เป็นคลื่นระลอกใหญ่ที่ซัดสาดแฟนๆ ยักษ์เขียวครั้งแล้วครั้งเล่า ตั้งแต่ข่าวการพัฒนา จนถึงวันเปิดตัวที่ต่างประเทศและล่าสุดกับการวางจำหน่ายในไทยอย่างเป็นทางการของโมเดล 4 สูบเรียงที่ทำมาเอาใจสาวกโดยเฉพาะ.. Kawasaki ZX-4R พัฒนาเครื่องยนต์ 400 ซีซี. ทำมาได้น่าสนใจมากๆ แถมลองขับขี่แล้วยิ่งเพิ่มความอยากขี่มากขึ้นไปอีก.. การันตีได้เลยว่าถ้าใครได้ลองแล้วมีติดใจชัวร์!

เครื่องยนต์สุดพิเศษ
กลมกล่อมระหว่างกลางกับซูเปอร์สปอร์ตเกรดแข่งขัน ZX-6R และซูเปอร์สปอร์ตรุ่นเล็กเน้นขี่ถนน ZX-25R กลายเป็นอีกรุ่น “ซูเปอร์สปอร์ต” ที่ผมคิดว่า “ลงตัวที่สุด” สำหรับคนที่ไม่อยากมีรถหลายคัน.. ขี่เล่นก็ดี ขี่ซ้อมก็ได้ ..คือนิยามที่ตรงใจที่สุดหลังได้ลอง ZX-4R ครั้งนี้

เครื่องยนต์ 4 สูบเรียง 399 ซีซี. ที่ทำออกมาให้ขี่ได้สนุกมากๆ จากพื้นฐานเครื่องชักสั้นรีดรอบ PRM สูงสุดได้แตะ 16,000 รอบ.. เสียงหวานไม่ไหว.. แม้เรี่ยวแรงสูงสุดจะมาม้วนจบที่ 14,500 รอบ ซึ่งเป็นระยะกำลังดีให้ผู้ขับขี่ได้ตั้งสติและเตะเกียร์ต่อไปได้ตรงจังหวะ.. มาพร้อมระบบอัดอากาศจากช่องแรมแอร์ที่ช่วยเพิ่มแรงม้าสูงสุดขึ้นไปอีกระดับ

แต่อย่าได้ดูถูกแรงม้าของเครื่องยนต์บล็อกนี้ ที่แม้ว่ารอบต้นอาจจะแพ้บิ๊กไบค์ 2 สูบคลาสกลางอยู่บ้าง แต่บอกเลยว่า “กินปลายขาด” เพราะแค่เกียร์ 4 ที่ทดสอบในสนามสั้นๆอย่างพีระเซอร์กิตนี้ก็กินความเร็วไปกว่า 183 กม./ ชม.ได้แล้ว โดยที่ยังเหลืออีกตั้ง 2 ตำแหน่งเกียร์ ให้หวดอีกตำแหน่งละ 16,000 รอบ! เชื่อว่าหากลองหวดสุดสนามระดับโลกจริงๆแล้ว น่าจะได้ความเร็วระดับรถแข่งซูเปอร์สปอร์ตแน่นอน..

ด้านตัวเลขสเปกที่ให้มาก็น่าสนใจ ด้วยแรงม้าสูงสุด 75 ตัว (77 เมื่อแรมแอร์ทำงาน) เทียบเท่ามิดเดิลเวท 600-700 ซีซี. ได้สบายๆ..

ด้านการใช้งานจริง.. อย่างที่บอกว่ามันอยู่ตรงกลางระหว่าง 250 และ 636 ซีซี. อย่างลงตัว.. แรงบิดในรอบต้นที่มีให้เล่นพอประมาณ ในระดับที่ขับขี่ทั่วไปก็ทำได้ง่าย และเมื่อต้องการแรงม้ากระชากถึงใจก็เพียงเปิดคันเร่งสวนไปเต็มกำลัง “หน้าแทบลอย” ผลพวงของการใช้คันเร่งไฟฟ้าทำให้การตอบสนองต่อการใช้งานทำได้อย่างทันท่วงที..
นอกจากนี้คาวาซากิยังใส่ระบบช่วยบริหารจัดการคันเร่งมาให้ “เพิ่มความปลอดภัย” ด้วย 2 โหมด Full Power และ Low Power.. แม้ Full Power น่าจะเป็นตัวเลือกหลักอยู่แล้ว เพราะแรงบิดในรอบต้นที่ให้มานั้นอยู่ในระดับที่ปลอดภัยพอสมควร แต่สำหรับนักขับขี่ที่ยังประสบการณ์น้อยก็อาจจะได้ใช้ประโยชน์ของ Low Power อยู่บ้าง ยามขับขี่ในสถานการณ์ที่อาจจะทำให้เกิดการหมุนฟรีของล้อหลังได้นั่นเอง
ฟีเจอร์พร้อมสนองนีด(Need)
ตามคอนเซปต์“ขี่เล่นก็ดี ขี่ซ้อมก็ได้” ทำให้ ZX-4R มีระบบอิเล็กทรอนิกส์เข้ามาจัดการ และอำนวยความสะดวกผู้ขับขี่ให้เลือกปรับตามลักษณะการใช้งานแต่ละครั้งได้มากพอสมควร..

เริ่มจากโหมดการขับขี่ถึง 3 โหมด ที่จะปรับตั้งค่า Preset ของระบบต่างๆมาให้พร้อมสรรพ(Sport, Road, Rain) ไม่ว่าจะเป็นระดับคันเร่ง, ระดับแทรคชั่นคอนโทรล โดยมีเพียงโหมด Rain เท่านั้นที่จะเป็นคันเร่ง Low Power กับแทรคชั่นเต็มระดับ ส่วนโหมด Sport ก็จะเปิดระดับแทรคชั่นน้อยที่สุดเพื่อเปิดคันเร่งได้อย่างเต็มกำลังนั่นเอง.. ทั้งนี้ยังมีโหมด User มาให้อีกโหมดเพื่อการปรับตั้งค่าเองของผู้ใช้งานอีกด้วย

ระบบ Kawasaki Quick Shifter เองก็ถูกติดตั้งลงมาบน Kawasaki ZX-4R (เฉพาะรุ่น SE) ทำให้การขับขี่ในสนาม ต่อรอบความเร็วได้อย่างต่อเนื่อง “ฟินสุดๆ” โดยไม่ต้องกำคลัทช์ ไม่ว่าจะเตะเกียร์ขึ้นหรือลงก็ตาม และการทำงานของควิกชิฟเตอร์ชุดนี้ก็นุ่มนวลดีมาก ไม่เสียจังหวะกระตุกเหมือนรถในคลาสมิดเดิลเวทหลายรุ่น โดยในรุ่น ZX-4R นั้นจะทำงานที่ 2,500 รอบขึ้นไปนั่นเอง


การควบคุมที่ไม่ยากเกินไป
ในแง่ของมิติรถและการควบคุมก็ยังใช้คำว่า “ขี่เล่นก็ดี ขี่ซ้อมก็ได้” อยู่ เนื่องจากท่าทางการนั่ง ความสปอร์ต และความสบายที่คาวาซากิให้มา รวมไปถึงการควบคุมแบบสนามแข่งก็ยังวางตำแหน่งร่างกายได้ง่าย ไม่รู้สึกผิดแปลกไปจากปกติ..
หากมองผ่านๆจะดูเหมือน ZX-25R ถอดแบบมาเลย แต่ต้องบอกว่ามันมีมิติการขับขี่ที่ค่อนข้างต่างกันเยอะอยู่ครับ.. โดยเฉพาะความสูงจากพื้นถึงเบาะนั่งที่ถูกขยับขึ้นมาอยู่ในระดับ 800 มม. จริงอยู่ว่าอาจจะยืนคร่อมรถ 2 ขา ยากขึ้นเล็กน้อย แต่การควบคุมนี่เข้ามือมากๆเมื่อของขับขี่ด้วยความเร็วบนสนาม

ตำแหน่งของเบาะนั่งคนขับและองศาแฮนด์ก็อยู่ในระดับพอดีๆกับการขับขี่ทั่วไปด้วย ไม่ได้ต้องก้มหมอบจนทำให้การขับขี่บนถนนลำบากจนเกินไป ถ้าจะให้เทียบก็เป็นตำแหน่งที่ใกล้เคียงกับ ZX-25 เพียงแต่เบาะที่สูงกว่าของ ZX-4R นั้นทำให้มันเพิ่มความสนุกกับความเร็วได้มากกว่า หรือใครที่ไม่ชอบหมอบมากก็ยังนั่งควบคุมได้สบายๆ โดยที่ไม่ได้ดูนั่งหลังตรงเหมือนทรงสปอร์ตทัวร์ริ่งนั่นเอง

Kawasaki ZX-4R ยังมีการปรับขอบยางหลังให้กว้างขึ้น รองรับการทำความเร็วในโค้งและองศาการเอียงที่มากขึ้นด้วย กับสเปกยางหน้า 120/70 – 17 และยางหลัง 160/60 – 17 รวมถึงระบบกันสะเทือนหน้าหัวกลับขนาดแกน 37 มม. ของ Showa (SFF-BP) ที่ในรุ่น SE นั้นสามารถปรับระดับพรีโหลดได้เองตามการใช้งานด้วย..

ก้าวสู่โลกอนาคต
หมดยุคจอดรถเพื่อเช็คโทรศัพท์แล้ว เมื่อหน้าปัดเรือนไมล์ของจักรยานยนต์ยุคใหม่มักมีฟังก์ชันเชื่อมต่อโทรศัพท์ผ่านแอปพลิเคชันมาให้เสมอ เหมือน RIDEOLOGY THE APP ของคาวาซากิ ที่เชื่อมต่อโทรศัพท์สมาร์ทโฟนของผู้ขับขี่ แสดงผลการแจ้งเตือนโทรศัพท์ หรือข้อความเข้าในสัญลักษณ์ไอคอน รวมถึงเรียกดูข้อมูลต่างๆของรถผ่านหน้าจอโทรศัพท์ได้ ไม่ว่าจะเป็นข้อมูลเส้นทางที่ขับขี่, ข้อมูลรายละเอียดต่างๆของรถ รวมถึงการตั้งค่าการแสดงผลข้อมูลบนหน้าปัดรถได้ โดยไม่ต้องอดทนกดปุ่มที่ตัวรถ..

นอกจากนี้หน้าปัดของ ZX-4R ยังปรับโหมดการแสดงผลได้อีก 2 รูปแบบ ที่มีรูปแบบการจับเวลาต่อรอบของการขับขี่ในสนามได้หรือ “Track Mode” ทำให้การนำ ZX-4R มาขับขี่ซักซ้อมในสนามก็ยังสามารถทำได้ดีด้วย

อย่างไรก็ดี หากมองที่ฟังก์ชันและสิ่งที่คาวาซากิจัดเต็มใส่ ZX-4R มาให้นั้น “น่าสนใจสุดๆอย่างไม่ต้องสงสัย” จะมีอยู่เพียงเรื่องเดียวเท่านั้นที่อยากจะแนะนำคือ เรื่อง “อาการช่วงล่างถูกเซ็ตมาให้เหมาะกับการขับขี่บนถนนทั่วไปมากกว่า” ทั้งความนุ่มนวล อัตราการยืด-ยุบ และตอบสนอง มีลักษณะค่อนข้างนุ่ม จนอาจจะทำให้การใช้งานหนักๆอย่างในสนามทดสอบครั้งนี้มีการส่ายสะบัดไปตามธรรมชาติ นั่นเอง.. ซึ่งอาการแบบนี้จะเป็นรถที่ใช้ขับขี่ทั่วไปได้ลงตัวมากๆนั่นเองครับ

สำหรับราคาของ Kawasaki ZX-4R นั้นเปิดตัวเริ่มต้นมาที่ 320,000 บาทและ 360,000 บาทในรุ่น SE ซึ่งจะได้ออพชั่นเสิรมทั้ง ควิกชิฟเตอร์, ชุดสี KRT, ชิลด์หน้าสีสโม้ค, ช่อง USB outlet, กันสไลด์ด้านข้าง และโช้คอัพหน้าปรับฟรีโหลดได้มาด้วย ..ส่วนรุ่นท็อปสุดอย่างรหัส RR นั้น ยังไม่มีข่าวการจำหน่ายในไทยนะจ๊ะ !


