ขยับพื้นฐานเฟรมของครุยเซอร์ยอดนิยมตระกูล Rebel จากฮอนด้า ปรับองศาซับเฟรม วางช่วงมิติใหม่.. บรึ้ม! เกิดเป็น The Honda Scrambler “CL” ซีรีส์!! คลอดออกมาก่อน 2 สไตล์ หัวใจสแครมเบลอร์ ..300 และ 500 ซีซี. และแม้ว่าหน้าตาภายนอกจะเหมือนกันเพียงใด แต่ภายในเป็นหนังคนละม้วน!

CL 300 – ลุยสนุกทุกย่านเครื่อง
ด้วยเครื่องยนต์คลาส 300 ซีซี. แบบเดียวกับที่ใช้ใน CRF 300 โมเดลลุยฝุ่นสุดมัน ถูกวางใส่เฟรมลักษณะแบบนี้ ทำให้ลักษณะการต่อเกียร์แต่ละช่วงมีความกระชั้นชิดตั้งแต่เกียร์แรก บนมิติรถสไตล์คลาสสิกสแครมเบลอร์.. แม้ว่ายืนขับขี่ไม่สะดวกเท่าไร แต่การขยับตัวขึ้นมาช่วงหน้ารถก็ยังถือว่าทำได้ง่าย สามารถนำไปขับขี่ลุยดินได้แบบขำๆ หรืออย่าจะปั่นสไลด์กับเพื่อนก็ทำได้แน่นอน

ที่สำคัญของเครื่องยนต์บล็อกนี้ คือ “ความมันส์” ที่จะขยี้คันเร่งได้จนสุดรอบ เสียงเครื่องยนต์สูบเดี่ยวรัวไต่รอบขึ้นไปอย่างรวดเร็ว รวมถึงน้ำหนักตัว 170 กิโลกรัม ที่เบากว่ารุ่น 500 อย่างเห็นได้ชัด ทำให้การโยกแฮนด์แอ็คชั่นได้มากกว่า.. อันจะดันความสนุกของการขับขี่ออฟโรดได้อย่างเต็มที่ ในลักษณะของการขี่ฝ่าอุปสรรคต่อเนื่องไปเรื่อยๆสู่จุดหมาย

CL 500 – บิดสนุก สไลด์กระจาย
ด้วยหัวใจขนาด 500 ซีซี. 2 สูบเรียง บล็อกยอดฮิตตลอดกาลของฮอนด้า เดินคาแรคเตอร์อยู่บนพื้นฐานความนุ่มนวล แถมยังเป็นบล็อกมีแรงบิดช่วงต้น “หนุบหนับ” เปิดแรงก็เด้ง เปิดนุ่มก็ชิลล์ แต่ด้วยความที่เป็นเครื่อง 2 สูบเรียง ทำให้การขับขี่ได้ฟีลลิ่งของรถสแครมเบลอร์ “รุ่นใหญ่” ที่ไม่เน้นขยี้รอบ แต่เมื่อต้องการแรงบิดก็พร้อมทะยานทันที

เสน่ห์ที่ขาดไม่ได้ของเครื่องสไตล์นี้ก็คือ “สุ้มเสียง” เดินท่อยกสูงมายาวเหยียด แต่กลับให้เสียงทุ่มที่ทำเอาใจสั่นได้ไม่น้อย และด้วยน้ำหนักตัวที่มากกว่า บาลานซ์น้ำหนักก็ย่อมหนักกว่า การควบคุมก็ต้องอาศัยทักษะที่ต่างไป แม้จะไม่ได้คล่องเคล่วเท่ารุ่น 300 แต่จังหวะที่ช้าลงของรุ่น 500 ก็ทำให้เรามองเห็นช่องทางที่จะขับขี่ได้เคลียร์จนสามารถเปิดคันเร่งได้ดังใจมากกว่านั่นเอง

บทสรุป CL – First Ride
นอกเหนือจากเครื่องยนต์แล้ว มิติการขับขี่ ควาวมสูงเบาะ องศาแฮนด์ ระยะยุบโช้ค ระบบเบรก “เหมือนกันหมดทุกอย่าง” เพียงอาจจะมีเซ็ตอัพระบบช่วงล่างให้เข้ากับน้ำหนักของแต่ละรุ่นเท่านั้น.. ทำให้คาแรคเตอร์ที่ต่างกันของ 2 เครื่องยนต์ ถูกจำกัดเอาไว้ด้วยท่าทางควบคุมในสไตล์สแครมเบลอร์ ลุยไปได้ในเส้นทางคล้ายๆกัน ..แน่นอนว่าลุยได้ไม่หนักเท่ารถสไตล์เอ็นดูโร่ แต่ก็ดีพอที่จะพาเพื่อนๆข้ามน้ำท่วม ลำธารเล็กๆตามสถานที่ตั้งแคมป์ได้ในระดับ “มิดล้อหน้า”! ขอแค่ระวังหินก้อนใหญ่ที่อาจจะกระแทกบริเวณท้องรถเท่านั้นก็พอ (หรือซื้อเพลทมาป้องกัน จบ!)

ส่วนใครที่เป็นสายใช้งานในเมืองก็ไม่ต้องน้อยใจเพราะออพชั่นเดิมๆของรถ CL นี้ ดีเกินพอสำหรับการขับขี่ได้ทุกๆวันแน่นอน.. โช้คก็นุ่ม เครื่องก็แน่น ประหยัดน้ำมัน ส่วนยางติดรถที่ให้มาก็หนึบ! ถ้าถนนแห้งๆ ฝุ่นน้อยๆ ก็เอียงได้จนพักเท้าขูดเลยจ้า

ทั้ง 2 รุ่น CL วางจำหน่ายในราคาสุดเร้าใจ เริ่มต้นที่ CL 300 ในเรท 149,900 บาท และ CL 500 ในเรทราคา 226,800 บาทเท่านั้น! พร้อมส่งมอบเป็นเจ้าของกันได้ทันทีแล้วด้วยนะจ๊ะ
ส่องรายละเอียดคลาสสิกสายลุย.. “New CL” The Honda Scrambler

พามาดูไฮไลท์แบบ “Close-Up” แทบชนลูกตา กับ New Honda CL ที่ชุบชีวิตรถตระกูล Rebel ให้เกิดใหม่ด้วยดีไซน์สุดเซอร์ไพรส์กับความกลมกล่อมของสไตล์ “คลาสสิก-สแครมเบลอร์” อย่างลงตัว แถมยังเปิดตัวทีเดียว 2 รุ่น 2 คลาส ในราคาสุดเร้าใจซะด้วย!
1. เครื่องยนต์
ใช้บล็อก 300 ซีซี. สูบเดี่ยว และ 500 ซีซี. 2 สูบเรียง รุ่นยอดนิยมของฮอนด้า.. ทั้ง 2 รุ่นมีการปรับแมปปิ้งช่วงรอบต้นให้ออกตัวได้ดีขึ้น ขี่ลุยทาง Off-Road ดีขึ้น รวมถึงใส่ระบบ Assist & Slipper Clutch มาให้เพื่ออำนวยความสะดวกในการใช้งาน.. กำคลัทช์ง่าย สบายมือ ล้อหลังไม่ล็อคจากการทดเกียร์..

2. ถังน้ำมัน
ถังน้ำมันดีไซน์เป็นเอกลักษณ์จากตระกูล Rebel ที่เห็นก็รู้ทันทีว่าเป็นรถโมเดิร์นคลาสสิกของฮอนด้า แปะแผ่นยางกันลื่นบริเวณช่วงเว้าขาทั้ง 2 ข้างเพื่อความกระชับมากขึ้นยามขับขี่รูปแบบต่างๆ และยังจุมากถึง 12 ลิตร

3. ท่อยกสูง
แสครมเบลอร์ทั้งทีก็ต้องท่อไอเสียยกสูงสิครับ! แม้จะลากยาวอ้อมใต้ท้องรถมาออกด้านหลัง แต่ก็ไม่ได้ทำให้สูญเสียแรงบิดไป.. กลับทำให้ซุ่มเสียงของ CL ทั้ง 2 รุ่น เร้าใจในสไตล์ของตัวเองโดยที่ไม่หนวกหูชาวบ้าน แถมยังลุยน้ำขังได้สบายๆจนมิดล้อ!

4. ช่วงล่าง
ระบบกันสะเทือนหน้าแบบเทเลสโคปิคขนาดแกนใหญ่ถึง 41 มม. เซ็ตอัพมาให้เหมาะกับน้ำหนักของแต่ละรุ่นได้อย่างลงตัว พร้อมระยะยุบกว่า 150 มม. ลุยฝ่าอุปสรรคได้พอประมาณ
ระบบเบรกมี ABS ติดตั้งมาให้ พร้อมปั๊มจาก Nissin หน้า-หลัง ทำงานคู่กับชุดยางดูอัลเพอร์โพสขนาด 19 (หน้า) และ 17 นิ้ว (หลัง)


5. แฮนด์ทรงกว้าง – เบาะปาดเรียบ
ควบคุมรถได้อย่างใจนึกกับแฮนเดิลบาร์ทรงสูง ที่มีองศาการนั่งควบคุมทั่วไปค่อนข้างผ่อนคลายเป็นธรรมชาติ แต่ก็เอื้อให้นำไปขับขี่แบบออฟโร้ดได้ด้วย มาพร้อมเบาะนั่งปาดเรียบตอนเดี่ยวให้ขยับร่างกายขึ้นลงตามตำแหน่งควบคุมได้ไม่ยาก


