำมัน 1 ถังก็สามารถวิ่งได้ 350 กม. ขี่กันจนลืมเติมน้ำมันเลย เติมทีเดียวเที่ยวไปสามเขา สบายๆ

Riding Position : มิติรถ กว้าง 840 x ยาว 2,145 x สูง 1,200 มม. ความสูงจากพื้นถึงเบาะ 880 มม. ระยะห่างจากพื้นถึงเครื่อง 245 มม. น้ำหนัก (รวมน้ำมันเครื่องและน้ำมันเชื้อเพลิงเต็มถัง) 134 กก.
ท่านั่ง : ความสูงไม่ใช่ปัญหา เพราะถูกดีไซน์สำหรับสรีระของคนเอเชีย แต่พอได้ลองคร่อมรถไปแล้วให้ความรู้สึกเหมือนรถรุ่น 250 ซีซี. ไม่เล็กและไม่ใหญ่จนเกินไป ขนาดความกว้างน่าประทับใจ หนีบเข่าเข้ากับตัวรถได้กระชับ เพรียวบางทำให้ขับขี่ได้อย่างมั่นใจสุดๆ น้ำหนักก็เบาสบายหายห่วง เบาะตอนเดียวยาวเว้ารับเล็กน้อยสามารถขยับตำแหน่งร่างกายได้อย่างง่ายดาย
ท่ายืน : แฮนด์บาร์ต่ำไปนิดสำหรับตัวผู้ทดสอบที่สูง 180 ซม. แต่ไม่ใช่ปัญหาใหญ่ สามารถนำไปปรับแต่งได้ เพราะของแต่งเพียบ ตำแหน่งหัวเข่าหนีบตัวถังได้พอดี กระชับ คล่องตัว
บุกเทรล ท้ายเขื่อนศรีฯ

เส้นทางที่มุ่งหน้าไปจุดข้ามแพขนานยนต์ 2 มีวิวสองข้างทางสวยงาม วิ่งลัดเลาะไปตามเส้นทางสายเก่าที่ไม่ค่อยมีใครใช้นัก เห็นรอยพี่ช้างเดินตัดลงไปกินน้ำกันที่เขื่อนก็แอบหวั่นใจ ถ้าถามว่าอุดมสมบูรณ์ขนาดไหน ก็ต้องบอกเลยว่า งูเห่า ครับ ร้องจ๊ากเลย ขับเฉี่ยวไปนิดเดียว ผมพยายามขับเสาะหาเส้นทางเพื่อลงไปที่เขื่อนเพื่อที่จะได้ลงไปหาหมายเด็ด จนในที่สุดผมเห็น “ทางดินตัด” ลงไปจากถนนและความมันก็ได้เริ่มขึ้นอีกครั้ง !!

จัดไปสายลุย บุกลงทางดินได้ ผมก็ขอปลดปล่อยอารมณ์กันหน่อย อัดคันเร่งเข้าไป สิ่งที่ประทับใจสิ่งแรกเลยคือ กำลังเครื่องยนต์ชุดนี้ เปิดเป็นมาต้นดีมากๆ ด้วยอัตราทดสเตอร์หน้า 14 ฟัน หลัง 51 ฟัน และระบบวาล์ว VVA ที่ทำงานเร็วขึ้นในช่วง 6,500 รอบ/นาที บิดกระเด้งเร่งล้อลอยกันเลย…. ส่วนตัวผมคิดว่า เพียงพอมากๆ สำหรับการใช้งาน
กดเบรกสไลด์เข้าไปในโค้ง เปิดคันเร่งออกเนียนๆ ก่อนที่จะเอาช่วงล่างไปรูดกับหินลอยและกระโดดข้ามหินใหญ่ลอยละลิ่วลงมาสัมผัสพื้น โช้คยุบตัวลงและคืนได้อย่างเนียน ไม่มีอาการชกหรือโยนแต่อย่างใด แน่นอนว่าผมผ่านการทดสอบในสนามในรูปแบบโมโตครอสมาแล้วกับเส้นทาง Enduro แบบนี้สบายหายห่วงครับ….ส่วนภารกิจหาหมายตกปลาของผม ก็มาถึงจุดที่ได้ “ตีเหยื่อ” ในหมายที่ค้นพบ แม้ว่าจะไม่มีปลาเข้ามากัดเลย แต่ก็ถือว่าบรรลุถึงจุดหมายแล้วครับ…

…ท้ายที่สุดแล้ว WR155R เป็นรถที่ถูกสร้างขึ้นด้วยความใส่ใจ เครื่องยนต์ระบบวาล์วแปรผัน VVA สามารถตอบสนองได้เป็นอย่างดี ช่วงล่างที่ถูกผมทารุณมาตลอดทางจาก KAYABA ระบบเบรกเทพๆจากอิตาลี รับหน้าที่รักษาความปลอดภัยมาตลอดทั้งเส้นทาง และออพชั่นต่างๆที่ถูกใส่ใจถึงรายละเอียดลงไปในทุกจุด ทำให้การเดินทางของผมสนุก ประทับใจเป็นอย่างมาก …ยิ่งขี่ ก็ยิ่งมั่นใจ ราคาค่าตัวที่ 105,000 บาท สำหรับผมว่ามันคุ้ม!! สายลุยเอามาเล่นได้เลยครับ….

