รีวิว Aprilia RSV4 1000 RR ที่สุด!! ซูเปอร์ไบค์สาย Street

เรื่อง: GUN1000R / ภาพ: TAN Dharmajāti

…Aprilia RSV4 1000 RR ส่งท้ายโฉมนี้ด้วยความ “ใกล้เคียงเพอร์เฟคที่สุด” ของทุกอย่างที่รถสตรีทไบค์ต้องการ….เต็มเปี่ยมด้วย “ฟีลลิ่ง” แบบรถแข่งสไตล์ Aprilia เต็มระบบ ..ครั้งนี้ผมจึงขออนุญาตหยิบประเด็นความสุดของ RSV4 1000 RR คันนี้มาให้ชมกัน กับโมเดลซูเปอร์ไบค์ตัวท็อปสายพันธุ์แชมป์โลก 54 สมัยตลอดกาลอิมพอร์ตอิตาลี “Aprilia RSV4 1000 RR” คันนี้..


เครื่องยนต์ 999.6 ซีซี. 4 สูบ V4
เครื่องยนต์แบบเดียวกัน เทคโนโลยีเดียวกันกับโมเดล Aprilia RSV4 1100 Factory ต่างแค่ปริมาตรความจุเท่านั้น (1,070 ซีซี. และ 999.6 ซีซี.) ส่งผลให้ซูเปอร์ไบค์ที่ถูกออกแบบมาเน้น Street Use คันนี้ได้รับตัวเลขแรงม้ามาเต็มๆ 201 แรงม้า ที่ 13,000 รอบ พร้อม แรงบิดสูงสุดถึง 115 Nm ที่ 10,500 รอบ

ความโดดเด่นที่สุดของ RSV4 1000 RR คือเรื่อง “การส่งกำลังและคาแรคเตอร์ความดิบ” เพราะเพียงแค่เริ่มเปิดคันเร่ง ..แม้ในโหมดที่เป็นมิตรที่สุดอย่างโหมด Sport.. ก็มีแรงกระชากเหลือล้นมากๆ รวมถึงคันเร่งที่ต้องใช้ความละเอียดลออมากพอสมควรในการขับขี่ให้นุ่มนวล ดังนั้นเมื่อลักษณะนิสัยของคันเร่งและเครื่องยนต์เป็นแบบนี้จึงทำให้การขับขี่แบบ “กดให้จมไมล์” สามารถทำได้อย่างสนุกสนานเปรี้ยงปร้างมากๆ ถ้าให้เทียบกับรถซูเปอร์ไบค์ค่ายยุโรปอื่นๆแล้วผมคงจัดให้ RSV4 1000 RR คันนี้มีความดิบอยู่อันดับต้นๆ เนื่องจาก“เต็มฟีลลิ่งรถแข่งมากๆ”

โครงสร้างแบบรถแข่ง
นอกจากเป็นการสืบต่อดีเอ็นเอของเฟรมจากรถแข่ง RS-GP.. เป็นรถรุ่นเดียวในตลาด ที่ให้ผู้ขับขี่สามารถปรับระยะต่างๆให้เข้ากับตัวเองได้ ทั้ง ตำแหน่งเครื่องยนต์, ตำแหน่งโช้คอัพหน้า, ข้อต่อสวิงอาร์ม และความสูงด้านหลัง


..ใช่ครับ การปรับแต่งจุดยึด ข้อต่อ องศาต่างๆเหล่านี้ เหมือนรถที่ใช้ในการแข่งขันจริงๆนั่นเอง ซึ่งทำให้มิติการขับขี่ใช้งานต่างไปจากเดิมและส่งผลต่อการขับขี่มากพอสมควร ช่วยเสริมผู้ขับขี่ให้มีท่าทางการควบคุมที่สอดรับกับร่างกายของแต่ละคนมากยิ่งขึ้น หรือ “ขี่ได้ถนัดมากขึ้น”


ช่วงล่างปรับแต่งได้เต็มระบบ
แม้จะไม่สามารถปรับแต่งได้แบบ On the Go เหมือนรุ่น 1100 Factory แต่ก็ถือว่าช่วงล่างที่ได้มาเป็นมาตรฐานติดรถของ RSV4 1000 RR นั้น อยู่ในระดับท็อปคลาส เพราะความสามารถในการปรับแต่งได้เต็มระบบยังมีอยู่เต็มๆ เพียงแค่ต้องกระทำให้เสร็จ “ก่อนขับขี่” โดยการใช้ประแจไขตั้งค่าได้ทั้งโช้คอัพหน้าและหลัง ..
ด้านหน้าใช้โช้คหน้าหัวกลับขนาดแกน 43 มม. SACHS ปรับระดับสปริง Pre-load, Hydraulic Compression และ Rebound Damping ละเอียดพอสมควร ส่วนตัวคิดว่าการตั้งค่าเดิมๆมาจากโรงงานก็เพียงพอต่อการขี่ใช้งานทั่วๆไปแล้วครับ (น้ำหนัก 68 กก. ไม่รวมอุปกรณ์)

ด้านหลังเป็น SACHS Monoshock มีระยะยุบถึง 130 มม. เพื่อการขับขี่ในรูปแบบถนนทั่วไปได้อย่างมีประสิทธิภาพ รองรับรูปแบบถนนที่ไม่สามารถคาดเดาได้ ไม่ว่าจะหลุมบ่อ หรือแม้แต่ในพื้นที่ต่างๆ ที่มีรูปแบบถนนไม่แน่นอน การรองรับแรงกระแทกทำได้ดีอย่างมาก ช่วยประคองและควบคุมรถเมื่อเจอกับหลุมที่ไม่คาดคิดได้ดี ..ต่างจากโมเดล 1100 Factory ที่มีระยะยุบเพียง 115 มม. เพื่อการใช้งานบนสนามแข่งเป็นหลัก โดยสามารถปรับระดับได้เต็มระบบเช่นเดียวกับด้านหน้า Hydraulic Compression, Rebound Damping, สปริง Pre-load และระยะ centre-to-centre

ระบบเบรก
เป็นอีกส่วนที่ผมชื่นชอบเพราะเมื่อทำการขับขี่ด้วยความเร็วแล้วกดเบรกเนี่ยรู้สึกว่าคุมรถได้อยู่มือมากๆ สามารถทำได้ใกล้เคียงกับลักษณะการเบรกในสนามแข่ง การไล่น้ำหนักเบรกของปั๊มเบรก Brembo M50 ทำได้ดี ผู้ที่มีประสบการณ์ขับขี่ไม่มากก็สามารถควบคุมรถได้ แม้จะไม่ได้ BremboStylemaเหมือนรุ่น 1100 Factory แต่ถ้ายึดหลัก “ขับขี่บนถนนปกติ” แล้วล่ะก็ เบรกชุดนี้ “อยู่มือมากๆ” แล้ว ..คงไม่ต้องใช้การระบายความร้อนที่มากมาย เหมือนรุ่น Stylemaหรอก..
ส่วนด้านหน้าใช้จานดิสก์คู่ขนาด 330 มม. และจานดิสก์เดี่ยวด้านหลังขนาด 220 มม. ทั้งนี้มาพร้อมระบบ ABS จาก Bosch ที่ให้ฟังก์ชั่น Cornering ABS มาด้วย ปรับได้ 3 โหมด ทำงานร่วมกับ Aprilia RLM (Rear Liftup Mitigation) ช่วยจำกัดระยะการยกของล้อหลังเมื่อทำการเบรกหนักๆ (แบบในสนามแข่ง) ช่วยให้การหยุดหรือลดความเร็วจากช่วงความเร็วสูงนั้นปลอดภัยและทำได้อย่างมั่นใจมากยิ่งขึ้นด้วย
ระบบช่วยเหลือการขับขี่ APRC
หรือ Aprilia Performance Ride Control คือระบบช่วยเหลือการขับขี่ที่ติดตั้งมาอย่างจัดเต็ม มีเอกลักษณ์แตกต่างจากคู่แข่งร่วมคลาส โดยเฉพาะในแง่ของการใช้งานที่ทุกๆการตั้งค่าสามารถกระทำได้ทันที แม้ยามขับขี่อยู่ด้วยปุ่มกดง่ายๆบริเวณประกับแฮนด์ซ้าย-ขวา ทั้ง ApriliaTraction Control (ATC) 8 ระดับ, Aprilia Wheelie Control (AWC) 3 ระดับ Aprilia Launch Control (ALC) 3 ระดับ (ในสนามเท่านั้น), Aprilia Cruise Control (ACC), Aprilia Speed Limiter (APT) และ Aprilia Quick Shifter (AQC)


สำหรับการปรับค่าต่างๆนั้นจะสั่งการผ่านปุ่มกดจอยสติ๊กด้านซ้าย แสดงผลผ่านหน้าจอ Full Digital TFT ซึ่งมีการแสดงผลให้เลือกอีก 2 รูปแบบเพื่อการขับขี่ Street Use และ Track Use ที่จะโชว์เวลาต่อรอบแทนตัวเลขความเร็ว และรอบเครื่องยนต์

ขณะที่การปรับระดับของ ATC 8 ระดับมีปุ่ม + และ – อยู่บริเวณล่างของประกับแฮนด์ด้านซ้ายแทนที่การกดปุ่มเมนูแบบระบบอื่นๆ ซึ่งถือว่าสอดคล้องกับการใช้งานได้อย่างดี เพราะเป็นค่าที่ต้องปรับขึ้นลงให้เข้ากับสภาพถนนที่ต้องขับขี่ทั่วไปอยู่บ่อยๆ

ประกับแฮนด์ด้านขวาเป็นปุ่มสวิตช์ OFF-RUN แล้วเมื่อกดปุ่มสตาร์ทเครื่องยนต์ค้างไว้ประมาณ 3 วินาที ยังเป็นการเลือกปรับโหมดแมปปิ้งของเครื่องยนต์อีก 3 แมปปิ้งด้วย นั่นคือโหมด Sport, Racing และ Track หรือสนามแข่ง.. ถ้าให้ผมแนะนำสำหรับการขับขี่สนุกๆล่ะก็.. แค่โหมด “เบาที่สุด” อย่าง Sport ก็คือมันสุดๆแล้ว แถมมีการปรับเพิ่มความนุ่มนวลของคันเร่งในรอบต่ำ การบิดๆหยุดๆ ในรูปแบบ City Use จึงทำได้อย่างคล่องตัวทีเดียว
ส่วน 2 โหมด Racing และ Track ที่เหลือก็คือการจัดเต็มคันเร่งและแรงม้าให้สุดเหวี่ยง การประนีประนอมคันเร่ง และสมูทเครื่องยนต์ที่รอบต่ำจะหายไป เหลือแต่เพียงความมันบนรอบสูงเท่านั้นซึ่งก็ถือว่าเป็นอีกจุดที่ “สุด” ในเรื่องความดิบ ให้ผู้ขับขี่ได้สัมผัส “ฟีลลิ่งรถแข่ง” อย่างเต็มกราฟ

สรุป
….นี่คือรถสปอร์ตจาก Apriliaที่ถูกกำหนดมาให้มีคาแรคเตอร์ของ “ความสนุก” อยู่เต็มเหนี่ยว ด้วยเครื่องยนต์คลาส 1,000 ซีซี. ออกแบบมาให้มีน้ำหนักเบา ลดอัตราการสึกหรอ เปี่ยมไปด้วยความดีดเด้ง แต่กลับส่งพละกำลังความแรงอย่างได้อย่างสมูทลื่นไหลเมื่อทะยานไปรอบสูง ..เป็นแบรนด์เดียวที่โครงสร้างสามารถปรับตั้งค่าให้เข้ากับสรีระของผู้ขับขี่ได้ ..ช่วงล่างลงตัวกับการขับขี่บนถนนทั่วๆไปมาก ให้ความรู้สึกนุ่มสบาย คุมรถได้อยู่มือ แต่ก็ปรับแต่งเพิ่มได้หากต้องการนำไปขับขี่ในรูปแบบที่ต่างออกไป พร้อมระบบ APRC ให้ปรับตั้งค่าต่างๆได้อีกสารพัด
กับราคาค่าตัวที่ 949,999 บาท ใน 2 สีสัน ดำ Nero Arabiataและ เทา GrigioRevassa
ใครที่ชื่นชอบความสปอร์ตสไตล์ดิบ ควบคุมความแรงได้อยู่มือ ผมแนะนำ Aprilia RSV4 1000 RR คันนี้เลย หรือลองไปทดสอบด้วยตัวเองดูก็จะดีครับ