5จุดเด่น “Yamaha Tracer 9 GT” ลองแล้ว.. ขี่เที่ยวดีจัด!

หลังลองสัมผัสในทริป กรุงเทพ-เขาใหญ่-กรุงเทพ แบบ One-Day-Trip ทำให้รับรู้ได้ว่ายามาฮ่าได้สร้างความลงตัวให้ Yamaha Tracer 9 GT เวอร์ชันล่าสุด ซึ่งจูนม้าพยศ CP3 ให้กลายเป็นขุมพลังชั้นยอดของรถทัวร์ริ่งที่พร้อมพาทุกคนขึ้นเหนือ-ล่องใต้ได้อย่างไม่ขาดเกิน.. นี่คือ ปฐมบทของ Yamaha Tracer 9 GT ที่จะพาไปทำความรู้จัก ว่า “เจ๋ง” ตรงไหนบ้าง?

1. เครื่องยนต์ 3 สูบ รองรับการวิ่งทางไกล
เพื่อปรับตัวตามมาตรฐานไอเสีย EURO 5 ของยุโรป และรักษาคาแรคเตอร์ความแรงไม่ให้ร่วงลงไป ขยายความจุเป็น 890 ซีซี. จึงเป็นไอเดียที่ยอดเยี่ยม.. ตัวเลขแรงม้าสูงสุดที่ 119 ตัว แรงบิด 93 นิวตันเมตร เรื่องความแรงนี่จัดเต็มสุดๆ โดยเฉพาะเมื่อเปิด D-Mode เป็น 1 และ TCS ในตำแหน่งน้อยสุด คุณจะได้ “รถซูเปอร์ไบค์ที่นั่งสบาย” พร้อมทำความเร็วทะลุ 240กม./ชม. ทันที..

มีการปรับคาแรคเตอร์ของเครื่องบล็อกนี้ให้เหมาะกับสไตล์ “ทัวร์ริ่ง” เพิ่ม D-Mode 4 ซึ่งเป็นโหมดพิเศษสำหรับการขับขี่ทางไกลโดยเฉพาะ ..ไม่กระชากเกินไป-เอนจิ้นเบรกไม่ดึง.. ช่วงความเร็วที่ค้นพบว่านั่งสบายมากที่สุดคือ1 20-140กม./ชม.
ดังนั้น Tracer 9 GT จึงเป็นรถที่สามารถขี่แบบชิลล์ๆก็ดี ขี่ออกทริปกับเพื่อนรถสปอร์ตก็ได้ ที่สำคัญอันเป็นเอกลักษณ์ของเครื่องยนต์ 3 สูบเรียงคือ มันโดดเด่นเรื่องความนุ่มนวลตลอดรอบเครื่องในขณะที่ได้แรงบิดตั้งแตรรอบต่ำเสียด้วย

2. ระบบอิเล็กทรอนิกส์ “ซูเปอร์ไบค์”
ดึงมาจาก R1 อย่างไม่ต้องสงสัย เพราะหลายๆอย่างออกอาการตอบสนองได้ใกล้เคียงกัน.. ทุกอย่างทำงานอยู่บนพื้นฐานเซ็นเซอร์ IMU 6 แกน.. นำองศาการเอียงของรถมาคำนวณกับการทำงานของระบบอิเล็กทรอนิกส์ต่างๆ ดังนี้..

โหมดคันเร่ง D-Mode 4 ระดับ (สปอร์ต, ขับขี่ทั่วไป, พื้นเปียก, ทัวร์ริ่ง) ระบบ Traction Control 3 ระดับ ระบบควบคุมการสไลด์ ระบบป้องกันล้อหน้ายกลอย และปรับระดับการเบรก พร้อม Cornering  ABS ..แนะนำว่าให้ปรับเซ็ตอัพตามสไตล์การขับขี่ของแต่ละคนก่อนออกเดินทาง ค่อนข้างทำได้ละเอียดพอสมควร เพื่อประสบการณ์ขับขี่ Tracer 9 GT ที่ดี

นอกจากนี้ยังปรับเพิ่มฟีเจอร์ของระบบควิกชิฟเตอร์ให้เป็นแบบ “ขึ้น-ลง” ได้ จากรุ่นก่อนที่จะเป็นควิกชิฟต์ขึ้นเพียงอย่างเดียว ขับขี่เนียนขึ้นอย่างเป็นได้ชัด โดยเฉพาะกับการใช้งานในเส้นทางที่ไม่คุ้นเคยจนอาจมีจังหวะคุมความเร็วที่ผิดเพี้ยน ทำให้เราสับเกียร์ลงได้ทันควันแม้กำลังแบนโค้งโดยไม่เสียจังหวะกำคลัทช์เสี่ยงให้รถไหลทะลุออกช่องทางไป

3. นั่งสบาย ควบคุมง่าย
ออกแบบมิติมาให้นั่งได้สบายมาก ..ต้องชื่นชม.. ผู้ชายความสูงมาตรฐานคนเอเชียอย่างผมยังสามารถยืนคร่อมรถในจังหวะหยุดนิ่งได้ง่าย เพราะความสูงจากพื้นถึงเบาะนั่งของรถคันนี้อยู่ที่ 810 มม. เท่านั้น และช่วงเว้ารับกับท่านั่งขอทั้งถังน้ำมันและเบาะรองนั่งก็ทำได้ดี สามารถยืนได้เกือบเต็มเท้า.. หากเทียบกับรถสไตล์เดินทางส่วนใหญ่ถือว่า Tracer 9 GT สอบผ่าน

แม้จะเป็นรถที่ค่อนไปทางสปอร์ตทัวร์ริ่ง แต่แฮนเดิลบาร์กลับเป็นแฮนด์ทรงกว้าง ไม่เยื้องมาด้านหลังมากเกินไป สามารถยืนขับขี่ได้ค่อนข้างถนัดมือ เมื่อยืนขึ้นแล้วไม่ติดล็อกของถังน้ำมัน หรือจะทำการทรงตัวซิกแซกไปตามช่วงการจราจรหนาแน่นก็ทำได้ง่าย เพราะช่วงควบคุม รวมถึงน้ำหนักตัวรวมน้ำมันเต็มถังเพียง 220 กิโลกรัม นั้นทำให้การบาลานซ์น้ำหนักของ Tracer 9 GT เรียกว่า “กำลังดี”

4. ช่วงล่างเนียน คนซ้อนชอบแน่
โดดเด่นของจริง เพราะมิดเดิ้ลเวททัวร์ริ่งที่ไหนบ้างให้โช้คปรับไฟฟ้า “Semi-Active” โดยเป็นโช้คอัพของ KYB ที่เลือกลักษณะการตอบสนองได้ 2โหมด คือหมายเลข 1 ใช้ในการขับขี่ทั่วไป และ 2 สำหรับการขับขี่ทางไกล..

โช้คอัพ KYB ชุดนี้มีระยะยุบหน้า 130 มม. และหลัง 137 มม. “ความหนืด” ที่ปรับให้แบบเรียลไทม์ของกันสะเทือนชุดนี้ “เซฟช่วงล่างผู้ขับขี่” ได้ดีด้วย เพราะตลอดเส้นทางที่เต็มไปด้วยการปรับพื้นผิวจราจรไม่ว่าจะเป็น บ่อ หลุม เนิน สิ่งกีดขวาง และทุกครั้งที่มีการกระแทกแรงๆเกิดขึ้น โช้คอัพชุดนี้ก็ซับแรงให้ล้อหน้า-หลังยังเกาะติดถนน ผู้ขับขี่เองก็ไม่ลอยเสียจังหวะแถมแลนดิ้งลงพื้นได้อย่างเนียน ..เรื่องน้ำหนักโหลดบนรถ ทั้งสัมภาระหรือคนซ้อนก็ตาม.. ระบบกันสะเทือนชุดนี้คำนวณให้เนี้ยบๆ

อย่างไรก็ดี Tracer 9 GT นั้นไม่ได้ออกแบบมาให้ลุย “ออฟโรด” ทั้งวงล้ออลูมิเนียมขอบ 17” หน้า-หลัง, ยาง Bridgestone Battlax และท่อไอเสียออกล่างนั้นไม่เหมาะกับการวิ่งทางดินเอาเสียเลย

5. ฟีเจอร์เพื่อการเดินทาง..
ไม่ว่าคุณจะสรุปให้ Tracer 9 GT เป็นรถในสไตล์ไหน แต่มันต้องมีคำว่า “ทัวร์ริ่ง” ต่อท้ายแน่ๆ อีกหนึ่งเหตุผลนอกจากสมรรถนะและรูปทรงแล้ว ก็ต้องเป็น “ฟีเจอร์” ที่เอาไว้สำหรับใช้งานตอนเดินทางไกลเน้นๆ ..

อย่างแรกเลยคือที่หน้าปัดเรือนไมล์ “แยก 2 จอ”.. ด้านซ้ายสำหรับข้อมูลจำเป็นที่เราต้องใช้งานตลอด เช่น ความเร็ว, รอบเครื่องยนต์, โหมด, ตำแหน่งเกียร์.. ส่วนด้านขวาคือพื้นที่ของข้อมูลที่เราชอบดู เช่น ระยะทริป, อุณหภูมิ, อัตราประหยัดน้ำมัน, หรือระยะก่อนน้ำมันจะหมดถังก็ตาม.. ทุกอย่างควบคุมผ่านประกับแฮนด์ซ้ายขวา ทั้งปุ่มลัดและปุ่มหมุนควบคุม ซึ่งมีจะระบบ Grip Heater ให้เปิด-ปิดได้ ป้องกันมือชายามขับขี่ในอากาศเย็นได้อีก

ด้านหน้าของรถสวยๆคันนี้ก็ยังมีฟีเจอร์ซ่อนอยู่ด้วยกับระบบไฟส่องสว่าง Cornering Light ส่องไฟเพิ่มให้ตามโค้งอับสายตา เมื่อขับขี่ในช่วงแสงสว่างน้อย พร้อมชิลด์บังลมหน้าแผ่นใหญ่(มาก) ที่บังลมปะทะได้เกือบเต็มตัว.. ระยะต่ำสุดอยู่ระดับอก-สูงสุดอยู่ระดับสายตา.. แม้จะไม่ได้ปรับไฟฟ้าแต่ก็เอื้อมมาขยับขึ้นลงได้ง่ายๆ ด้วยมือเดียว

ที่ท้ายรถเองมีช่องรองรับการติดตั้งกล่องสัมภาระด้านข้างรอไว้แล้ว จะหาซื้อเอง หรือซื้อให้ตรงรุ่นตรงชุดสีจากยามาฮ่าก็ง่ายเข้าไปใหญ่

สุดท้ายกับราคาจำหน่ายของ Tracer 9 GT คันนี้ที่ 569,000 บาท.. อาจจะสูงสำหรับคลาสมิดเดิ้ลเวท แต่ออปฯก็แน่นทะลุคลาสไปไกล.. ถ้าถามผม “หากคุณกำลังหารถขี่เที่ยวต่างจังหวัดสักคันโดยไม่ต้องแต่งเพิ่มเยอะ ไม่ใช่ไลฟ์สไตล์ลุยป่าเปื้อนโคลน ..Tracer 9 GT น่าจะตอบโจทย์ทีเดียวล่ะ”