มาแล้ว! “All New Honda Rebel 1100” เชือด 6 ประเด็นร้อน ครุยเซอร์แรงจัด อัดเทคโนโลยีแน่นปึ้ก!!

ข้อมูล : powersports.honda.com
แปล/เรียบเรียง : GUN1000R
มาแล้ว! “All New Honda Rebel 1100” ..เชือด 6 ประเด็นร้อน ครุยเซอร์แรงจัด อัดเทคโนโลยีแน่นปึ้ก!!

จะเป็นอย่างไรถ้าโมเดลที่ถูกอกถูกใจนักเดินทางทั่วโลกอย่าง Honda Africa Twin 1100 สลัดคราบสายลุยออกไป แล้วใส่ “ความร็อค” เข้ามาแทนที่ ..
ใช่ครับ นั่นคือไอเดียคร่าวๆที่จะทำให้ทุกท่านเข้าใจเจ้า All New Honda Rebel 1100 นี้ได้ง่ายดายมากยิ่งขึ้น.. กับ 6 ประเด็นที่ว่าทำไมมันถึงเป็น “คลาสสิคครุยเซอร์ที่เปี่ยมไปด้วยความแรง และเทคโนโลยีพร้อมเดินทางสุดๆ!!”..

1. เครื่องยนต์ 1,100 ซีซี.
แบบเดียวกับที่เราเคยได้สัมผัสกันในแอดเวนเจอร์ไบค์ตัวเก่ง Honda Africa Twin.. เครื่องยนต์ 2 สูบเรียง 1,084 ซีซี. ที่ได้รับการปรับจูนให้ดุน้อยลงหน่อย เพิ่มความสามารถในการควบคุมให้มีแรงม้าอยู่ “ต่ำร้อย” เหมาะสมกับการขับขี่สไตล์ครุยเซอร์ โดยที่ยังมีเรี่ยวแรงรอเติมอีกเหลือเฟือทั้งในรอบกลางและรอบสูง

..หายห่วงเรื่องสุ้มเสียงกับการวางองศาการจุดระเบิดที่ 270 องศา ทำให้เรายังคงมีอาการใจเต้นแรงได้ทุกครั้งของการเปิดคันเร่ง (ลองเปิดคลิปเสียงเครื่องยนต์ของไทรอัมพ์ฟังประกอบ)

2. Cruise Control และ DCT
ด้วยเครื่องยนต์คลาส 1,000 ซีซี. จึงดูเหมือนว่ามันถูกสร้างมาเพื่อตอบโจทย์การเดินทางไกล ดังนั้นจะมีอะไรสบายไปกว่าการมีระบบ Cruise Control ติดรถมาให้ด้วย

และเอกสิทธิ์เฉพาะรถจักรยานยนต์ฮอนด้ากับระบบเกียร์ Dual Clutch Transmission หรือ DCT ที่เราคุ้นเคย ให้ประสบการณ์ความสบายของเกียร์อัตโนมัติ โดยมี “ฟีลลิ่ง” ของการขับขี่มอเตอร์ไซค์หลงเหลืออยู่ จะปล่อยออโต้ฯก็ได้ หรือกดชิฟท์เกียร์เองก็ทำได้ง่ายไม่แพ้กัน..

3. เทคโนโลยี “เพียบ”
นอกเหนือจากตัวชูโรงอย่างระบบ Cruise Control และ DCT แล้ว ก็มีออฟชั่นอื่นๆอีกมากที่ทางฮอนด้าใส่เข้ามาให้มันเหมาะสมกับตำแหน่ง “พี่ใหญ่” ของไลน์อัพนี้ ไม่ว่าจะเป็น..
“คันเร่งไฟฟ้า Throttle by Wire” ที่ให้ผู้ขับขี่สามารถเข้าถึงฟีเจอร์สำคัญๆได้ ทั้ง Honda Selectable Torque Control (หรือแทรคชั่นคอนโทรลนั่นแหละ) ที่ปรับเลือกความละเอียดได้อีกถึง 4 ระดับ..
ตามด้วยการปรับระดับ “คันเร่ง” ได้อีก 4 โหมด Road, Rain, Sport ที่มีพละกำลังมาตอบสนองต่อการเปิดคันเร่งในองศาที่เท่ากันด้วยพละกำลังที่ต่างกันตามความเหมาะสมของสภาพถนน และออพชั่นการเลือกปรับระดับเองได้อีกในโหมด User เพื่อการตอบสนองอัน “ถูกจริต” ของแต่ละคนนั่นเอง

และระบบ Wheelie Control ซึ่งทำงานแบบเดียวกันกับ Honda Selectable Torque Control สามารถปรับความละเอียดได้อีก 3 ระดับ ก็ยังถูกใส่มาใน Rebel 1100 คันนี้อีกด้วย แบบเดียวกับ Honda CBR 1000RR-R Fireblade รุ่นล่าสุดนั่นแหละ!!

4. “อเนกประสงค์(?)”
เป็นคำที่ไม่น่าพบเจอในโมเดลที่เน้นการตอบสนองต่อรสนิยมจ๋าๆแบบนี้.. แต่ยุคสมัยมันเปลี่ยนไปแล้ว! อะไรๆก็ต้องถูกปรับให้เข้ากับ “ไลฟ์สไตล์” สมัยใหม่บ้าง.

กับออพชั่น “กล่องเก็บของอเนกประสงค์ใต้เบาะขนาด 3 ลิตร” ซึ่งเป็นพื้นที่กว้างๆเหลือเฟือสำหรับการเก็บของจิปาถะ จะเป็นเสื้อคลุม แว่นตา กระเป๋าสตางค์ เอกสาร กล้องถ่ายภาพ หรือจะเสียบชาร์จแบตฯให้กับอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ต่างๆก็ทำได้ง่ายๆ ด้วยช่องชาร์จแบบ USB-C ที่มีมาให้ก็ได้!!

5. ขับขี่ได้แบบ “สบายกาย สบายใจ”
“สบายกาย” ด้วยท่านั่งขับขี่แบบที่ผู้หญิงตัวเล็กๆก็ขี่ได้ ถังน้ำมันด้านหน้าทรงเพรียวบาง ขนาด 13.5 ลิตร (+สำรอง 4 ลิตร) , ความสูงเบาะนั่งจากพื้นเพียง 698.5 มิลลิเมตรเท่านั้น พร้อมน้ำหนักรวมของเหลวที่ราวๆ 220 กิโลกรัม กับท่านั่งควบคุมที่มีการออกแบบความสมดุลของการขับขี่ในทางตรงและทางโค้งเอาไว้ได้อย่างดี..

นอกจากนี้ยังเพิ่มความสบายกายขึ้นอีก 1 ต่อ ด้วยช่วงล่างด้านหน้าขนาดใหญ่ของโช้คอัพเทเลสโคปิคขนาดแกน 43 มม. ทำงานร่วมกับโช้คอัพหลังเดี่ยว Pro-Link แบบเดี่ยวกับรถในตระกูลสปอร์ตประจำค่าย..
และ “สบายใจ” ด้วยระบบช่วยเหลือความปลอดภัยของระบบเบรก ABS หน้า-หลัง ที่ทำงานร่วมกับปั๊มเรเดียลเม้าท์ด้านหน้า ดิสก์เดี่ยว 330 มม. และดิสก์เดี่ยวขนาด 256 มม. ด้านหลัง

นอกจากนี้ระบบไฟส่องสว่างก็เป็นแบบ Full LED รอบคัน โดยเฉพาะโคมไฟหน้าแบบ LED 4 ดวง มีความสวยงามแบบเฉพาะตัวไม่เหมือนใคร.. ซึ่งปกติเรามักจะเห็นลักษณะโคมแบบนี้ในอะไหล่แต่งเท่านั้นแหละ!

6. แต่งง่าย!
อยากเดินทางแบบเบาๆสบายๆ? มีคนซ้อน? เพิ่มที่ขนสัมภาระ? ..สิ่งเหล่านี้สามารถเลือกปรับแต่งเองได้ตามใจ ทั้งแบบออพชั่นที่มีให้เลือกก่อนรับรถออกจากโรงงาน หรือจะเลือกปรับแต่งส่วนต่างๆของรถก็ทำได้ง่าย เช่น ส่วนหลังของรถที่เรามักจะถอดประกอบ เบาะนั่ง พักเท้าหลัง หรือวางตะแกรงสัมภาระก็ทำได้ง่ายๆ แค่ไขน็อตไม่กี่ตัวออก ..ฮอนด้าเขาคิดมาให้แล้ว..

สำหรับใครที่ขี้เกียจหาอะไหล่แต่งให้มันวุ่นวาย ก็มีไลน์อัพของแต่งแบบ Official จากฮอนด้ารออยู่อีกมากมายเช่นกัน..

ส่วนเรื่องราคาก็ต้องรอดูกันอีกทีว่ากว่าจะมาถึงมือคนไทยนั้นจะตกตะกอนกันที่เท่าไร แต่ถ้าไปส่องฝั่งอเมริกา
ตอนนี้ล่ะก็อยู่ที่ $9,299 ( ราวๆ 280,000 บาท) หรือรุ่น DCT ในราคา $9,999 (301,000 บาท) !