เป็นโมเดลสปอร์ตไบค์คลาสเริ่มต้นจากฮอนด้าที่มีความ “น่าเล่น” อยู่เรื่อยๆ แม้ว่าโฉมนี้ทำตลาดมาหลายปีดีดัก และทุกครั้งที่มีข่าวไมเนอร์เชนจ์ออกมามักทำให้แฟนๆ หัวใจเต้นไม่เป็นจังหวะได้ตลอด..

ครั้งนี้มาพร้อม “โช้คอัพหัวกลับ” แบบใส่ให้ทั้งไลน์อัพ 500 ซีรีส์ กับรายละเอียดเล็กๆน้อยๆ ปรับจูนให้ขับขี่ได้ยอดเยี่ยมกว่าที่เคย.. การทดสอบขับขี่แบบเต็มฟีลลิ่งสปอร์ต Made in The Race ณ ช้าง อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต คำตอบที่น่าสนใจอย่างไรบ้าง? หากกำลังตัดสินใจรุ่นนี้อยู่ แนะนำอ่านให้จบ..

อัพเดตโดนใจ “โช้ค USD”
วัยรุ่นว้าวุ่นรถสปอร์ตคงถูกใจไม่ยาก และเป็นประเด็นหลักที่ตัดสินใจซื้อเป็นอย่างดี.. คือการใส่ “โช้คอัพหัวกลับสีทอง” นอกจากสวยงามตามลุคสปอร์ตแล้ว ทางฮอนด้าได้ปรับปรุงสมรรถนะให้สอดคล้องกับโช้คอัพชุดใหม่นี้อย่างลงตัว..
โช้คอัพหัวกลับ SFF-BP หรือ Separate Function Fork – Big Piston ขนาดแกน 41 มม. ถูกออกแบบมาให้เพิ่มความสามารถในการตอบสนองต่อการยุบ-คืนตัวและรับแรงกระแทกได้ดีมากขึ้นจากลูกสูบ Big Piston ดังกล่าว.. ทั้งนี้หากให้โช้คอัพชุดนี้มาเฉยๆโดยไม่ปรับอะไรเลยก็จะ “ดีดเกินไป”..


มีการปรับ “บาลานซ์น้ำหนัก” ลดน้ำหนักท้ายรถไปกว่า 1.5 กิโลกรัม ด้วยสวิงอาร์มใหม่ และวงล้ออลูมิเนียมขึ้นรูป ทำให้น้ำหนักลงไปอยู่ที่โช้คอัพหน้ามากขึ้น ลดภาระโช้คอัพหลังลง เพิ่มน้ำหนักให้พอดีกับโช้คอัพสุดหล่อชุดใหม่ไปในตัว
เมื่อนำมาขับขี่แบบสปอร์ตเต็มขั้นในสนาม ช้าง อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต โช้คอัพชุดนี้เรียกความมั่นใจ และความเสถียรในการตอบสนอง ระยะยุบที่เพิ่มมากขึ้นจากเดิม ปัจจุบันอยู่ที่ 108 มม. ทำความเร็วแล้วยกตัวขึ้นมาเบรกหนักๆก่อนพับลงโค้งทำได้น่าประทับใจ ..และเมื่ออยู่ในโค้งไม่มีอาการให้ต้องพะวงจึงสนุกกับเรซซิ่งไลน์ได้เต็มที่ ..สิ่งที่ควรระวังคงมีเพียง “อย่าลงเยอะเกินไป เดี๋ยวขาตั้งจะครูดพื้นแล้วพับลงกรวดได้”

เบรกใหม่ “หนึบจริง”
ใครที่เคยขี่รถฮอนด้ามาอาจแปลกใจกับคาแรคเตอร์ใหม่ของเบรกชุดนี้.. ด้านหน้าจานดิสก์คู่ ขนาดแกน 296 มม. พร้อมปั๊มเบรกเรเดียลเม้าท์ 4 พอทจาก Nissin ด้านหลังเป็นดิสก์เดี่ยวขนาด 240 มม. “จับเบรกเร็วมาก” เมื่อเทียบกับรุ่นก่อนๆที่เคยเป็นมา..จากเดิมที่เคยเป็นชุดเบรกแบบ “เป็นมิตร” ค่อยๆเบรก ค่อยๆไล่น้ำหนักได้ดี แต่อัพเดตนี้ได้เพิ่มประสิทธิภาพการเบรกให้หยุดรถได้ดียิ่งกว่าเดิม ทำให้การแตะก้ามเบรกไปเบาๆ รู้สึกได้ทันทีว่ามีการ “จับเบรกแน่น” แล้ว..

แม้ตอนแรกอาจต้องทำความคุ้นเคย พอเอาไปขับขี่ดุๆ จริงๆแล้วพบกว่า “เบรกอยู่มือดีจริงๆ” โดยเฉพาะการเบรกจากความเร็วสูงก่อนเข้าโค้งลึกๆ มีความเสถียร สามารถทำความเร็วต่อเนื่องได้มั่นใจมากขึ้น ซึ่งหากนำมาขับขี่บนถนนทั่วๆไปมีประโยชน์อย่างยิ่งเมื่อต้องเบรกกะทันหัน ..แน่นอนว่า ABS มีให้ หน้า-หลัง อยู่เหมือนเดิมนะ..

เครื่องยนต์ “แรง” สมคำว่า “บิ๊กไบค์”
เครื่องยนต์เดิมของ Honda CBR500R เป็นเครื่องยนต์ที่ถูกมองว่า “พอดีมือ” เมื่อนำมาชั่งน้ำหนักกับการใช้งาน.. โดยเฉพาะคนที่กำลังทำความรู้จักกับคำว่า “บิ๊กไบค์”.. คาแรคเตอร์ที่บิดปุ๊บมาปั๊บ เติมน้ำหนักก็รั้งคนขี่ไปด้านหลังเพียงเริ่มสัมผัส คือสิ่งที่มอเตอร์ไซค์บิ๊กไบค์มอบให้ผู้ขับขี่ได้โดดเด่นกว่ายานพาหนะอื่นๆ (ถ้าไม่นับซูเปอร์คาร์ตัวแรงคันหลายล้านล่ะก็นะ)


พละกำลัง 47 แรงม้า ที่ 8,600 รอบ พร้อมแรงบิด 43 นิวตันเมตร ให้คาแรคเตอร์ของความแรงที่ควบคุมได้ง่าย ไม่ล้นมือเหมาะสำหรับผู้ที่มีประสบการณ์ไม่เยอะ ..ท็อปสปีดครั้งนี้ทำได้ 171 กม./ชม. แม้มีช่วงเกียร์ที่หย่อนๆไปบ้างในบางเกียร์ เข้าใจว่าถูกออกแบบมาให้ “สนุกบนถนน” มากกว่าเป็น Track Focus..

หากให้เทียบความสนุกที่ CBR500R มอบให้ทั้งในรูปแบบ Street และ Track Use นั้นก็ขอแปะไว้ที่ช่วงกลางๆของทั้ง 2 อย่าง ..เอาเป็นว่าขี่เดินทางกำลังดี หรือเอาฟีลรถแข่งก็ได้.. โดยเฉพาะกับประเทศไทยที่ทางฮอนด้าดูแลจัดการอยู่ คุณสามารถออกบิ๊กไบค์ทรงสปอร์ตคันนี้มาหวดกิจกรรมแทรคเดย์ของเขาได้อย่างสบายๆ (ปีหนึ่งๆจัดหลายรอบด้วยนะ)

สรุป
Honda CBR 500 R เวอร์ชั่นล่าสุดนี้พร้อมวางจำหน่ายที่ 219,800 บาทกับ 3 สีสัน (แดง,เทา-เหลือง, เทาดำ) ..คงเป็นรถที่ตอกย้ำตำแหน่ง “มอเตอร์ไซค์บิ๊กไบค์รุ่นเริ่มต้น” ได้เป็นอย่างดี ยิ่งเพิ่มออพชั่นช่วงล่างให้ขับขี่เต็มคันเร่งได้มากกว่าเดิม “ลดความครึ่งๆกลางๆ” กับราคาที่ไม่ได้เพิ่มขึ้น ยิ่งช่วยเพิ่มอรรถรสให้กับการขับขี่ได้ไปอีก โดยเฉพาะนักขับขี่มือใหม่ Honda CBR500R สามารถเป็นคู่มือฝึกซ้อมให้เราชินกับความแรง หรือใช้ฝึกทักษะการขับขี่ก็ทำได้อย่างดี.. และอย่าลืมว่ายังมีอีก 2 โมเดลตระกูล 500 ซีรีส์ที่ได้รับอัพเดตโดนๆแบบนี้เช่นเดียวกัน ทั้งสายเน็กเก็ต CB500F และสายเดินทาง CB500F ด้วย.. “เลือกแบบที่ใช่ แล้วไปตำที่ศูนย์ Honda Bigbike ได้เลยครับ”


