Gold Wing 2025 รุ่นพิเศษ ฉลองครบ 50 ปี ฮอนด้า โกลด์วิง
เจ้าปีกสีทองนั้นเดิมทีเปิดตัวครั้งแรกในปี 1975 ในรูปแบบของเน็กเก็ด 1,000 ซีซี โดยใช้รหัส GL1000 ในฐานะยอดสองล้อสำหรับเดินทางไกล เมื่อเวลาผันผ่านหมุนเวียนมันก็ค่อย ๆ เติบโตขึ้นทั้งขนาดตัวรถและความจุของเครื่องยนต์ตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมากระทั่งมันได้กลายเป็นสุดยอดทัวริ่งที่ยอดเยี่ยมและขึ้นชื่อเรื่องคุณภาพ ความหรูหราและความสะดวกสบาย กระทั่งในปีนี้เองทาง Honda ก็ได้ถือโอกาสฉลองครบรอบ 50 ปีของโมเดลนี้ เปิดตัว GL1800 Gold Wing 2025 ที่มีการปรับปรุงในรายละเอียดเล็กน้อย พร้อมดีเทลพิเศษ ควรค่าแก่การเป็นเจ้าของยิ่งขึ้น
ย้อนเล่าประวัติของเจ้าปีกสีทองคันนี้เสียเล็กน้อย จะได้รู้ถึงการเปลี่ยนแปลงว่าทำไมเจ้ายานแม่จากฮอนด้าคันนี้ถึงเป็นเบอร์ 1 ยอดทัวริ่งได้ ย้อนกลับไปปี 2018 ได้มีการอัปเกรดขนานใหญ่ขึ้นเพื่อสอดรับกับทิศทางของตลาดรถมอเตอร์ไซค์ เป็นการเปลี่ยนแปลงทิศทางเสียใหม่หมดจด สลัดคราบเดิมทิ้งไป ตัวรถมีความปราดเปรียวมากขึ้น เบาขึ้นและมีความคล่องตัวมากขึ้น พร้อมกันนี้ยังได้ใส่ลูกเล่นใหม่ ๆ เข้าไปทำให้มันกลายเป็นเรือธงทางเทคโนโลยีของวงการมอเตอร์ไซค์เลยทีเดียว ผลจากการอัปเกรดในครั้งทำให้โกลด์วิงกลายเป็นที่นิยมอย่างกว้างขวาง ทั้งยังเจาะกลุ่มลูกค้ารุ่นใหม่ ๆ ที่อายุน้อยกว่ากลุ่มลูกค้าเดิมได้ ซึ่งปกติคนกลุ่มนี้มักจะมองข้ามไป
ต่อมาในปี 2020 ก็มีการอัปเกรดในส่วนของช่วงล่างและการควบคุมที่ดีขึ้นในความเร็วต่ำ ๆ เพื่อเติมเต็มศักยภาพของเครื่องยนต์แบบ 6 สูบนอนของโมเดลนี้ให้ยอดเยี่ยมไปอีกระดับ และในปีต่อมาก็มีการอัปเกรดระบบเครื่องเสียง ต่อมาในปี 2022 ก็เพิ่มระบบ DCT เข้าไป และเพิ่มระบบแจ้งเตือนแรงดันลมยางเข้าไปอีกในปี 2023
สไตล์ภายนอกที่ใหม่สำหรับปีนี้คือการมีชุดสีพิเศษเป็นสีดำด้าน Mat Ballistic Black 50th Anniversary edition ยังมีโลโก้พิเศษฉลองครบรอบ 50 ปี Gold Wing บนสมาร์ทคีย์และบนคอนโซล และอนิเมชันพิเศษบนหน้าจอเวลาสตาร์ทรถอีกด้วย
ส่วนอื่น ๆ ที่เปลี่ยนแปลงคือ มีการปรับปรุงเพิ่มความสะดวกสบายของระบบอินเตอร์คอมคนขี่และคนซ้อนดีขึ้นและใช้งานได้ดีขึ้น อัปเกรดคุณภาพของระบบเสียงให้ดียิ่งขึ้นแม้จะขับขี่ที่ย่านความเร็วสูง ปรับปรุงการเชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟนใหม่ ตอนนี้เชื่อมต่อผ่านระบบไวไฟ รองรับระบบ Apple CarPlay และ Android Auto และสุดท้ายมีการปรับปรุงเรื่อง ECU บวกกับเพิ่มอ็อกซิเจนเซ็นเซอร์เพื่อให้สามารถผ่านมาตรฐาน EURO5+ ได้
เครื่องยนต์ 6 สูบนอนระบายความร้อนด้วยน้ำขนาด 1,833 ซีซี แบบ 4 วาล์วต่อสูบ ให้กำลัง 124.7 แรงม้าที่ 5,500 รอบต่อนาที และแรงบิดสูงสุดที่ 170 นิวตันเมตรที่ 4,500 รอบ ส่งกำลังผ่านระบบ DCT 7 สปีด ขับเคลื่อนด้วยเพลา ช่วยนำพารถหนัก 373 กิโลกรัม พร้อมคนขับขี่ทะยานทำท็อปสปีดได้มากถึง 180 กม./ชม. โดยใช้เชื้อเพลิงจากถังน้ำมันขนาด 21 ลิตร
โดยผู้ขับขี่สามารถเรียกใช้งานกำลังเครื่องยนต์ผ่านระบบคันเร่งไฟฟ้า ที่สามารถปรับแต่งการตอบสนองคันเร่งได้มากถึง 4 โหมด ได้แก่ Tour, Sport, Econ และ Rain ซึ่งโหมดแต่ละโหมดก็จะไปควบคุมความหนืดของโช้คและการทำงานของเบรกผ่านระบบ Dual Combined Brake System หรือ D-CBS อีกด้วย ช่วยให้การขับขี่ยอดเยี่ยมและปลอดภัยมากยิ่งขึ้น
ยังมีระบบ Integrated Starter Generator ที่มีน้ำหนักเบากว่าระบบสตาร์ททั่ว ๆ ไป 2.4 กิโลกรัม ทั้งยังช่วยลดเสียงดังรบกวนเวลาสตาร์ทรถอีกด้วย ซึ่งระบบนี้เมื่อทำงานร่วมกับระบบ Idling Stop ที่จะดับเครื่องยนต์เองเมื่อจอดนิ่งได้ 3 วินาที ช่วยประหยัดน้ำมัน เวลาสตาร์ทกลับมาหลังจากที่เปิดคันเร่งก็นุ่มนวลสมเป็นยานแม่
และที่ขาดไม่ได้เลยสำหรับรถคันเบิ้ม ๆ แบบนี้คือระบบช่วยออกตัวและหยุดรถบนทางลาดชัน Hill Start Assist ซึ่งระบบจะช่วยควบคุมเบรกให้เบรกหลังเองเวลาจอดไปอีก 3 วินาทีแม้ปล่อยเบรกไปแล้ว ส่วนตอนจะออกตัวก็แค่เปิดคันเร่งระบบเบรกก็จะปล่อยของมันเองโดยอัตโนมัติ และแน่นอนว่ามีโหมด Walking สำหรับช่วยผู้ใช้งานเวลาจะเข็นรถเข้าออกที่จอด โดยจะใช้ได้ทั้งเดินหน้าและถอยหลัง โดยเรียกใช้งานได้ที่ประกับข้างซ้าย
สำหรับเรื่องของช่วงล่าง เจ้าเครื่องยนต์นี้วางบนเฟรมอลูมิเนียมแบบทวินบีมที่ออกแบบมาเพื่อเน้นความนุ่มนวลและเสถียรภาพในการขับขี่ ด้านหน้าจะมีระบบกันสะเทือนแบบดับเบิ้ลวิชโบน มีโช้คแบบสตรัทสปริงอยู่ลึกเข้าไปในตัวเฟรม 1 ต้น ขณะที่ด้านหลังจะเป็นแบบโปรอาร์มหรือแบบอาร์มเดี่ยว ซึ่งโช้คที่ด้านหลังนี่สามารถปรับพรีโหลดแบบแมนวลเองได้
ส่วนระบบเบรก ด้านหน้าก็จะเป็นดิสก์เบรกคู่ขนาด 320 มม. กับคาลิเปอร์เบรกแบบ 6 ลูกสูบ ด้านหลังจะเป็นดิสก์เบรกขนาด 316 มม. กับคาลิเปอร์เบรกแบบ 3 ลูกสูบ พร้อมระบบเบรก ABS แบบ 2 ชาแนลทำงานร่วมกับระบบ Dual Combined Brake System ที่ช่วยกระจายแรงเบรกและปรับแรงเบรกตามโหมดการขับขี่ ปิดท้ายด้วยล้อแม็กและยางขนาด 130/70 – R18 และ 200/55 – R16 หน้าหลังตามลำดับ
และเรื่องของเทคโนโลยีก็แน่นอนว่าจัดเต็มสมเป็นยานแม่ นอกจากระบบต่าง ๆ ที่พูดไปแล้ว ยังมีระบบครูซคอนโทรล ระบบชิลด์หน้าปรับไฟฟ้า ระบบแจ้งเตือนแรงดันลมยาง ระบบอุ่นมือ ระบบสมาร์ทคีย์ ไฟเลี้ยวยกเลิกเองอัตโนมัติ ระบบเครื่องเสียง หน้าจอสี TFT ขนาด 7 นิ้ว ช่องจ่ายไฟแบบ USB-C สองช่องสำหรับชาร์จอุปกรณ์ต่าง ๆ อ้อยังมีเรื่องกล่องใส่สัมภาระสองใบความจุรวมกัน 60 ลิตรเพียงพอสำหรับใส่สัมภาระออกทริป 2 – 3 วันได้สบาย ๆ ถ้าไม่หอบมากเกินไปนะ
อ่านทดสอบรีวิวรุ่นอื่น ๆ คลิกที่นี่
ติดตามข่าวสารทางแฟนเพจได้ที่นี่

















