พักเรื่อง 2 ล้อ มาอัพเดทเทคโนโลยีร้อนกันสักนิด “iPhone 11, iPhone 11 pro, iPhone 11 Pro Max”

ใช่ว่าจะไม่เกี่ยวกับชาว 2 ล้ออย่างเราๆซะทีเดียว เพราะปฏิเสธไม่ได้ว่าหลายๆคนก็ใช้โทรศัพท์สมาร์ทโฟนเนี่ยแหละ เป็นส่วนสำคัญในการเดินทาง ไม่ว่าจะท่องเที่ยวหรือไปไหนต่อไหนในชีวิตประจำวันก็ตาม ดังนั้นเมื่อ Apple ออกมาเปิดตัวเทคโนโลยี “หมัดเด็ด” มาน็อคค่ายอื่นๆทั้งที ..จะพลาดได้ไงล่ะ!!
Apple iPhone 11

เริ่มต้นกันที่รุ่นประหยัดก่อนเลย ที่ถูกหยิบมาเทียบกับ iPhone XR อยู่บ่อยครั้งจนเราพอจะอนุมานกันได้ว่าเจ้านี่ “มาแทน” iPhone XR แน่ๆ..
เริ่มต้นด้วยหน้าจอ Liquid Retina (LCD) ขนาด 6.1 นิ้ว พร้อมล้อมรอบเครื่องด้วยกระจกที่ Apple เคลมว่า “แข็งแรงที่สุด” เท่าที่เคยใช้งานบนสมาร์ทโฟน กันน้ำและฝุ่นระดับ IP68
กล้องหลังคู่ ความละเอียดขนาด 12 ล้านพิกเซล ประกอบด้วยเลนส์มุมกว้าง (Wide angle Lens) รูรับแสงกว้าง f 1.8 และเลนส์ Ultra Wide 120 องศา นอกจากนี้ยังอัพเกรดหน่วยประมวลผลภาพใหม่ทำให้ได้ภาพถ่ายที่คมชัดสวยงาม พร้อมการถ่ายภาพแบบหน้าชัด-หลังเบลอได้ดียิ่งขึ้น
ฟีเจอร์การถ่ายภาพแบบ 16:9 (เต็มจอ), Night Mode ที่ถ่ายภาพในพื้นที่แสงน้อยหรือตอนกลางคืนได้มีประสิทธิภาพมากกว่าเดิม เปิดหน้าชัตเตอร์ได้นาน ประมวลผลในการถ่ายหลายๆครั้ง จนได้ภาพที่คมชัดที่สุดนั่นเอง
ทางด้านกล้องหน้านั้นก็ได้รับการอัพเกรดเป็น 12 ล้านพิกเซล แถมถ่ายวิดิโอเซลฟี่แบบสโลวโมชั่น (120 fps) และรองรับการถ่ายวิดิโอ 4K (60 fps) ได้ด้วย!
ตบท้ายด้วยขุมพลัง A13 Bionic ที่มี GPU แนบไว้ในตัว ให้ประสิทธิภาพการประมวลผลที่แรงกว่าทุกชิป CPU ในตลาด รวมถึงชิป A12 ของตัวเองด้วย!
แบตเตอรี่ที่สามารถใช้งานได้นานกว่า iPhone XR 1 ชม. รองรับ Fast Charge 18w แต่ต้องไปซื้อหัว Fast Charge เพิ่มอีกในราคา 1,190 บาท
Apple iPhone 11 Pro, iPhone 11 Pro Max

ตามด้วยรุ่นท็อปรูปลักษณ์พรีเมี่ยมบนวัสดุใหม่ กับ 4 สีหรูหรา Space Gray, New Gold และสีใหม่ล่าสุด Silver Midnight Green บนหน้าจอขนาด 5.8 นิ้ว(Pro) และ 6.5 นิ้ว (Pro Max)
ชิปประมวลผล A13 Bionic เป็นพื้นฐานเช่นเดียวกับ iPhone 11 นอกจากจะแรงขึ้นกว่าทุกชิปประมวลผลในตลาดแล้วยังมีระบบ Machine Learning ที่คอยปรับการประมวลผลในสถานการณ์ต่างๆได้อย่างมีประสิทธิภาพและประหยัดพลังงานมากกว่าเดิม

กล้องหลัง 3 ตัว โดยเพิ่มเติมอีก 1 เลนส์จาก iPhone 11 ด้วย Telephoto 12 ล้านพิกเซล พร้อมรูรับแสงกว้าง f2.0 ส่วนฟีเจอร์การถ่ายภาพก็ได้รับการอัพเกรดเช่นเดียวกับ iPhone 11 โดยเฉพาะ Night Mode ที่ Apple ภูมิใจนำเสนอ แถว Machine Learning บน iPhone 11 นั้นก็จะช่วยให้การเก็บรายละเอียดของภาพได้เต็มประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นด้วย
การถ่ายวิดีโอนั้นรองรับ 4K (60 fps) กล้องปรับความสว่างได้อัตโนมัติ พร้อมความสามารถในการซูมเข้าออกอย่างลื่นไหล
แบตเตอรี่ของ iPhone 11 Pro, Pro Max ใช้งานได้ยาวนานกว่า XS ถึง 4 และ 5 ชม. ตามลำดับ โดยทั้ง 3 รุ่นใหม่นี้รองรับระบบ Fast Charge 18w และ Wireless Charging ด้วย ทั้ง 2 รุ่นมีหัว Fast Chrage มาให้เรียบร้อย
สำหรับราคาเปิดตัว Apple iPhone 11 นั้นอยู่ที่ 699 ดอลล่าห์สหรัฐ (ประเทศไทยเปิดที่ 24,900 บาท)
iPhone 11 Pro ราคา 999 ดอลล่าห์สหรัฐ หรือ 35,900 บาท และ iPhone 11 Pro Max 1,099 ดอลล่าห์สหรัฐ หรือเริ่มต้นที่ 39,900 บาท.. เห็นฟีเจอร์เด่นๆชูโรงมาขนาดนี้.. iPhone เครื่องเก่าในมือ เริ่มรวนกันรึยังครับ?
..GUN1000R..

