Kawasaki Ninja ZX-25R 4 สูบเรียงไซส์กระชับ.. “สะใจ” ทุกรายละเอียด

“Kawasaki Ninja ZX-25R” 4 สูบเรียงไซส์กระชับ.. “สะใจ” ทุกรายละเอียด
ทำไมไม่ทำ 4 สูบ? ทำไมไม่ใส่ควิกชิฟเตอร์? ทำไมไม่โช้คหัวหลับ? ทำไม ทำไม ทำไม… คำถามมากมายไปหมดเมื่อค่ายรถปล่อยโมเดลใหม่ๆออกมาที่ “คิดว่า” น่าจะถูกใจผู้ขับขี่มากที่สุด.. ซึ่งบางครั้ง สิ่งที่กลมกล่อมก็มักจะต้องแลกด้วยอะไรเสมอๆ ..รถแรง.. แต่ไม่ได้ควิกชิฟท์ฯ ..รถแรง.. แต่ไม่ได้โช้คหัวกลับ ซึ่งผมก็สงสัยมาตลอดว่า “จะมีสักค่ายไหมนะ ที่บ้าบอพอจะใส่ทุกๆอย่างที่ผู้บริโภค(หรือผู้ชม) เรียกร้องทุกๆครั้ง หรืออกรถปุ๊บหาใส่ปั๊บ” .. แน่นอนว่าวันนั้นมาถึงแล้ว เมื่อผมได้สัมผัสกับ “Kawasaki Ninja ZX-25R” ซูเปอร์สปอร์ตเน้นความมันที่จัดออพชั่นมาให้ “โคตรสะใจ”

สะใจที่ 1 “เครื่องยนต์”
ตามสโลแกน “Screaming Inline 4 Power” และชื่อรุ่น ZX-25R เจ้านี่มาพร้อมเครื่องยนต์ขนาดความจุ ¼ ลิตร หรือ 250 ซีซี. พอดิบพอดี ซึ่งมีความโดดเด่นที่มันสามารถทะยานรอบเครื่องยนต์ไปได้สูงถึง 17,000 รอบ! แค่ลองนึกเสียงเครื่องยนต์ 4 สูบรอบสูงขนาดนั้นก็ขนลุกเกรียวกราวแล้ว.. ยิ่งได้ลองสัมผัสตัวเป็นๆแบบนี้อีก.. อื้อหือ!! บอกเลยครับว่าอย่าได้ขี่น้อยกว่า 6,000 รอบเชียว เสียของ!
จริงๆแล้วยังมีเหตุผลอื่นที่ไม่ควรขี่ต่ำกว่า 6,000 รอบ.. นั่นคือเจ้าเครื่องยนต์บล็อคนี้จะกลายเป็นเด็กน้อยน่ารักไปเลย.. เพราะความเป็นรถมากสูบเรียง แต่มีขนาดความจุรวมกันเพียง 250 ซีซี. นั้น ทำให้ความแรงของการจุดระเบิดจากแต่ละกระบอกสูบมันน้อยนิด จนส่งผลให้เรี่ยวแรงในรอบต่ำนั้นมีมาให้สัมผัสกันอย่าง “ตะมุตะมิ” มากๆ.. ซึ่งทางคาวาซิกิก็มิได้นิ่งนอนใจ ปรับให้มีคาแรคเตอร์ที่วิ่งข้ามรอบเครื่องยนต์ต่ำไปให้เร็วที่สุด หากสังเกตบริเวณหน้าปัดเรือนไมล์ก็เห็นว่ามันแทบจะไปเริ่มต้นที่ 4,000 รอบต่อนาทีเลย…

แต่เมื่อไรที่เข็มไมล์เริ่มแตะ 6,000 รอบแล้วล่ะก็.. เหมือนผีเสื้อที่กางปีกบิน เหมือนมังกรทะยานสู่ท้องฟ้า.. “ดึง” สนุกมากๆ จนทำเอาหลายๆครั้งผมเกือบลืมไปเลยว่ามันคือรถในคลาส 250 ซีซี. เพราะแรงดึงขนาดนี้ มอเตอร์ไซค์ 4 สูบไซส์ใหญ่หลายโมเดลยังทำไม่ได้!
นั่นทำให้การขับขี่เจ้า Kawasaki Ninja ZX-25R มีอาการ “เร่งเร้า” ให้เราเค้นหาเรี่ยวแรงในรอบเครื่องอยู่สม่ำเสมอ จนสุดท้ายเราก็จะวนเวียนอยู่ที่ 8,000 – 10,000 รอบ ..ซึ่งถือว่าเป็นการทำงานที่ไม่เบานะครับ.. แต่ก็ตอบโจทย์สำหรับผู้ที่ฝักใฝ่ความเร้าใจในการขับขี่ โดยที่ไม่ต้องเอาตัวไปเสี่ยงกับรถคลาสใหญ่ ที่กว่าจะถึงเส้นของความสนุกก็เข้าใกล้เส้นอันตราย….ซึ่งเจ้า ZX-25R นั้นสอบผ่าน เพราะท็อปสปีดที่ผมทำได้นั้นอยู่ราวๆ 180 กลางๆครับ
ส่วนใครที่อยากเอาไปลงในสนามก็บอกได้เลยว่า “สะใจ” สุดๆ กับเครื่องยนต์แบบนี้ แม้จะต้องมีการปรับตัวให้คุ้นชินกับการเลี้ยงรอบเครื่องยนต์อยู่บ้าง แต่เมื่อคุ้นชินแล้วเราก็จะรู้จังหวะที่จะ “เต็มอิ่ม” กับแรงบิดออกจากโค้ง เสียงคำรามหวานๆ พร้อมทะยานเข้าสู่เรดไลน์รอเราสับเกียร์ขึ้นลง ได้ฟีลลิ่งราวกับขับขี่รถคลาส 1,000 ซีซี. ก็มิปาน.. ต่างกันแค่ เบากว่า เล็กกว่า ควบคุมง่ายกว่า..

สะใจที่ 2 “ฟีเจอร์”
หรือที่แปลว่า “คุณลักษณะเด่น” ซึ่งอันที่จริงแล้วอยากจะเขียนแยกเป็นอีกหลายหัวข้อย่อย แต่ก็ขอรวบเอาไว้ในที่นี้ที่เดียวดีกว่า เพราะกลัวว่าจะพล่ามยาวเกินไป!
อย่างแรกเลยคือ “การออกแบบ”.. ไม่ว่าจะเป็นรูปร่างหน้าตา ที่ได้รับดีเอ็นเอมาจากซูเปอร์สปอร์ตรุ่นพี่ Ninja ZX-6R.. แฟริ่งหน้าที่แทบจะเหมือนกัน กับช่องแรมแอร์แบบยิงตรงกลางกรอบหน้า รูปทรงของชิ้นส่วนต่างๆตลอดคัน เป็นคำพูดอย่างชัดเจนใส่หน้าคนที่ได้พบเห็น “ชั้นนี่แหละ รถสปอร์ตของจริง!”

หรือในส่วนของ “สรีระ” ที่รายละเอียดหลายๆจุดทำให้เรา “ดูออก” ถึงความใส่ใจ และการผ่าน R&D มาอย่างจริงจัง ไม่ใช่ว่า “เฮ้ย.. ลูกค้าอยากได้ไอ้นี่ไอ้นั่น เอามาใส่ให้หน่อยซิ” ซึ่งถ้าเป็นแบบนั้น ก็จะกลายเป็นรถที่ออพชั่นแน่น แต่หาความกลมกล่อมในการขับขี่ไม่ได้เลย.. ซึ่งไม่ใช่กับเจ้า ZX-25R.. เพราะตั้งแต่ชิ้นแฟริ่งต่างๆ มีคุณลักษณะของระบบแอโร่ไดนามิคที่ดีและการเข้าล็อคกับร่างกายของผู้ขับขี่ให้เราเห็นอยู่ตลอดรอบคัน ทั้งช่องดักลมด้านข้าง เว้าถังน้ำมันให้หนีบเข่าและวางคางได้อย่างยอดเยี่ยม ระยะแฮนด์ที่เหมาะสมกับการขับขี่ในรูปแบบสปอร์ตเต็มตัวหรือนั่งขับขี่ชิลล์ๆก็ทำได้สบายๆ ความสูงจากพื้นถึงเบาะเพียง 785 มม. (ผู้หญิงขี่ได้ง่ายเลยๆ) แถมเมื่อลองหมอบหลบลมดูแล้วก็ตัดลมได้อย่างยอดเยี่ยม เพราะตัวผมเองแทบจะไม่ได้ยินเสียงลมมาปะทะเลยแหละ..

ในส่วนของช่วงล่างที่ทางคาวามซากิใส่ให้มาเฉกเช่นเดียวกับรถสปอร์ตตัวแรงคลาสใหญ่.. โช้คอัพหน้าแบบ SFF-BP หรือ Separate Function Fork – Big Piston จาก Showa ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 37 มม. และโช้คอัพเดี่ยวด้านหลังวางเกือบขนานกับพื้นหรือ Horizontal Back-Link แบบ Gas Charge ที่เมื่อทำงานด้วยกันบนถนนแล้วเกิดสมรรถนะการซับแรงกระแทก และเพิ่มการยึดเกาะถนนของยางได้อย่างยอดเยี่ยม.. การตอบสนองเมื่อเจออุปสรรค หลุมบ่อของถนนหลวงประเทศไทย ทำได้อย่างดี แม้ว่ามันจะเป็นรถสปอร์ตเต็มตัว แต่ถือว่าโช้คอัพชุดนี้ทำหน้าที่ได้ดีราวกับเป็นช่วงล่างของรถซูเปอร์ไบค์ตัวใหญ่เลยทีเดียว.. ยิ่งเมื่อได้ลองเอาไปขี่ในสนามแข่งดูด้วยแล้วก็ยิ่งรู้ได้ชัดเจนถึงความ “ดูดถนน” ของมัน แม้จะมีอาการบ้างเมื่อทำการรีดสมรรถนะหนักๆในสนาม แต่ก็อย่างว่า.. ถ้า “ขี่เอาสนุก” ล่ะก็.. ZX-25R มีให้เต็มๆ!!

สะใจที่ 3 “เทคโนโลยี”
นอกจากระบบส่องสว่างหน้า-หลัง Full LED ที่ดูเป็นเรื่องปกติของรถในยุคปัจจุบัน เจ้า Kawasaki Ninja ZX-25R ยังมีเทคโนโลยีแน่นๆยัดใส่มาให้ขับขี่กันอย่าง “เต็มอารมณ์” แบบที่ไม่มีรถคลาส 250-300 ซีซี. ค่ายไหนใส่มาให้อีกด้วย..
เริ่มจากโหมดคันเร่ง 2 โหมด F และ L ..ซึ่งถ้าให้เดาก็ขอเดาว่าเป็น Full กับ Low ก็แล้วกัน เอาไว้ให้เลือกใช้งานสำหรับวันสนุกๆที่อยากเค้นกำลังรถ หรือวันสบายๆลดอาการดึงของเครื่องยนต์ลงสักหน่อยก็ได้ไม่ว่ากัน..
ตามด้วยระบบ Kawasaki Traction Control System หรือที่ขึ้นบริเวณเรือนไมล์ว่า KTCS ซึ่งช่วยตัดกำลังเครื่องยนต์ ลดโอกาสการ “สไลด์” ของล้อหลัง ไม่ว่าจะเกิดจากฝนตก ถนนลื่น หรือเค้

นคันเร่งแรงจนเกินไปก็ตาม.. ซึ่งมีให้เลือกปรับได้ถึง 3 ระดับ (ไม่รีเซ็ตเมื่อดับเครื่อง) หรือจะเลือกปิดก็ได้ ซึ่งหากเพื่อนๆเลือกปิดไป มันจะทำการรีเซ็ตไปที่ระดับ 1 เพื่อเปิดการทำงานของรถอีกครั้ง ..ทั้งนี้ก็เพื่อความปลอดภัยกันนะจ๊ะ!
และอีกสิ่งสุดพิเศษหนึ่งเดียวในคลาส “ควิกชิฟเตอร์ ขึ้น/ลง” ซึ่งถูกใจผมที่สุด รองจากเครื่องยนต์ 4 สูบเรียงรอบจัดนี่ก็ว่าได้ เพราะมันทำให้เราสามารถสับเกียร์ขึ้นลงได้อย่างทันควัน ไม่เสียรอบเครื่อง ไม่เปลืองคลัทช์ ไม่ลั่นคันเร่ง แถมตอนออกตัวทางตรงนี่ “ฟินสุดๆไปเลยค้าบบ” ..ได้อารมณ์มอเตอร์ไซค์ซูเปอร์ไบค์เต็มขั้นมากๆ..

สรุปแล้ว.. เมื่อเรานำออพชั่นความ “สะใจ” ด้านต่างๆที่ผมได้กล่าวไปก่อนหน้านี้มาผสานรวมกันยามใช้งานจริงทั้งบนถนนและในสนามแข่ง ..เราจึงได้รถ “ซูเปอร์ไบค์คลาสเริ่มต้น” ที่มีสมรรถนะ “สะใจ” ผู้ใช้งานเป็นอย่างมาก ความสนุก..ผ่าน, ความสวยงาม..ผ่าน, ออพชั่น..สามผ่าน! ส่วนราคา.. “กำลังดี” เมื่อนำมาชั่งน้ำหนักกับสิ่งที่ได้มาขนาดนี้ แม้จะต้องคำนึงถึงรอบเครื่องยนต์ให้เหมาะสมอยู่บ้าง แต่ผมว่ามันก็คุ้มราคา 269,000 บาท ไปไกลทีเดียว..และการทำความคุ้นชินกับคาแรคเตอร์ของรถก็เป็นสิ่งที่เจ้าของรถจะต้องทำอยู่แล้วนี่!
แต่ก็อย่างว่าครับ “สิบปากว่าไม่เท่าตาเห็น”.. ไปลองด้วยตัวเองเถอะครับ แล้วจะรู้ว่าสิ่งที่ผมเล่าให้ฟังครั้งนี้มิได้เกินจริง.. แต่ก็อย่าลืมนะครับว่ารถแต่ละคันมีบุคลิกที่แตกต่างกันไป เหมือนกับความเป็นปัจเจกของมนุษย์.. ดังนั้นก็ขอให้ข้อมูลการทดสอบของผมครั้งนี้พอจะเป็นตัวช่วยที่ดีในการตัดสินใจเลือกคู่หูของเพื่อนๆได้อย่างดีด้วยก็แล้วกัน ..แล้วพบกันใหม่ครั้งหน้า.. สวัสดีครับ