หนึ่งในโมเดลที่ผมทดสอบแล้วต้องบอกว่า “โคตรสนุก” ในรูปแบบของการขับขี่ที่ถูกออกแบบมาให้ตอบโจทย์ได้อย่างลงตัว.. โดยเฉพาะอย่างยิ่งในแบบ City Use .. ด้วยขุมพลัง 660 ซีซี. น้ำหนักตัว 189 กก. ระบบเทคโนโลยีสุดปัง ราคาสุดจะโดน.. “New Triumph Trident 660” เป็นโมเดลที่มาเขย่าขวัญเพื่อนร่วมคลาส Street Naked Bike ได้อย่างน่ากลัว ..ภายใต้ความกลมกล่อมในสไตล์Street Naked Bike มีประเด็นที่น่าสนใจอยู่หลายอย่าง ซึ่งหลายประเด็นก็ต้องทดสอบถึงจะรู้ว่าดีจริงไหม.. และผมจะ “เหลา” ให้ฟัง

ฟาดหมัดแรกด้วย “ดีไซน์สุดคูล”

เสียงแจ้งเตือนคอมเมนท์ลั่นทันทีที่ผมแชร์คลิปทดสอบ Triumph Trident 660 ผ่านทางหน้าเฟสบุ๊คส่วนตัว .. “ไปดูมา ชอบมาก” คือคำพูดที่เพื่อนของผมท่านนั้นได้กล่าวเอาไว้ และผมคิดว่าน่าจะเป็นประโยคที่อยู่ในใจของใครหลายๆคน เพราะต้องบอกตามตรงว่าเส้นสายของเจ้า Trident 660 นั้น ทำเอาแทบละสายตาไม่ได้จริงๆ..ประหนึ่งเสน่ห์เย้ายวนของสตรีเพศก็มิปาน

ความกลมกล่อมนั้นอยู่ตรงกลางระหว่าง ความคลาสสิก โฉบเฉี่ยว คล่องแคล่ว ซึ่งพร้อมที่จะตอบสนองกับสมรรถนะที่ซ่อนไว้ได้อย่างเหลือล้น.. ไม่ว่าจะเป็นไฟหน้าทรงกลมดีไซน์เฉพาะตัวตามแบบฉบับของไทรอัมพ์ ถังน้ำมันทรงหยดน้ำ หน้าปัดเรือนไมล์ที่แม้จะเป็นแบบ Full-Digital หมดแล้วแต่ก็ยังรักษาดีไซน์ทรงกลมคลาสสิกเอาไว้..

นอกจากนี้ยังได้เติมช่องว่างในเรื่องของความคล่องตัวด้วยมิติการควบคุมแบบ Street Naked Bike.. มีเบาะนั่งสูง 805 มม. ช่วงเว้าถังน้ำมันสอดรับกับการควบคุม แฮนด์บาร์ทรงกว้าง และท่านั่งแบบ Upright ทำให้การขับขี่ในการทดสอบครั้งนี้สามารถแสดงให้เห็นจุดเด่นของ Trident ออกมาได้อย่างชัดเจน.. โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงเวลาทดสอบของเราซึ่งถือว่าเป็นช่วง Prime Time ยามเช้า.. ถือว่าการจราจรติดขัดแบบสุดๆ .. แต่การออกแบบมิติรถของ Trident ก็ทำให้เราสามารถขับขี่ พลิกรถซ้ายขวาไปตามการจราจรได้อย่างคล่องตัวมาก
และยังมีรายละเอียดเล็กๆบริเวณท้ายรถ ซึ่งทางไทรอัมพ์จัดมาเป็น “ท้ายสั้น” ให้เรียบร้อย ไม่ต้องไปเสียเวลาเปลี่ยน พร้อมกับการติดชิ้นส่วน “กันน้ำดีด” มาให้แทน ซึ่งนอกจากความสวยงามแล้วก็ยังทำหน้าที่กันน้ำดีด เป็นจุดยึดแผ่นป้ายทะเบียน และจุดยึดไฟเลี้ยวได้อย่างดี
3 สูบเรียงของคนใจกล้า(?)

ด้วยความมั่นใจและข้อมูลทางวิศวกรรมอย่างเต็มเปี่ยมจากสนามแข่ง Moto2 ที่ใช้เครื่องยนต์ 3 สูบเรียงจากทางไทรอัมพ์เป็นหัวใจหลัก.. ทำให้ Triumph สามารถเลือกสรร คาแรคเตอร์ของเจ้า Trident ออกมาได้ค่อนข้างลงตัวกับรูปแบบการใช้งาน..

โดยคำว่า “รูปแบบการใช้งาน” ที่ผมกล่าวถึงคือการขับขี่ “City Use” ใช้งานในชีวิตประจำวัน ขี่ทุกวัน ขี่เข้าเมือง หรือขี่ในลักษณะที่ไม่ได้เดินทางเป็นระยะทางไกลมากนั่นเอง.. ถือว่าเป็นการ “เจาะกลุ่มการใช้งาน” ได้อย่างชัดเจน
“ตัวเลขแรงม้าสูงสุดที่ 81 แรงม้าที่ 10,250 รอบ แรงบิดสูงสุด 64 นิวตันเมตร ที่ 6,250 รอบ” ทำให้เราได้เห็นคาแรคเตอร์คร่าวๆว่า “เน้นรอบกลาง” ซึ่งเมื่อได้ขับขี่แล้วก็เป็นเช่นนั้นจริงๆ..แต่มันมีเซอร์ไพรส์ซ่อนอยู่มากกว่านั้น!.. กับเรี่ยวแรงที่มีให้ “เติม” ได้เรื่อยๆ!!

หากเป็นสถานการณ์ปกติเมื่อถึงรอบที่เรียกแรงบิดได้สูงสุดแล้วเราต้องการเปิดคันเร่งให้รถไหลต่อไปเพื่อทำความเร็วให้มากขึ้นนั้น มักจะเป็นไปด้วยความเบื่อหน่าย “กว่าจะเค้นสุดทำไมมันช้าจริงๆเลย”.. แต่ไม่ใช่กับเจ้า Trident.. เพราะเมื่อคุณเสร็จสิ้นความสนุกจากแรงบิดอันดีดเด้งที่มีมาให้สัมผัสตั้งแต่ 4-6 พันรอบแล้ว ยังสามารถกดคันเร่งและสัมผัสแรงม้าได้ต่อเนื่องจนครบ 81 ตัว.. หากให้อธิบายก็คงเหมือนกับกราฟที่พุ่งขึ้นไปจนถึงจุดหนึ่งอย่างรุนแรงและค่อยๆไต่ขึ้นไปอีกต่อเนื่องจนถึงยอดสุดนั่นเอง..
เทคโนโลยี “คุ้มสุด” ในคลาส

นอกจากระบบไฟ LED, หน้าจอ Full-Digital, Power Mode 2 โหมด Road และ Rain ที่สามารถเข้าไปปรับตั้งค่าได้อีกว่าจะเลือกเปิด-ปิด Traction Control และระบบเบรก ABS ..ก็ยังมีระบบอื่นๆที่น่าสนใจให้เลือกติดตั้งก่อนออกรถ ในแบบที่ “เพื่อนๆร่วมคลาส” ไม่รองรับแน่ๆ ทั้งการเชื่อมต่อกับแอปพลิเคชั่น My Triumph ให้สามารถเข้าถึงฟีเจอร์เพิ่งเติมได้ รับสายโทรศัพท์ ควบคุมการเล่นเพลง บอกเส้นทางอย่างละเอียดโค้งต่อโค้ง และการควบคุมอุปกรณ์โกโปร.. ทั้งหมดจัดการได้ที่ปลายนิ้วบริเวณประกับแฮนด์ด้านซ้ายเท่านั้นเอง..

ตอบโจทย์ “Everyday Ride”

หรือการขับขี่ในทุกๆวัน.. เพราะเมื่อนำองค์ประกอบทั้งหมดที่ได้เอ่ยไปข้างต้นมาผสมผสานกับระบบช่วงล่าง ทั้งโช้คอัพหน้าหัวกลับขนาดใหญ่ (41 มม.) และโช้คอัพหลังเดี่ยว ปรับระดับพรีโหลดได้ จากแบรนด์Showa ..รวมถึงระบบเบรกดิสก์คู่ขนาด 310 มม. ด้านหน้า ทำงานร่วมกับจานดิสก์เบรกเดี่ยว 255 มม. ด้านหลัง ซึ่งได้การอนุเคราะห์ปั๊มจาก Nissin ..”มีการเซ็ทอัพมาเพื่อขับขี่บนถนนทั่วๆไปอย่างเห็นได้ชัด”..


การขับขี่วิ่งทางตรง เข้าโค้งเล็กๆน้อยๆพอสนุกสามารถทำได้อย่างดีกับช่วงล่างชุดนี้ ไม่ดีดมือจนไหล่สั่น ไม่ยวบยาบจนใจหาย แต่มีอัตราการยืดยุบตัวที่ทำให้สนุกกับการขับขี่ทั่วไปมากๆ.. พร้อมท่าทางการควบคุมรถที่เอื้อให้ผู้ขับขี่สามารถ “แก้อาการ” จากเหตุไม่คาดคิดได้ง่าย.. ผนวกกับน้ำหนักที่เบา มิติรถที่ผอม จึงทำให้ผมสามารถยืนคร่อมรถคันนี้ได้ค่อนข้างเต็มเท้า(ความสูง 173) ช่วยเพิ่มความมั่นใจในการใช้งาน City Use เข้าไปอีก..

แต่ก็ใช่ว่าจะยอดเยี่ยมไปเสียทุกอย่าง เพราะอีกจุดหนึ่งที่น่าสังเกตคือ “การทำความเร็วสูง”.. ในระยะที่เราต้องการทำความเร็วในช่วงการเดินทางไกลนั้น Triumph Trident ค่อนข้างทำใจหวิว จากความรู้สึกของการควบคุมรถที่เบามากๆ.. หน้าเบา น้ำหนักเบา บาลานซ์น้ำหนักค่อนข้างสูง.. ทำให้บางครั้งก็เกิดอาการ “เสียว” ขึ้นมาในใจของผู้ขับขี่ขึ้นเล็กน้อย ยามต้องขับขี่ด้วยความเร็วสูงนั่นเอง (120 กม./ชม. ขึ้นไป) ..ส่วนตัวเลข Top Speed นั้นอาจจะไม่เท่าหลายๆค่าย แต่เรื่อง “ความสนุก” และ “ความสุข” ในการขับขี่ Triumph Trident นั้น ผมให้คะแนนกลมกล่อมเต็มหลอด!

บอกเลยว่าทั้งหมดทั้งมวลของ Triumph Trident นั้น ถูกรวบเอามาเสนอขายสู่มือของผู้บริโภคในราคาเพียงแค่ 309,000 บาทเท่านั้น ..แน่นอนว่าแฟนๆอนุรักษ์นิยมของ Triumph อาจจะไม่ชอบการเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ของ Triumph เท่าใดนัก เพราะมันดู “ไม่คลาสสิก” และ “ไม่พรีเมียม” เอาซะเลย ..ซึ่งจริงๆก็เป็นเรื่องของ “นานาจิตตัง” .. ใครจะรู้ล่ะว่าการขับขี่ที่เติมเต็มความรู้สึก ความสนุก ของการใช้งานยานพาหนะ อาจจะเป็น “ความคลาสสิกที่แท้จริง” ตามวิสัยทัศน์ของไทรอัมพ์ก็เป็นได้(?)..


