ภาพ : MikeMoto ,Royal Enfield
22.15 น. เสียงประกาศจากทีม Royal Enfield ว่า…กรุ๊ป7 พร้อม!!..จากนั้นผมก็ลงถนนไป “ฝ่าฝน” กลางคืนในบางกอก ด้วยมอเตอร์ไซค์ “รุ่นใหม่ของโลก” อย่าง Royal Enfield HUNTER 350 ซึ่งเปิดตัวแบบ Global แล้วปล่อยให้ทดลองขี่กันทันทีที่ประเทศไทย…และนี่คือรีวิวในแบบ First Ride ที่ทำเอาคนขี่เซอร์ไพรส์ไปหลายเรื่อง!!

1.พัฒนาขึ้นใหม่ ไม่ใช่ยำแซ่บ!!

ก่อนการทดลองขี่ ผมมีโอกาสเข้าร่วมฟังการบรรยาย “ที่มา” ของ HUNTER 350 จากทีม R&D ของ Royal Enfield ที่ยกทัพมาจาก UK …ซึ่งหนึ่งในนั้นคือ “คุณมาร์ค เวล” ยอดฝีมือที่เป็นผู้พัฒนา Twin 650 ของ RE ที่ดังเปรี้ยงไปทั่วโลกนั่นเอง งานนี้ได้เห็นว่าการสร้าง HUNTER 350 มีความตั้งใจปั้นรถรุ่นนี้ขึ้นโดยวางแกนหลักที่เมนเฟรม Half Duplex ซึ่งประยุกต์จากเฟรมเปลแบบดั้งเดิมของ RE เอง พร้อมกับออกแบบ “ซับเฟรม” ขึ้นมาใหม่เพื่อให้ได้คาแรคเตอร์ “สปอร์ตคลาสสิค” ที่ขนาดคอมแพ็คคล่องตัวเหมาะกับการใช้งานในเมือง ถ้าใครชอบแต่งรถ รุ่นนี้จะเอามาคัสตอมจัดทรงใหม่ท้ายสั้นได้เหมาะเจาะมาก

2.คาแรคเตอร์ขุมพลัง

ตั้งแต่สตาร์ทเครื่องขึ้นมา-สับเกียร์ 1 ลงไป แล้วปล่อยคลัชท์ออกตัว ก็เข้าใจคำว่า Flat Torque ของ HUNTER 350 ได้ทันทีเลย เพราะลองขี่จริงแล้วพบว่ารถรุ่นนี้ไม่ได้วางย่านกำลังและอัตราทดเอาไว้ให้ “สับยก” แต่เป็นสูตร “ชักยาว” (ลูกสูบ x ช่วงชัก : 75 มม. x 85.8 มม.) ที่จะไปเด่นในรอบกลาง-ปลายมากกว่า นี่ก็อาจจะเป็นเหตุผลที่ไม่ต้องใส่ Traction Control มา และความกว้างของเกียร์ ทั้ง 5 ก็ถือว่าไปด้วยสวยแล้วกับกำลังเครื่องยนต์ที่ให้มา บล็อกเครื่องครีบสวยๆแบบ สูบเดี่ยว แคมเดี่ยว 2 วาล์ว หัวฉีด เสื้อลม ปริมาตร 349 ซีซี. มีม้าให้ 20.2 ตัวที่ 6100 รอบ/นาที ส่วนแรงบิดสูงสุด 27 นิวตันเมตรที่ 4000 รอบ/นาที อย่างที่บอก เดิมๆมาแบบนี้ ออกแบบมาเน้นขี่ใช้งานในเมือง ขี่เที่ยวชิลๆ ไม่ถึงขนาดดุดันจัดจ้านมาก

3.ทีเด็ดอยู่ตรงนี้!!?

ถ้าดูแค่สเปกแล้วนั่งมโนออกมา คงไม่รู้ว่าในสถานการณ์ขับขี่จริงนั้น ช่วงล่างของ HUNTER350 จัดว่าดีเยี่ยมเลย ด้วยคู่โช้คหน้าเทเลสโคปิค ขนาดแกน 41 มม. และโช้คหลังคู่ (ปรับสปริงพรีโหลดได้ 6 ระดับ) ซึ่งใช้ Showa เต็มระบบ และเซ็ตติ้งเดิมโรงงานก็ทำได้ดีมาก ไม่มีอาการกระด้าง และให้รถที่ทรงตัวดีมาก

แต่ที่โดนใจสุดๆ คือ “ยางติดรถ” ซึ่งให้มาเป็นยางยี่ห้อ CEAT รุ่น ZOOM XL ยางหน้า 110/70-17 ยางหลัง 140/70-17 ซึ่งถูกเราท้าทายให้พิสูจน์เต็มสมรรถนะตลอด 100 กม. ไป-กลับของการขี่ทดสอบ เนื่องจากทางที่ผ่านมีแต่ น้ำขัง ,ฝนตก และถนนเปียกลื่น ซึ่งรวมไปถึงการขี่ในแทร็คโกคาร์ดที่สนามริมทะเลสาบเมืองทองในตอนสายฝนพรำๆ ด้วย ยัง!…ยังไม่พอ มีช่วงที่ต้องเบรกหัวทิ่มตอนขี่ออกจากเมืองอีก 3-4 รอบ แต่ยางยี่ห้อนี้ กลับมอบความนิ่ง หนึบ รีดน้ำและเกาะถนนได้ดีมากๆ จนผมขี่จบรูทด้วยความปลอดภัยครบ 32!!

4.เบรก , ออพชั่น ,มิติ


ความประทับใจอีกจุดที่ผมมีต่อ HUNTER 350 คือ ระบบเบรก ABS ที่ RE จัดให้ไม่กั๊ก โดยเป็น ABS แบบ 2 ชาแนล บนสแตนดาร์ดของรุ่น METRO ซึ่งให้ดิสค์เบรกหน้า-หลัง และการทำงานของเบรกในรถรุ่นนี้ บอกเลยว่าดีมั่นใจได้ครับ
องค์ประกอบที่เหลือที่อยากแนะนำเพิ่มเติมคือ ถังเชื้อเพลิงขนาด 13 ลิตร ,

ช่องจ่ายไฟแบบ USB ที่แฮนด์ฝั่งซ้าย เบาะสโลปที่หนานุ่มนั่งสบาย


ส่วนระบบไฟ โคมไฟหน้าหลักใช้หลอดฮาโลเจน ไฟท้าย LED ชุดเรือนไมล์ลูกผสมดิจิทัล ซึ่งมี Tripper ระบบนำทาง Turn-by-Turn มาให้ด้วยในรุ่น Reble METRO

ส่วนเรื่อง “มิติ” ที่ส่งผลต่อช่วงรถและการควบคุมขับขี่ อยากเล่าว่าด้วย ความสูงเบาะ 790 มม. บนน้ำหนักตัว 179 กก. กับความกว้างแฮนด์ 800 มม. กับลักษณะของรถที่มีความกะทัดรัดแทบจะเป็นรถ 150 ซีซี. RE เฟรมถูกออกแบบให้ตำแหน่งวางเครื่องยนต์ที่ให้มีจุดศูนย์ถ่วงต่ำกำลังเหมาะ ผมลองแล้วก็ชอบเพราะให้การควบคุมขับขี่ที่ง่ายดายครับสำหรับคนที่มีทักษะการขี่รถพอประมาณ …ส่วนมือใหม่ มิติรถแบบนี้ทำความคุ้นเคยแปปเดียวก็ขี่คล่องละ

5.ข้อสังเกตและบทสรุป

มีสิ่งที่เป็นข้อสังเกตที่ผมมีต่อ HUNTER 350 กล่าวคือรถรุ่นนี้ใช้ชิ้นส่วนพลาสติกมากกว่า METEOR และ Classic350 อยู่ในหลายจุดครับ (นั่นเป็นอีกเหตุผลที่มันน้ำหนักเบากว่า 2 รุ่นนั้นอยู่ร่วม 10 กก.) ในเรื่องนี้คนที่ชื่นชอบงานเนี๊ยบๆของพาร์ทแต่ละจุด

ก็ต้องพิจารณากันตามมาตรฐานของตัวเองด้วยนะ อีกข้อคืออยากให้ RE นำรุ่น “ล้อซี่ลวด” มาจำหน่ายด้วยเพราะคนไทยชื่นชอบอยู่แล้วกับสไตล์คลาสสิค หวังว่าวันหน้าอาจจะมีเวอร์ชัน RETRO มาขายด้วยนะ
สุดท้ายกับบทสรุปของการเป็น สตรีทไบค์ขนาดกำลังเหมาะ ผมว่า HUNTER 350 มีที่ยืนในตลาดแน่นอน เพราะเข้าถึงง่ายทั้งด้านสมรรถนะที่เพียงพอต่อการใช้งาน มีจุดเด่นที่จับต้องได้ แถมราคายังเข้าถึงง่าย

ราคาจำหน่ายในประเทศไทย
- รุ่น Rebel Metro สี Blue ,Red ,Black 3 แบบ (พร้อม Tripper) ราคา 132,900 บาท
- รุ่น Dapper Metro สี Ash ,White ,Grey (ไม่มี Tripper) ราคา 129,900 บาท
พร้อมส่งมอบรถในอีก 3 เดือน(พฤศจิกายน 2565)
ข้อมูลเพิ่มเติมที่ >> https://www.facebook.com/RoyalEnfieldThailand/

