Superleggera V4 Centenario รุ่นพิเศษฉลอง 100 ปีดูคาติ ตัวสุดสายสปอร์ตค่ายแดง
เผยโฉมแล้วสำหรับโมเดลสุดพิเศษ Ducati Superleggera V4 Centenario ที่ใคร ๆ ก็น่าจะรู้จักคุ้นเคยกับชื่อนี้ดี ถ้าคุณเป็นสาวกค่ายแดงหรือติดตามข่าวสารในวงการมาตลอด โดยคันนี้จะโดดเด่นที่ผลิตจำนวนจำกัด 500 คันฉลองโอกาสครบรอบ 100 ปีของแบรนด์ และมีน้ำหนักเบาแบบโคตร ๆ ตรงตามชื่อซูเปอร์เลกเจราของมันนั่นเอง
ไฮไลท์ Superleggera V4 Centenario
- ผลิตจำกัดเพียง 500 คันฉลองครบรอบ 100 ปี Ducati
- รถขี่ถนนคันแรกที่มาพร้อมเบรกหน้าแบบคาร์บอนเซรามิกและปลอกโช้คหน้าคาร์บอนไฟเบอร์
- ตัวรถเบาพิเศษด้วยชิ้นส่วนคาร์บอนแทบทั้งคัน
- เครื่องยนต์แรงถึง 247 แรงม้าเมื่อติดตั้งชุดสำหรับลงสนาม
- สีพิเศษที่ได้แรงบันดาลใจมาจากรถแข่งของทีม Ducati ในปี 2026 นี้
Superleggera V4 Centenario มีดีไซน์อย่างไร
ดีไซน์ภายนอกเป็นการผสมผสานกันระหว่างความงามและแอโรไดนามิกที่ใช้งานได้จริงเข้าด้วยกัน มีทั้งวิงก์เล็ตและมีคอร์เนอร์ไซด์พ็อดที่ออกแบบมาเพื่อสร้างแรงกดเมื่อเข้าโค้งที่มุมเอียงมาก ๆ แบบเดียวกับ Panigale V4R ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่ใช้ใน MotoGP มานานแล้ว
ที่พิเศษของโมเดลนี้และเหนือกว่าโมเดลอื่นคือ แฟริ่งทำจากคาร์บอนไฟเบอร์ทั้งคัน โดยมีการโชว์เนื้อคาร์บอนไว้ด้วยบางส่วน และในส่วนอื่น ๆ ก็มีการใช้คาร์บอนไฟเบอร์ด้วยเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นบังโคลนหน้าหลัง ครอบถังน้ำมัน ท่อดักลมหม้อน้ำ ฝาครอบสเตอร์ การ์ดข้อเท้าตรงพักเท้า แผงกันดีดแผงคอ ถอดรองเบาะ ท่อดักไอดี ที่ยึดป้ายทะเบียน และฝาครอบเครื่องด้านหลัง
นอกจากชิ้นส่วนราคาแพงอย่างคาร์บอนไฟเบอร์แล้วยังมีชิ้นส่วน CNC อลูมิเนียมอีกหลายชิ้นไม่ว่าจะเป็นฝาหม้อน้ำ พักเท้า ฝาถังน้ำมัน แผงคอบนล่าง และที่จะขาดไปไม่ได้เลยคือเพลตรันโมเดลนัมเบอร์ 500 คันไม่ซ้ำกันนั่นเอง
ส่วนชุดสีนั้นจะเป็น GP26 Rosso Centenario เกิดจากแถบสีขาวตัดกับสีแดงด้าน Rosso Cetenario ซึ่งเป็นสีแดงเข้มแบบเดียวกับที่ใช้ใน Ducati 60 จากปี 1949
ใช้เครื่องยนต์อะไร แรงม้า แรงบิดเท่าไหร่?
เครื่องยนต์จะใช้เครื่อง Desmosedici Stradale R 1100 ที่เป็นเครื่องที่พัฒนาขึ้นมาใหม่เฉพาะโปรเจ็กต์นี้โดยเฉพาะ เป็นเครื่อง V4 ขนาด 1,103 ซีซี ระบายความร้อนด้วยน้ำ เบากว่าเครื่องของโมเดลปกติ 3.6 กก. ด้วยคลัตช์แห้ง และชิ้นส่วนไทเทเนียม น็อตไทเทเนียม และออกแบบชิ้นส่วนภายในเครื่องยนต์ใหม่หลากหลายชิ้นเพื่อลดมวลหมุน
ทางค่ายยังมีชุดเรซซิ่งคิทสำหรับใช้ขับขี่ในสนามมาให้อีกด้วย ซึ้งก็จะมีท่อไอเสีย Akrapovic, แฟริ่งชิ้นล่าง ครอบคลัตช์คาร์บอนไฟเบอร์ ชุดสำหรับใส่ปิดไฟหน้า ขาตั้งข้าง ที่ยึดป้ายทะเบียนและไฟเลี้ยว และฝาถังน้ำมันซิ่ง
- เครื่อง V4 ขนาด 1,103 ซีซี ระบายความร้อนด้วยน้ำ
- เคลมแรงม้าสูงสุด 228 แรงม้า ที่ 14,500 รอบต่อนาที (247 แรงม้า ที่ 14,750 รอบต่อนาที เมื่อใช้ชุดเรซซิ่งคิท)
- เคลมแรงบิดสูงสุด 117.6 นิวตันเมตร ที่ 10,500 รอบต่อนาที (126.3 นิวตันเมตร ที่ 12,500 รอบต่อนาที เมื่อใช้ชุดเรซซิ่งคิท)
🛠️ช่วงล่าง เป็นอย่างไรบ้าง?
ส่วนช่วงล่างของโมเดลนี้ก็ถือว่าระดับแนวหน้าของโลกน้อง ๆ รถแข่ง MotoGP เลยทีเดียว ไม่ว่าจะเป็นเฟรมและสวิงอาร์มคาร์บอน โช้คตัวเทพ Ohlins เต็มระบบ ระบบเบรกหน้าแบบคาร์บอนเซรามิก Brembo
- เฟรมแบบฟรอนต์เฟรมและซับเฟรมทำจากคาร์บอนไฟเบอร์
- ถังน้ำมันขนาด 17 ลิตร
- น้ำหนักรถรวมของเหลวไม่รวมน้ำมันเชื้อเพลิง 173 กก.
- หนัก 167 กก.เมื่อใส่ชุดเรซซิ่งคิท
- โช้คหน้าหัวกลับ Ohlins NPX 25/30 กระบอกคาร์บอน ขนาด 43 มม. ปรับแต่งได้เต็มระบบ
- โช้คหลังเดี่ยว Ohlins TTX36 GP LW ปรับแต่งได้เต็มระบบพร้อมสวิงอาร์มคู่คาร์บอนไฟเบอร์
- ระบบเบรกหน้า ดิสก์เบรกคู่คาร์บอนเซรามิก Brembo Hyction 340 มม. คาลิเปอร์เบรก Brembo GP4-HY เรเดียลเมาท์ 4 ลูกสูบ กับปั๊มบน Brembo MCS 19.21 พร้อมตัวปรับแบบรีโมท
- ระบบเบรกหลัง ดิสก์เบรกเดี่ยว คาลิเปอร์เบรกลูกสูบคู่
- ล้อคาร์บอนไฟเบอร์ BST กับน็อตไทเทเนียม
- มากับยาง Pirelli Diablo Supercorsa SP V4 ขนาด 120/70 – ZR17” และ 200/60 – ZR17”
🛡️เทคโนโลยีและฟีเจอร์เด่น
- คันเร่งไฟฟ้า
- โหมดการขับขี่
- โหมดควบคุมกำลังเครื่องยนต์
- ระบบควบคุมการสไลด์ของรถ
- ระบบเบรก Cornering ABS
- ระบบไฟเตือนเมื่อเบรกกะทันหัน
- ระบบ Ducati Vehicle Observer
- ระบบแทรคชันคอนโทรล
- ระบบควบคุมการลอยตัวของล้อ
- ระบบควบคุมเอ็นจิ้นเบรก
- ระบบควบคุมเบรกแบบเรซ
- ระบบคาลิเบรตยาง
- ระบบช่วยออกตัว
- ควิกชิฟเตอร์ 2 ทาง
- แบตเตอรี่ลิเทียมไอออน
- กันสะบัด Ohlins
- หน้าจอสี TFT
- ไฟเลี้ยวยกเลิกเองอัตโนมัติ
- ระบบจับเวลาแล็ป
- ระบบจำกัดความเร็วในพิท
⛰️ คันนี้เหมาะกับใคร
หากถามว่าคันนี้เหมาะกับใคร ก็ต้องเหมาะกับแฟนพันธุ์แท้ Ducati จริง ๆ เพราะว่านี่โมเดลสำหรับสะสม แต่ก็สามารถใช้ขี่ถนนหรือขี่สนามได้ แต่เชื่อเถอะราคานี้จะมีสักกี่คนกันที่จะเอามาใช้งานจริง แต่ถ้าคุณไม่มีปัญหาการเงิน คันนี้ก็เหมาะกับการใช้ขี่บนถนนที่โล่ง ๆ สักหน่อยหรือจะใช้งานในสนามก็ทำได้เพราะมีอุปกรณ์เฉพาะมารองรับแบบจัดเต็ม
💰 ราคาเท่าไหร่ ขายเมื่อไหร่
เรื่องของสนนราคาการจำหน่าย เริ่มต้นที่ยุโรปด้วยราคา 150,000 ยูโร หรือราว ๆ 5,694,450 บาท มาไทยราคาอาจจะกระโดดไปถึง 10 ล้านมั้ยนะ
และสำหรับรุ่นพิเศษคนเงินเหลือยิ่งกว่าและอยากได้อะไรที่มันอิตาลีมากขึ้น ทางค่ายก็ยังมีชุดสีพิเศษ Tricolore จำกัดเพียง 100 คันเท่านั้น โดยนำขุดสีและเบอร์แข่งมาจาก 750 F1 #618 รถแข่งคันสุดท้ายที่ทาง Fabio Taglioni ออกแบบ ซึ่งคันนี้เพิ่มเงินไปอีก 50,000 ยูโร หรือราว ๆ 7,592,600 บาท ซึ่งมาไทยทะลุ 10 ล้านแน่แท้เชียว
อ่านทดสอบรีวิวรุ่นอื่น ๆ คลิกที่นี่
ติดตามข่าวสารทางแฟนเพจได้ที่นี่













