

ขุมพลังไฮบริด 451 ซีซี.
หัวใจของ Ninja 7 HEV ที่ตั้งรหัสรุ่นตามสมรรถนะใกล้เคียงรถในคลาส 700 ซีซี. โดยที่ใช้ปริมาตรเครื่องยนต์เพียง 451 ซีซี. เท่านั้น.. เป็นเครื่องยนต์ 2 สูบ 4 จังหวะ ระบายความร้อนด้วยน้ำอย่างที่เราคุ้นเคยบนแพลตฟอร์มยอดนิยมทั้ง Ninja 400 และ Z400.. แต่! เพิ่มเติมการทำงานร่วมกับ Traction Motor และ แบตเตอรี่ด้วย จึงได้กำลังเครื่องสูงสุดถึง 58 แรงม้า พร้อมบูสต์ความแรงขึ้นไปด้วยฟังก์ชัน “E-Boost” (เพิ่มกำลังชั่วคราวไม่เกิน 15 วินาที) ได้อีกจนถึง 68.5 แรงม้าเลยทีเดียว

จุดเด่นของการใช้เครื่องยนต์ไฮบริดนี้ทำให้เราได้สัมผัสการใช้งานที่หลากหลายมากขึ้น ภายใต้มิติตัวถังแบบรถคาวาซากิคลาส 650-700 ซีซี. ทั้งการออกตัวจากจุดหยุดนิ่งให้ “ดึง” เทียบชั้นรถสปอร์ต 1,000 ซีซี. (เปิด E-Boost) ในขณะที่ตัวรถมีอัตราการกินน้ำมันอยู่ในเรทเครื่อง 250-300 ซีซี. เท่านั้น.. แม้กระทั่งเลือกรูปแบบการขับขี่ได้ว่าจะเปลี่ยนเกียร์ตามปกติ หรือขับขี่แบบออโต้ฯ ก็ทำได้

ระบบอิเล็กทรอนิกส์
ผู้ใช้งานสามารถเลือกปรับโหมดการขับขี่ให้เหมาะสมได้ด้วย 3 ตัวเลือกโหมดขับขี่ ..SPORT-HYBRID, ECO-HYBRID และ EV.. โดยที่โหมด EV หรือโหมดขับขี่ด้วยพลังงานไฟฟ้าล้วนนั้นจะมีการลดหลั่นแรงบิดและความเร็วลงมาพอสมควร สำหรับผู้ที่ต้องการขับขี่รถไปแบบ “ไร้เสียงรบกวน” หรือขับขี่ในระแวกชุมชนก็ดี


Ninja 7 HEV มีระบบ “Idling Stop” แถมมาให้ด้วย ช่วยตัดการทำงานของเครื่องยนต์สันดาป ที่เรามักจะเห็นในรถคลาส 150 ซีซี.ลงไปเท่านั้น พร้อมระบบ Automatic Launch Position Finder (ALPF) เมื่อรถหยุดนิ่ง ระบบจะช่วยเลือกปรับเป็นเกียร์ 1 ให้อัตโนมัติโดยไม่ต้องคลำหา

สุดท้ายกับระบบ “Walk โหมด” หรือโหมดช่วยเดินหน้า-ถอยหลัง สำหรับการเข็นจอดให้ง่ายขึ้น เหมาะมากเมื่อต้องทำการเข็นจอดรถใหญ่แบบนี้ แถมยังไม่ต้องสู้กับทางชันอีกด้วย

มิติรถ & ดีไซน์
Ninja 7 HEV ปรับใช้เมนเฟรมถักจาก Ninja 650 ให้วางเครื่องยนต์ 451 ซีซี. พ่วงระบบมอเตอร์ไฮบริดขนาด 9 kW พร้อมก้อนแบตเตอรี่ Li-ion ความจุ 48V เพื่อวางตำแหน่งบาลานซ์น้ำหนักได้ใกล้เคียงของเดิม ก่อนจะทำมาครอบด้วยชุดแฟริ่งเขียว-เทาตัดขอบกันดูล้ำอนาคต ต่างจากรถที่วางจำหน่ายในตลาดอยู่พอสมควร

ขณะที่ท่านั่งเป็นแบบเดียวกับ Ninja 650 เลยคือ “สปอร์ต-ทัวร์ริ่ง”.. นั่งหลังตรงๆสบายๆ หรืออยากจะหมอบหลบลมปะทะก็ทำได้ มีความเอื้อเฟื้อให้ขับขี่ด้วยท่าทางสปอร์ตได้ดี แถมบริเวณส่วนควบคุมรถก็ยังดูพรีเมียมด้วยชุดหน้าปัด Full Digital TFT ที่เลือกปรับโหมดแสดงผล เชื่อมต่อแอปฯ Kawasaki Rideology ได้ด้วย

คาวาซากิเล็งแพลตฟอร์ไฮบริดนี้เป็นโมเดลที่จะขยับขยายไปขายทั่วโลก เนื่องจากมีประยุกต์กับการขับขี่ได้หลายรูปแบบ ทั้งประหยัดน้ำมัน เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และช่วยเพิ่มสมรรถนะได้อย่างยิ่งยวด ที่สำคัญคือแก้ปัญหายานยนต์ EV ได้ตรงจุด อย่างเรื่องระยะทางวิ่งต่อ 1 ชาร์จก็จะทำได้ดีขึ้นหากใช้แพลตฟอร์มนี้เป็นพื้นฐาน.. ซึ่งเป็นรูปแบบที่พร้อม “Mass Produce” หรือผลิตทีละมากๆได้ ..อย่างไรก็ดี “ยังไม่ประกาศราคา” เพียงแต่บอกว่าพร้อมจำหน่ายยุโรปภายในเมษายน ปี 2024 เท่านั้นครับ



