Royal Enfield ‘Classic 350’ เต็มรสคลาสสิก ตะลุยเที่ยวใกล้กรุงฯ

เรื่อง : กัน1000R
ภาพ : Royal Enfield Thailand

น่าจะเป็นเป้าหมายที่ไม่ยากเกินไปหาก Royal Enfield ต้องการเข้าถึงกลุ่มนักบิดรุ่นใหม่ ประสบการณ์น้อยให้สัมผัสกับความคลาสสิกจากแบรนด์เก่าแก่นี้ได้อย่างง่ายดายที่สุด.. Classic 350 น่าตอบโจทย์ดังกล่าวได้อย่างดี ..อย่างน้อยกับทริป สามพราน-รัชดา ทำให้ผมประทับใจพอตัวเลยล่ะ

“350” เซกเมนต์ใหม่จาก Royal Enfield
ต่อยอดความสำเร็จจากคลาสพี่ใหญ่อย่าง 650 Twin สู่การพัฒนาเครื่องยนต์สูบเดี่ยว 350 ซีซี. ที่เสถียรและไว้ใจได้ออกมาเป็นผลสำเร็จในโมเดล Meteor 350 จนได้รับเสียงตอบรับอย่างท่วมท้นเมื่อปีก่อน.. ล่าสุดกับการขยายเซกเมนต์ให้แข็งแรงมากขึ้น.. “Classic 350” คือโมเดลที่ได้เครื่องยนต์คาแรคเตอร์ชัดบล็อกนี้ติดตั้งมาเป็นหัวใจ สัมผัสคาแรคเตอร์สูบเดี่ยวได้เต็มมือแบบไม่ชาร่างกาย ด้วยการติดตั้งบาลานเซอร์มาให้ (วางแก้วน้ำได้ไม่หก!) แรงบิดพอมือที่ 27 นิวตันเมตร 20 แรงม้า พร้อมสุ้มเสียง “ไพเราะมาก” นี่ขนาดว่าเป็นท่อเดิมผ่านมาตรฐาน EURO4 ด้วยนะ..

สตาร์ทใจกลางเมือง
เสียงขบวน Classic 350 จำนวน 5 คัน ลั่นขึ้นพร้อมเพรียงกัน ณ จุดสตาร์ท CW Tower ไม่ห่างจากเซ็นทรัลพระราม 9 มากนัก เป็นการเริ่มภารกิจที่แอบหนักใจผู้ขับขี่ เพราะเราต้องเริ่มเดินทางตั้งแต่เวลา 8.30 หรือช่วง “ไพร์มไทม์” รถติดที่สุดใจกลางเมืองนั่นเอง..

รัชดา-วงศ์สว่าง-กาญจนาภิเษก.. 3 ด่านรถเยอะของชาวเมือง แต่ไม่เป็นปัญหาเท่าไรบนหลังเบาะ Classic 350 ด้วยช่วงแฮนด์ที่แคบกว่ารุ่น Meteor 350 สามารถมุดฝ่าการจราจรหนาแน่นได้ค่อนข้างถนัด ติดก็แค่ระดับของกระจกที่อยู่พอดีระดับกับกระจกมองข้างของรถยนต์อาจต้องใช้ความระมัดระวังบ้างเล็กน้อยเท่านั้น

ส่วนที่ชอบที่สุดของ Classic 350 ช่วง City Ride เป็นคาแรคเตอร์ “ตุบตับ” ในรอบเครื่องยนต์ต่ำ มันให้ฟีลลิ่งดิบเถื่อนในสไตล์คลาสสิกดี ส่วนใหญ่รถที่ทำมาตรฐาน Euro4 ขึ้นไปมักจะสูญเสียเอกลักษณ์ตรงจุดนี้กันซะมาก และแรงบิด 27 นิวตันเมตรก็ดูพอเหมาะพอดีเมื่อต้องการเร่งแซง “ไม่แรงเกินไป” ไม่ต้องกลัวว่าจะพุ่งไปเสียบรถยนต์ที่จอดอยู่เอาได้ง่ายๆ”

ไฮเวย์ไหวอยู่
เมื่อเริ่มผ่านพ้นช่วงรถติด เราก็เจอกับด่าน “ไฮเวย์” ก่อนมุ่งสู่ถนนอักษะสุดสวย.. ซึ่งต้องรับมือกับฝูงรถสิบล้อ รถพ่วง ต้องตั้งสมาธิรับมือกับช่วงความเร็วสูง.. ดีที่ Classic 350 ยังเหลือแรงม้าให้เราขยี้ต่อได้ แม้แรงบิดจบไปตั้งแต่ 4,000 รอบแล้ว แต่น้ำหนักตัว 195 กิโลกรัมเข้ามาช่วยให้รถไหลในความเร็ว 100+ กม./ชม. ได้ดียิ่งขึ้นไปด้วย

ต้องบอกว่าตัวรถยืนพื้นที่ 100 กม./ชม. ได้สบายมากๆ ความเร็วสูงสุดที่ได้ลองอยู่ราวๆ 120 กม./ชม. เท่านั้น.. อย่าลืมว่านี่คือมอเตอร์ไซค์ทรงคลาสสิก การมีลมปะทะ ความสั่นไหวของเครื่องยนต์คือเสน่ห์ของมัน และ Royal Enfield Classic 350 ประมวลผลสิ่งเหล่านี้ออกมาให้สัมผัสในรูปแบบที่ดี ..ส่วนถ้าอยากขี่เร็วกว่านี้ลองหาชิลด์บังลมหรือขยับ ซีซี. ดูครับ

แวะถ่ายรูปกับแลนด์มาร์ค
รถสวย จัดวางท่าไหนก็ได้ฟีล หรือหาทีมงานช่วยถ่ายภาพตอนขับขี่ก็ดูดีไปอีกแบบ.. ทริปนี้เรามาเที่ยวนครปฐมบริเวณสามพราน ซึ่งมีแหล่งท่องเที่ยวที่เข้ากันกับรถเยอะอยู่เหมือนกัน..​ จุดแรกแวะถ่ายรูปฝูง Classic 350 กันที่ถนนอักษะ ก่อนมุ่งหน้าไปถ่ายรูปคู่กับรถที่ไลฟ์สไตล์สตูดิโอ “ชมเฌย” ที่อยู่ก้ำกึ่ง กรุงเทพฯ-นนทบุรี-นครปฐม.. ถ่ายรูปรถสไตล์คลาสสิกกับพร็อพย้อนยุค 70-80 ก็ดูเข้าทีไม่น้อย

“งานประกอบ” ของ Meteor 350 เป็นอีกจุดที่ต้องชมเชย ..คล้องจองกับสถานที่ถ่ายภาพของเรา..​เห็นได้ชัดว่า Royal Enfield มีพัฒนาการที่ดีมากในจุดนี้ การออกแบบชิ้นส่วน เฟรม เบาะนั่ง ทำได้ดีขึ้นมากหากเทียบกับรุ่นแรกๆที่ทำตลาดในบ้านเรา..

ส่วนที่ชอบที่สุดยกให้บริเวณคอนโซลหน้าไปเลย.. ไฟกลมพร้อมไฟหรี่ กับหน้าปัดเรือนไมล์อนาล็อคซ่อนจอแสดงผลดิจิทัลไว้ตรงกลาง บอกข้อมูลได้ครบถ้วน ปริมาณน้ำมันเชื้อเพลิงในถัง, ระยะทางรวม, ทริป 1-2, นาฬิกา, ไฟสถานะประหยัดน้ำมัน และไฟเตือนเมื่อควรนำรถเข้าไปตรวจเช็คที่ศูนย์บริการ..

ช่วงล่าง(รถ) ที่ดีต่อช่วงล่าง(คน)
การเดินทางไป จุดหมายปลายทาง “Memory House Cafe สามพราน” คาเฟ่สุดน่ารักพร้อมมุมถ่ายรูปสวยๆทั่วร้าน.. (ลองเสิร์ชกูเกิ้ลตามไปได้) ผมค้นพบความจริงอันน่าทึ่งอีกจุดของ Classic 350 คือ “ช่วงล่าง” ซึ่งทำงานได้ลงตัวกับรูปแบบการขับขี่ในทริปนี้ รถมีการปรับองศา ท่านั่งให้ก้มลงมาข้างหน้ามากขึ้น เบาะนั่งคนขับที่นุ่มกว่ากันมาก ดูเหมือนจะเป็นส่วนช่วยลดภาระน้ำหนักที่กระทำลงโช้คหลังได้มาก จนทำให้สมรรถนะการซับแรงกระแทกออกมาได้น่าประทับใจอยู่ในเกณฑ์ดีมาก ทั้งยังสามารถใส่น้ำหนักเพิ่มได้อีกหน่อยก็หนึบอยู่ ไม่ว่าจะเป็นพวกอุปกรณ์ตั้งแคมป์ อุปกรณ์ออกทริปถ่ายรูป หรือแม้กระทั่งคนซ้อนก็ตาม..

สิ่งที่ผมรู้สึกพิเศษมากๆของ Royal Enfield Classic 350 นั่นคือการที่เขามีรุ่นย่อยให้เลือกเยอะมากๆ รวมชุดสีทั้งหมดนับได้ถึง 9 สี! โดยราคาเริ่มต้นนั้นอยู่ที่ 139,900 บาทในสี Halcyon Green, Halcyon Grey, Halcyon Black.. 147,000 บาทในสี Signal Marsh Grey, Signal Desert Sand.. 154,000 บาท รุ่น Dark Stealth Black, Dark Gunmetal Grey (ล้อแม็ก) และรุ่นท็อปสุดสี Chrome Red, Chrome Bronze ที่ราคา 155,000 บาท.. เป็นเซ็ตราคาของมอเตอร์ไซค์ไซส์

350 ซีซี. ที่เข้าถึงง่ายมาก!!
บทสรุปโดยรวมขับขี่แบบ “ท่องเที่ยว” ทริปนี้ก็ถือว่าสนุกได้บรรยากาศดี และพบว่ารถมอเตอร์ไซค์ที่ “ช่วงล่างดี” มีชัยไปกว่าครึ่ง ส่วนความสวยงาม ความหล่อดุดันของ Classic 350 คันนี้ขอมอบให้เป็นผลงานของทีมงาน Royal Enfield ที่ส่งรถดีๆ กับช่างภาพฝีมือเยี่ยมมาเก็บงานให้เป็นความทรงจำของเรา ..ถ้ามีโอกาสทีมงานโมโตครอส อยากจะขอมารีวิวเต็มๆสมรรถนะบ้าง รอชมได้เลย!