Yamaha Tenere 700 สู่ดินแดนใหม่ไร้ขีดจำกัด!
รอคอยมานานหลายปี นักบิดสายลุยในประเทศไทยก็มีโอกาสได้สัมผัส Yamaha Tenere 700 กันซะทีหลังจาก ยามาฮ่า ไรเดอรส์คลับ นำเข้ามาวางจำหน่ายอย่างเป็นทางการ(และได้กระแสตอบรับอย่างท่วมท้น) นี่คือมอเตอร์ไซค์ในสไตล์ Rally – ADV มิดเดิลเวทเน้น “ลุย” ที่ใส่ออพชั่นมาเกินขนาดตัว เพียงเสี้ยวนาทีที่มองผ่านก็รู้ได้ทันทีว่ามี DNA ความมันส์อยู่เต็มเปี่ยม แต่เจ้า Yamaha Tenere 700 คันนี้ มีดีอะไร…ทำไมหลายคนทั่วโลกจึงอยากได้มาครอบครอง ไปดูเหตุผลกัน!!

มากกว่าดูอัลเพอร์โพส!!
ตัวตนที่แท้ของ Yamaha Tenere 700 คือส่วนผสมที่ลงตัวระหว่าง “แอดเวนเจอร์-แรลลี่ไบค์” สิ่งที่สะท้อนออกมาให้เห็นได้อย่างชัดเจนจากรูปลักษณ์ของมันคือ “ความมัน” และ “สมรรถนะ” ที่สามารถคาดหวังได้ว่า มีความ “พร้อม” ตอบสนองต่อทุกการควบคุม และสนับสนุนอรรถรสในการขี่อย่างรอบด้าน นอกจากนี้การออกแบบที่ได้รับอิทธิพลจากรายการแข่งขันบุกตะลุยระดับโลก “Dakar Rally” ยังทำให้ Yamaha Tenere 700 มีลุคสปอร์ตดุดัน “พร้อมลุย” ติดตัวอยู่ตลอด..
เฟรมแบบเปลคู่ เหมาะสายลุย!

“Double-cradle, tubular-steel frame” หรือ โครงรถแบบ “เปลคู่” อันเป็นโครงสร้างยอดนิยมของรถแนว Enduro สมัยใหม่ ความพร้อมลุยตั้งแต่ภายในนี้ถูกวางเป็นพื้นฐานให้ Tenere 700 ตั้งแต่คลอดจากโรงงาน พร้อมมิติการควบคุมที่สอดคล้องกันของระยะฐานล้อสั้น และความสูงจากพื้นถึง 240 มม. นั้น ยิ่งทำให้การขับขี่ฝ่าอุปสรรคยากๆเป็นไปได้อย่างง่ายดายมากขึ้น

ไฟหน้า LED 4 ดวงสไตล์รถแข่ง
ชุดไฟหน้าที่สะท้อนตำนานยามาฮ่าในวงการแข่งรถ Rally กว่า 40 ปี ด้วยชุดไฟหน้า LED 4 ดวง แบบเดียวกับที่รถแข่งทีมโรงงานรายการ Dakar Rally ใช้บุกป่าฝ่าดงในยามค่ำคืน.. ดังนั้นหายห่วงได้เลยว่ามันจะส่องสว่างไปได้อย่างทั่วถึง ..โดยที่ไม่ได้จำกัดอยู่แค่พื้นถนนปกติอีกต่อไป..

การคอนโทรลแบบแรลลี่
ทางด้านการควบคุมรถ ไม่ว่าจะเป็นแฮนเดิลบาร์แบบกว้าง, หน้าจอแสดงผล อ่านง่าย ข้อมูลครบถ้วน และถังน้ำมันขนาด 16 ลิตร เป็นสิ่งที่การันตีระยะทางในการขับขี่ได้ถึงกว่า 350 กม. จากการเติมน้ำมันเชื้อเพลิงเต็มถังแค่ 1 ครั้ง.. และผู้ขับขี่ยังไม่ต้องกังวลถึงความเทอะทะของถังน้ำมันอีกด้วยเพราะเจ้า Tenere 700 นั้นได้ออกแบบสรีระให้ผอมเพรียว เข้ากับทุกท่าทางการขับขี่ ก่อนที่จะกวาดสายตาต่อมาเจอ “เบาะนั่งตอนเดี่ยว” คล้ายรถในสไตล์ Enduro ..โดดเด่นที่ความกระชับ คล่องตัว.. คืออีกสิ่งที่บ่งบอกความเป็นตัวตน และความสามารถในการตอบสนองต่อท่าทางการควบคุม เคลื่อนย้าย ถ่ายเทน้ำหนักอย่างคล่องแคล่ว
และสิ่งที่ทำให้ผู้ขับขี่ได้ “ฟีลลิ่ง” แบบนักแข่งได้มากที่สุดเลยก็คงจะไม่พ้น แผงหน้าปัด “Full-Digital LCD” รูปทรง Rally ที่บอกข้อมูลต่างๆได้อย่างครบถ้วน ซึ่งถูกวางไว้ให้อยู่ในตำแหน่งที่ชำเลืองตามองได้ง่าย ไม่ต้องเสี่ยงก้มลองมาอ่านข้อมูล.. ทำให้ผู้ขับขี่ยังได้รับความปลอดภัยมากขึ้นอีกด้วยนั่นเอง..


ขุมพลัง “700 ซีซี. CP2..”
..นี่คือ “รหัสความมัน” ที่แฟนๆยามาฮ่าคงรู้ดีถึงชื่อเสียง และสมรรถนะของเครื่องยนต์ 2 สูบ “Crossplane” ขนาด 689 ซีซี. บล็อคนี้ เลื่องชื่อด้วยการส่งพลังอันต่อเนื่อง แถมฉับพลันได้ดังใจ ด้วยแรงบิดมหาศาล ส่งผลต่อความเหมาะเจาะในการควบคุมไม่ว่าจะสถานการณ์ใดๆ.. จะขี่เดินทางก็สบาย หรือระเบิดแรงบิดยกล้อความอุปสรรคนั้นยิ่งสบายเข้าไปใหญ่..
ช่วงล่างตอบโจทย์สไตล์ออฟโรด

แน่นอนว่าหัวใจแห่งพลังที่แข็งแกร่งขนาดนี้ ย่อมต้องการร่างกายที่พร้อมรองรับความเดือดดาล.. ยามาฮ่ายังได้จัดเต็มออพชั่นต่างๆเข้ามาอีก ชนิดที่ต้องตั้งคำถามกับตัวเองว่า “ได้มาขนาดนี้ ยังจะขี่ชิลล์ๆอีกหรอ?”..
เริ่มกันที่ช่วงล่างด้านหน้าแบบหัวกลับขนาด 43 มม. พร้อมระยะยุบยาวพิเศษ 210 มม. ผสานกับแผงแฮนเดิลบาร์ด้านหน้า คือความเข้าใจในการใช้งาน เพราะระยะยุบขนาดนี้จะทำให้การพารถข้ามอุปสรรคได้อย่างคล่องตัว และโช้คอัพหลังระยะยุบ 200 มม. Link type ที่ให้ความสามารถในการปรับตั้งค่าต่างๆอย่างเหมาะสมได้แบบไร้สาย สะดวกต่อการใช้งานเมื่อต้องมีการฝ่าพื้นถนนหลากหลายรูปแบบ อีกทั้งวงล้อซี่ลวดหน้าหลังขนาด 21 นิ้ว และ 18 นิ้ว ตามลำดับ ยังถูกสวมใส่คู่กับยาง Pirelli Scorpion Rally ที่พร้อมลุยในทุกพื้นสภาพถนน..

ระบบเบรก ABS เปิด-ปิดได้
ด้านระบบเบรคนั้น ทางยามาฮ่าได้เคลมว่า “สั่งได้ดั่งใจ” ด้วยดิสก์เบรคคู่ด้านหน้าขนาดแกน 282 มม. และ 245 มม. ดิสก์เดี่ยวด้านหลัง ..ที่พิเศษกว่ารถในคลาสเดียวกันก็คือ “เปิด-ปิด ABS ได้!!” เพื่อเป็นการตอกย้ำว่าเจ้า Tenere 700 ถูกออกแบบมาเพื่อลุยได้ในทุกสถานการณ์จริงๆ

….ต้องย้ำกันอีกทีถึงสิ่งต่างๆที่ถูกกล่าวข้างต้นนั้น เป็นแบบเดียวกันกับรถแข่งทีมโรงงาน ที่ใช้แข่งบุกตะลุยอุปสรรคในสนามระดับโลกเลยทีเดียว..
สำหรับ Yamaha Tenere 700 ตอนนี้นั้นอยู่ในสถานะที่ “พร้อมให้เป็นเจ้าของ” หรือใครอยากลองสัมผัสตัวเป็นๆก็มีจอดรออยู่ที่ศูนย์ Yamaha Rider’s Club ทั่วประเทศแล้ว โดยสนนราคาเจ้ารถโปรดักชั่นไบค์คุณภาพรถแข่งคันนี้ตกอยู่ที่เพียง 439,000 บาทเท่านั้นเอง..

Color##


